วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 114 - สุสานโบราณ


          " แน่นอนว่าไม่ใช่การโกง!!! " ซู่เหม่ยรีบอธิบาย



          " แล้วแบบนี่อะไรล่ะ ? ชูเฟิงถามอย่างสงสัย 



          " อ๋อ . . . . ที่เราทำ ก็แค่ช่วยเจ้านิดหน่อย ในฐานะสหาย " ซูเหม่ยยิ้มพร้อมกับรีบชี้ไปยังฝูงคนที่อยู่ในความสงบ



          " ยังไงก็ตามเจ้าอย่าได้ประมาท นั่นไม่เหมือนกับศิษย์สำนักมังกรฟ้าของเรา พวกเขาคือศิษย์ของสำนักชั่นแนวหน้าของแต่ล่ะอาณาจักร ในการมาเป็นตัวแทนแน่นอนว่าพวกเขานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก



          " แต่ข้าก็ไม่เชื่อว่าเจ้าจะด้อยไปกว่าพวกนั้น แม้ว่าตอนนี้พลังวิญญาณของพวกเขาจะสูงกว่าเจ้า แต่นั้นเพราะเขาอายุมากกว่า หากเจ้าอายุ 18 ปี แน่นอนว่าเจ้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเขาทั้งหมด "



หลังจากที่พูดจบ ซูเหม่ยเอามือไขว้หลังแล้วเดินไปหาซูรู่ หลังจากนั้นทั้งสองสาวก็หันหน้ากับมาพร้อมกับโบกมือให้ชูเฟิงแล้วก็เดินจากไป



หัวใจของ ชูเฟิง เหมือนมีความรู้สึกบางอย่างทิ้มเข้ามาเมื่อมองไปยังสองสาว เดาได้เลยว่าซูรู่เป็นคนช่วยเขาให้เข้าร่วมงานประลอง แต่ก็ไม่นึกเลยว่าซูเหม่ยนางจะทำเพื่อเขาขนาดนี้



ณ ตอนนั้น ชูเฟิง รู้สึกสับสนนิดหน่อย เขารู้สึกว่าต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่ เหตุผลที่สองพี่น้องเลือกเข้าสำนักมังกรฟ้า ทั้งๆที่นางสามารถเข้าสำนักแนวหน้าได้ง่ายดายด้วยพื้นหลังของตะกูล พวกเขาคงจะอ้าแขนต้อนรับพวกนางอย่างเต็มใจ 



         " เป้าหมายของพวกเจ้าทั้งสองคืออะไรกันแน่ถึงคอยช่วยข้าไว้เสมอ ? "



ภายในใจของ ชูเฟิง เต็มไปด้วยความกังวล แม้ว่าเป้าหมายของซูรู่และซูเหม่ยจะคืออะไรก็ตาม แต่เขาจะไม่ลืมที่นางทั้งสอง ช่วยเขาไว้ในครั้งนี้



          " สาวน้อยที่ชื่อซูเหม่ยจริงๆแล้วอาจจะชอบเจ้า ไอ้หนูอย่าปล่อยนางหลุดมือไปซะล่ะ " จู่ๆก็มีเสียงที่ฟังดูน่าสนใจดังขึ้นมา นางคือเทพธิดาในโลกวิญญาณ "



          " นี่ ท่านรู้เรื่องนั้นได้ยังไง!!! " ชูเฟิงหัวเราะและถาม



          " สัญชาตญาณของผู้หญิง ยังก็แล้วแต่ เจ้าก็อย่าได้คิดทำอะไรบ้าๆกับนางล่ะ นางยังเด็กนัก ดังนั้นยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะทำเช่นนั้น หากคิดจะทำ เราแนะนำว่าควรจะเป็นพี่สาวของนางมากกว่า "



          " นี่ท่าน คิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย ? " ชูเฟิงย่อมเข้าใจสิ่งที่เทพธิดาพูดเป็นอย่างดี แต่นึกไม่ถึงว่านางก็พูดออกมาเช่นนี้ 



         " อย่าแกล้งทำตัวเป็นคนดีหน่อยเลย เจ้ากล้าพูดไม๊ล่ะว่าไม่คิดจะทำอะไรกับแม่นาง พวกนั้น ? " เทพธิดาพูดอย่างเหยียดหยัน 



         " ข้าต้องการทำกับท่านมากกว่าตอนนี้ " ชูเฟิงยิ้มพร้อมกับมีความคิดที่ชั่วร้าย



         " เจ้ากล้าหรอ!!! " เทพธิดาค่อนข้างเขินอายนางจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง " บางที่นี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่เรารอให้มันมาถึงก็ได้ "



         " ท่านหมายถึงอะไร ? " ชูเฟิงสบสน นิดหน่อย ( คิดว่านางรอโอกาสให้ชูเฟิงทำอะไรกับนาง หรือป่าวว??? )



         " ก็นั้นไง ในพื้นที่สีแดงในแผนที่ซูเหม่ยพูดถึงที่นั้นคือ สุสานโบราณ!!! "



         " สุสานโบราณ ที่ไหน ? "



         " บอกไปตอนนี้เจ้าก็ยังไม่เข้าใจหรอก หากอยากรู้เจ้าก็ต้องเข้าป่าต้องสาป ไปดูว่าในหมอกสีแดงมีทางเข้าสุสานโบราณอยู่หรือป่าว หากใช่แน่นอนว่าเจ้าต้องได้รับอะไรดีๆติดมือไปอย่างแน่นอน "



เทพธิดาอธิบายให้ชูเฟิง ฟังอย่างใจจดใจจ่อ ตอนนี้เขารู้ว่านางไม่ได้คิดที่จะทำร้ายเขา หลังจากที่ทั้งสองทำพันธสัญญาเชื่อมต่อกัน หากมีอะไรเกิดขึ้นกับชูเฟิง นางก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องให้ความสำคัญในการเพิ่มพลังวิญญาณของนางให้มากที่สุด 



ในที่สุด เจ้าเมือง วิหคเพลิง ก็ประกาศวิธีการของงานประลองในครั้งนี้ จริงๆแล้วก็เหมือนกับที่ซูเหม่ยอธิบายมา ว่าผู้ที่ชนะคือ 1 ใน 10 อันดับที่ฆ่าเขา - วิญญาณแล้วนำกลับมา จึงจะมีสิทธิเข้าร่วมการประลองรอบต่อไป . . . . . . . . 



จากนั้น ซู เฮิน ก็มอบแผนที่ ของป่าต้องสาปให้กับคนทั้ง 200 คน บางส่วนในแผนที่ถูกทำเครื่องหมายสีแดง จากนั้นเขาก็อธิบายกับทุกคนว่า หากพวกเขาเข้าไปในพื้นที่ตรงจุดนั้น เขาจะไม่รับผิดชอบใดๆ หากพวกเขาตาย



ซู เฮิน ไม่ได้บอกรายละเอียด เขากล่าวเพียงว่า มันเป็นจุดที่อันตรายอย่างมาก นอกจากพื้นที่สีแดงแล้วก็ไม่มีจุดสีดำเหมือนกับแผนที่ของซูเหม่ยที่มอบให้ชูเฟิง



หลังจากที่เขาอธิบายกฏเสร็จ ชูเฟิงและคนอื่นๆ ก็ถูกนำทางออกไปจากเมือง วิหคเพลิง และส่งพวกเขาไปยังทางเข้าป่าต้องสาป เพื่อให้พวกเขาไปล่า เขา - วิญญาณ กลับมา



ภายในป่าดูมึดสนิท ทั้งๆที่เป็นตอนกลางวัน เท่าที่ตาเห็นก็มีแค่ต้นไม้ที่มีหนามดูแข็งเหมือนเหล็ก จนทำให้พวกเขาแทบไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้ ถ้าจะพูดมันก็คืออาวุธอันตรายดีๆ แต่ที่ต้องทำให้แปลกใจก็คือ เสียงภายในป่าที่เงียบผิดปกติ ทั้งๆที่น่าจะมีเสียงของสัตว์ร้ายดังออกมาบ้าง



          " เจ้าบ้านั้น ดึงพวกเราไปเกี่ยวจนได้ โดนเหมารวมไปด้วยเลย!!!  " ภายในป่า ผู้คนที่มากจากนครทอง - ม่วง พูดคุยกันพร้อมกับใช้สายตาดูถูก ชูเฟิง ก่อนที่จะเข้าไปยังส่วนลึกของป่าต้องสาป



ชูเฟิง แสยะยิ้มเบาๆเหมือนกับเหยียดหยามพวกเขา จริงๆแล้วเขาก็ไม่ได้อยากจะยุ่งกับคนพวกนั้นเท่าไหร่ เพราะมันจะทำให้มือของเขาสกปรกเปล่าๆ หากต้องฆ่าพวกเขาทิ้ง



หลังจากที่สายตาของพวกเขาปรับทัศนวิสัยได้แล้ว ทุกคนต่างงัดทักษะต่างๆออกมาใช้ แล้วมุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกภายในป่า หลังจากที่คนอื่นหายไป ชูเฟิง หยิบแผนที่ในถุงจักรวาลออกมา 



หลังจากที่คิดบางอย่างได้ ชูเฟิงตัดสินใจเลือกเส้นทางพิเศษ เขาคิดว่าจะวิ่งตัดผ่านเหล่า เขา - วิญญาณ  เพื่อไปยังเครื่องหมายสีแดง ที่ซูเหม่ยและซูเฮิน สั่งห้ามอย่างชัดเจน



ชูเฟิงใช้ทักษะ ท่อง นภา ขั้นที่ 1 รูปแบบสายลม ผ่านเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้า เขาก็พบเจ้าตัวที่เรียกว่า เขา - วิญญาณ 



มันมีลักษณะคล้ายม้า มีขนาดใหญ่เท่าช้าง ตัวของมันดูดำสนิทราวกับว่าถูกคลุมด้วยเกราะสีดำ มันค่อยข้างดุร้าย นอกจากพวกเขา - วิญญาณ ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอยู่อาศัย ณ ที่แห่งนี้ พวกมันต่างวิ่งเข้ามาโจมตี ไม่ต่างจากสัตว์ร้ายทั่วๆไป



แต่ไม่ว่ายังไง มันก็ยังเป็นแค่สัตว์อสูรและสัตว์ร้ายธรรมดา พวกมันไม่สามารถโจมตีโดน ชูเฟิง ได้ ต่อให้เป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดหรือเจ้าเขาม่วง ก็ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้



ชูเฟิง วิ่งไปรอบๆขณะที่วิ่งผ่าน เขา - วิญญาณ เค้าก็ฆ่าพวกมันโดยไม่ให้เหลือ เขาใช้การเชื่อมต่อพลังวิญญาณเพื่อยืมอำนาจพลังวิญญาณ จากแหล่งกำเนิดวิญญาณ แม้ว่าพลังวิญญาณของนางจะยังน้อยอยู่ แต่เมื่อเทพธิดามอบให้ เขาก็จะไม่ใช้มันให้เสียเปล่า



เขาฆ่าพวกมันและได้เขามาทั้งหมด 200 อัน จากนั้นเขาก็วิ่งไปยังจุดสีแดง เมื่อเขามาถึง มันเป็นสถานที่เงียบสงบ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยใดๆ



          " ท่านแน่ใจนะว่าที่นี่มีอะไรดีๆรออยู่ " ชูเฟิง รู้สึกผิดหวังอย่างมาก เขาใช้อำนาจพลังวิญญาณสังเกตุรอบๆ แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ



          " นี่เจ้าโง่จริงๆหรือว่าเจ้าแกล้งโง่ ถ้าเจ้าใช้อำนาจพลังวิญญาณตรวจพบสุสานโบราณ แล้วมันยังจะเรียกว่า สุสานโบราณอีกไม๊ "



          " แล้วข้าต้องทำยังไง ? "



          " ใช้เข็มทิศ โลกวิญญาณ ตรวจสอบมันสิ!!!! "



หลังจากได้ยินคำพูดของนางชูเฟิงก็มองเห็นทางสว่าง จากนั้นเขาก็หยิบเข็มทิศออกมา เมื่อเขาใข้มัน ลูกศรนั้นก็ไม่ปรากฏอะไรให้ชูเฟิงเห็น แต่เทพธิดากับมองเห็น



จากที่เทพธิดาบอก เพราะว่าอำนาจพลังวิญญาณของเขาในตอนนี้ ยังมีไม่มากพอที่จะทำให้เขามองเห็น ดังนั้นเขาต้องใส่อำนาจพลังวิญญาณเข้าไปเลื่อยๆ จนท้ายสุด ก็ถึงเวลากลางคืน



ศรชี้ทางก็ปรากฏ แล้วก็หายไป มันชี้ลงมาด้านล่าง จากนั้นเขาก็เดินตามมันไป ณ ตอนนั้นบริเวณรอบๆต่างมืดสนิท พร้อมกับมีเสียงแปลกๆดังออกมาจากหลุมแห่งหนึ่ง ถ้าฟังดีๆ เขาจะได้ยินเสียงของผู้หญิงที่กำลังร้องไห้





////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////






โปรดติดตามตอนต่อไป . . . . . . . . . . .