วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

บทที่ 64 - เปลวเพลิงแห่งสรวงสวรรค์



" เจ้า. . . .เจ้าเป็นใคร ? "ผู้นำโรงเรียนพันลมพูดขณะที่ตัวสั่น



เขามองชายวัยกลางคนที่เหมือนกับขอทานที่อยู่ตรงหน้า มันทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะอะไรเค้าก็ไม่เข้าใจ เค้าดูเหมือนคนปกติแต่ขอทานคนนี้มีรังศีที่หน้ากลัวปล่อยออกมา แค่สบตาเขาก็รู้สึกหวาดกลัวเข้าไปในจิตใจ



ก่อนหน้านั้น เขาไม่ได้อยู่ภายในสุสานตั้งแต่แรก เขาสัมผัสได้ว่าชายคนนี้ตกลงมาจากท้องฟ้า นั้นหมายความว่า ชายตรงหน้าเขาคือผู้เชี่ยวชาญของอาณาจักรวิญญาณสวรรค์



ระดับวิญญาณสวรรค์นั้น ในอาณาจักรมังกรฟ้าไม่มีใครสามาเข้าถึงได้ มีแต่ ประมุขของเก้าอาณาเขตแห่ง ราชวงคฺ์เจียง ซึ่งมีลักษณะแข็งแกร่งแบบเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เค้าอาจเป็นผู้เยี่ยมยุทธที่สุดใน 9 อาณาเขต



แต่จากที่เขาเคยได้ยินมา ในราชสำนัก คนที่อยู่อาณาจักรวิญญาณสวรรค์ มีอายุมาก แต่ชายตรงหน้าเขา เห็นได้ชัดว่าเค้าเป็นชายวัยกลางคน มันยากที่จะเชื่อว่าเค้าเข้าสู่อาณาจักร วิญญาณสวรรค์



" ท่านไม่ควรไปทำร้ายเขา " ขอทานเริ่มพูด น้ำเสียงของเค้าฟังดูสงบ เหมือนกับบรรยากาศของจักรพรรดิที่มองเห็นทุกอย่าง



" ข้าไปทำร้ายใคร. . . . . .หรือว่าเป็นเจ้าเด็กนั่น "



"  ข้าผิดไปแล้ว. . . . .ข้าไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนรู้จักของท่าน ข้าหวังว่าท่านจะใจกว้างและปล่อยข้าไปสักครั้ง "


หลังจากที่เค้าทบทวน ผู้นำโรงเรียนพันลมขอโทษอย่างรวดเร็ว เขาจำได้ว่าชูเฟิงค่อนข้างแตกต่างจากคนทั่วไป แต่ไม่นึกว่าเค้าจะเกี่ยวข้องกับชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าของเขา หากชูเฟิงเป็นอะไรไป เค้าคงได้ไปเยี่ยมยมบาล "



" ได้โปรด ไว้ชีวิตข้า . . . ได้โปรด . . . . "



ผู้นำของโรงเรียนพันลมได้แต่คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับเอาหัวโขก เขาไม่สนใจสถานะตำแหน่งหากมันทำให้เค้ารอดชีวิต เค้าก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง รวมไปถึงการทิ้งศักดิ์ศรีของเขา



* สปาตันนนโอ้ววว!!!! *



จากที่ไกลๆ มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังกึกก้อง ฝุ่นทะเลทรายลอยฝุ้งเต็มไปหมด เมื่อมองไปมีคนจำนวนมากวิ่งเข้ามายังสุสาน ดูจากเสื้อผ้าที่เค้า ทั้งหมดเป็นกองทัพของโรงเรียนพันลม



โรงเรียนพันลมและโรงเรียนมังกรฟ้าแตกต่างกันเรื่องระยะทาง แต่โรงเรียนพันลมอยู่ใกล้ทะเลทราย ข่าวของสุสานก็เช่นกัน โรงเรียนมังกรฟ้า ผู้เฒ่า จูเก่อ เป็นคนวางกับดัก



เป้าหมายของโรงเรียนมังกรฟ้า ก่อนที่พวกเขาจะมากัน พวกเหล่าศิษย์หลักของเค้าต่างหอบสมบัติต่างๆของสุสานไปหมดแล้ว แต่ไม่มีใครก้าวลงไปในหมอก ทันทีที่พวกเขาทำภารกิจจนลุล่วงพวกเค้าก็ถอยออกจากสุสาน



หลังจากพวกเค้าไป ข่าวของสุสานก็กระจายไปยังโรงเรียนพันลม พวกเขาจึงส่งคนจำนวนมากมายมาเพื่อจะได้ครอบครองสมบัติในสุสานทั้งหมด แต่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นกับดักของ จูเก่อ จึงเป็นเหตุให้พวกเขาเสียจำนวนคนไปมาก



กองทัพโรงเรียนพันลมที่พากันมาถึง ต่างยังไม่มีใครรู้ความจริง พวกเขามาเพื่อสมทบ แต่หลังจากวิ่งเข้ามาพวกเขา ก็ต้องหยุดนิ่งตกตะลึง 



" เจ้าเป็นใครบังอาจทำร้ายผู้นำโรงเรียนของเรา "



ศิษย์หลักของโรงเรียนพันลมรีบออกหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อหวังจะให้ตัวเองก้าวหน้า แต่เมื่อเขาเห็นผู้นำคุกเข่าอยู่บนพื้นได้แต่ร้องขอชีวิต มันทำให้พวกเขาโกรธกันอย่างมาก ขนาดมีคนมากมายแต่กลับขี้ขลาดตาขาว



ซึ่งเรื่องนั้น ผู้นำโรงเรียนพันลมไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เขายังคงโขกหัวอยู่กับพื้นและร้องขอชีวิตจากขอทานและหวังว่าเขาจะได้ความเมตตาจากเขา เขารู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่ร้ายกาจแค่ไหนถ้าเทียบกับคนของตัวเอง



" ถ้าข้าไม่ฆ่าท่าน เค้าจะยอมยกโทษให้ท่านหรอ ข้าจะส่งท่านไปหาเค้าจากนั้นท่านก็ลองขอขมาจากเค้าเอาแล้วกัน  ( พ่อแม่แท้ๆ ชูเฟิงหรือเปล่าน้าา ?  )



ขอทานค่อยๆปิดตาลง ทันใดนั้น แผลรูปเปลวเพลิงบนหน้าผากก็ส่องแสงเป็นเปลวไฟสีแดงโชติช่วง ผมของเขาปลิวไปมา เสียงดังเหมือนกับภูเขาไฟปะทุ ภายในบริเวณรอบๆ 10 ลี้ กลายเป็นทะเลเพลิงภายในพริบตา 



มหาสมุทรแห่งเปลวเพลิงพวยพุ่งไปไหนอากาศ บางครั้งเปลวไฟก็ดูเหมือนมังกรทะยาน บางคร้งก็เหมือนเสือร้ายที่ร้องคำรามขณะที่พวกมันทะยานอยู่ในทะเลทราย



ภายในพริบตา เปลวเพลิงได้กลืนกินกองทัพของโรงเรียนพันลมไปจนหมดสิ้น พวกเขาเหมือนกับมดน้อยที่ตกลงมาสู่กะทะร้อนๆ พวกเขาได้แต่ทุรนทุรายทำอะไรไม่ได้ จากนั้นพวกเขาก็กลิ้งลงไปบนเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ขณะที่ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทรมาณ



เสียงร้องดังกระหึ่ม เต็มไปหมด แม้แต่ผู้นำของโรงเรียนพันลมก็ไม่สามารถต่อต้านเปลวเพลิงที่มีความร้อนที่น่ากลัวเช่นนี้ได้



แต่ขอทานบ้าคนนั้นกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากเปลวไฟ แต่เสื้อผ้าของเขามิอาจทนไฟได้ เขาค่อยๆเดินออกมาจากเปลวไฟ



หลังจากเสื้อผ้าของเขาถูกไหม้จนหมด ออร่าในร่างกายของเขายังคงดูองอาจ เหมือนกับจักรพรรดิ บอกได้ว่าบรรยากาศรอบๆตัวเขาเหมือนกับจักรพรรดิของโลกใบนี้ยิ่งนัก



" หากข้าพิโรธเปลวเพลิงแห่งสรวงสวรรค์และข้าจะเผาทุกสรรพสิ่ง ข้ามีเพลิงศักดิ์สิทธ์แห่งการเผาไหม้จากสวรรค์ ที่สามารถยึดโลกได้ทั้งใบ ข้านั้นเป็นบุตรจากสวรรค์และข้าได้เขียน . . . . . . "



" โอ้ยยย ~ ~ "



ทันใดนั้น ผู้เชียวชาญที่ท่าทีที่ผิดปกติ ดวงตาของเขาสั่นไหว ทันใดนั้น เขาก็เริ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเหมือนกับว่าเขาปรารถนาที่จะตาย มือทั้งสองข้างจับผมยาวๆของตัวเอง จากนั้นก็กลิ้งไปในเปลวไฟ เขาใช้ร่างกายของตัวเองไปชนกับทะเลทรายบนพื้นดินด้วยพลังที่แข็งแกร่งของเค้าทำให้ทะเลทรายสั่นสะเทือน



ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นอะไร ขณะที่เขาค่อยๆสงบลง เปลวไฟเองก็เริ่มค่อยๆ มอดดับไป จากนั้นแผลเป็นรูปเปลวเพลิงบนหน้าผากระหว่างคิ้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม แม้แต่รังศีของจักรพรรดิ ก็หายไป



ดวงตาของเขาเค้าดูปลดปล่อยความโกรธออกไป แต่สีหน้าของเค้ากับดูเครียด เหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง เขาวิ่งไปและร้องตะโกนขณะที่พาตัวเองเอนไปทางซ้ายเลี้ยวไปทางขวา



" ข้าสมควรตาย ข้าสมควรตาย ข้าไม่ควรเข้ามาในอาณาเขตของท่าน โปรดยกโทษให้ข้าเถอะ ยกโทษให้ข้าด้วย ข้ายังไม่อยากตาย . . . . . . . " ( ตกลงมืงเอาไงกันแน่ คนแปลก็เริ่ม งง )



" ข้าสัญญาว่าข้าจะคอยปกป้องเค้า ข้าจะปกป้องเค้าโดยท่านไม่ต้องห่วง ตราบใดที่ท่านให้โอกาส ข้าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อท่าน . . . . . . . ."



วันต่อมา ทะเลทรายรอบๆพื้นที่นี้เป็นสถานที่ต้องห้าม แม้ว่าเปลวไฟจะดับลงไปแล้ว แต่อุณหภูมิของมันยังคงสูง จึงไม่มีใครสามารถก้าวเหยียบมันได้ จากนั้นข่าวเรื่องทะเลเพลิงก็กระจายออกไปรอบๆเมืองโบราณมันดูเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก



" ปล่อยข้านะ ข้าจะไปหาเค้า "



" ซูเหม่ยทำใจเย็นอยู่ไม่ไหว เมื่อสุสานกลายเป็นพื้นที่ต้องห้าม แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญอาณาจักรแก่นแท้ยังเข้าใกล้มันไม่ได้ ยิ่งเป็นนางยิ่งแล้วใหญ่



" ปล่อยข้าสิ!!! ผ่านมาตั้ง 3 วันแล้ว ที่ชูเฟิงยังไม่กลับ พวกเจ้าไม่กังวลบ้างหรอ ? เขาเสี่ยงชีวิตของเขาเพื่อต้องการให้เราปลอดภัย " ด้านหน้าประตูเมืองโบราณ ไป๋ตงและคนอื่นๆกำลังดึง ซูเหม่ย กลับ ใบหน้าของหน้าเหมือนกับจะร้องไห้นางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความโกรธ



" นี่ พวกเจ้าทำอะไรกัน ? ดูเหมือนกำลังจะครื้นเครงกันเลยหนิ " ในตอนนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมา เมื่อทุกคนหันกลับไปมอง พวกเขาต่างพากันดีใจ



พวกเขาเห็น ชูเฟิง ยืนอยู่บริเวณใกล้ๆพร้อมกับยืนยิ้มมองพวกเขาขณะที่หรี่ตา แต่ใกล้ๆกับชูเฟิงตอนนั้นก็มีชายที่ทำหน้าเศร้าดูเหมือนขอทานยืนอยู่บริเวณใกล้เคียง



" ในขณะนั้นทุกคนต่างตกตะลึง กับภาพที่อยู่ตรงหน้า ซูเหม่ย นางไม่สนใจคนรอบข้าง นางกระโดดเข้าไปกอดชูเฟิงไว้แน่น ขณะที่ชูเฟิงก็โอบกอดนางเอาไว้ ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข "



///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




โปรดติดตามตอนต่อไป.......