วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 132 - กับดัก



          " สุสานจักรพรรดิ ? " แม้ชูเฟิงจะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ชื่อของมันฟังดูไม่ธรรมดา



          " ใช่แล้วล่ะ สุสานจักรพรรดิ นั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว พูดไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจถ้าจะให้เราพูดสั้นๆล่ะก็ สุสานจักรพรรดินั้นเป็นที่เก็บสมบัติที่ไม่มีที่สิ้นสุดและประเมินค่าไม่ได้นั้นเอง "



           " ถ้าเป็นสุสานจักรพรรดิในอาณาจักร มังกรฟ้า ของชายที่ชื่อว่า ชิงหลง เทียน ที่ถูกเรียกขาน ว่าเทพสงคราม  ถ้าเท่าที่เราฟังมา เจ้าอาจได้พบสุดยอดทักษะที่นั้นก็ได้ " เทพธิดากล่าว



           " ไม่เพียงแต่จะได้เป็น เจ้ายุทธภพ แม้แต่ทั้งอาณาจักรยังไร้คู่ต่อสู้ งั้นหรอ ? " ชูเฟิงไม่สามารถหยุดความตื่นเต้นเอาไว้ได้ ตอนนี่เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ประสบการณ์และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆพวกนี่เลย



           " ตอนนี้สุสานพวกนั้นอยู่ภายใต้จมูกเรา แต่มันก็ยังไร้ประโยชน์หากเราเข้าไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เข้า เพราะมันพอจะทำให้ทั้งโลกทั้งใบเกิดการเปลี่ยนแปลง "



          " ตราบใดที่สุสานยังไม่ถูกค้นพบ เจ้าจะต้องรีบแข็งแกร่ง และหลังจากนั้น สังหารทุกคนที่รู้เรื่อง ของ สุสานจักรพรรดิ ที่อยู่ในอาณาจักรทั้ง 9 ซะ เพื่อไม่ให้ความลับนี้รั่วไหล "



          " จริงๆนั้นยังไม่เพียงพอ แต่เจ้าต้องทำลายอาณาจักรทั้ง 9 ทิ้งซะ เพื่อจะได้ไม่มีใครรู้ข้อมูลนี้ " เทพธิดาเตือน



         " อะไรน่ะ ทำลายอาณาจักรทั้ง 9 นี่ท่านต้องการให้ข้า ฆ่าทุกคนในดินแดน งั้นหรอ ท่านบ้าไปแล้วหรือไง ? .



หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ชูเฟิง ถึงกับหนาวไปถึงกระดูก แม้ว่าเขาจะไร้ความปราณีและโหดร้ายเวลาที่สังหารศัตรู แต่เขาก็ไม่อาจฆ่า ชาวบ้านตาดำๆหรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อเป้าหมายของตัวเองได้หรอก



          " เจ้ารู้อะไรหรือเปล่า สุสานจักรพรรดินั้นเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกทั้งใบเลยก็ว่าได้ หากเจ้าฝึกทักษะของเขาและกลืนกินแหล่งพลังวิญญาณของ ชิงหลง เทียน เข้าไป ด้วยพลังของสุสาน มันอาจทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ไร้เทียมทาน " 




          " หรือว่าเจ้าไม่อยากรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวจริงๆของเจ้า เจ้าไม่รู้หรอว่าทำไม พ่อแม่ของเจ้าถึงได้ทิ้งเจ้าไป เจ้าไม่คิดบ้างหรอ ว่าพวกเขาอาจจะเกี่ยวข้องกับสุสานจักรพรรดิ "



          " เท่าที่เราประเมิน เราเชื่อว่าครอบครัวของเจ้าได้เผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ และไม่มีทางเลือกจึงได้ส่งเจ้ามาให้กับคนอื่น แต่เรื่องที่ว่าครอบครัวของเจ้ายังมี ชีวิตอยู่หรือไม่ อันนั้นเราไม่รู้  แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจจะตายหมดแล้ว "



         " ผู้ที่สามารถทำลายครอบครัวและฆ่าพ่อแม่ของเจ้าที่มีพลังอำนาจมากขนาดนั้น ถ้าคิดดีๆแล้ว หากว่าเจ้าไม่สามารถควบคุมโลกวิญญาณที่ครอบครัวของเจ้าทิ้งไว้ให้ในร่างกาย แล้วเจ้าจะไปเผชิญหน้ากับคนที่ร้ายกาจกว่าครอบครัวของเจ้าได้ยังไง "



         " ตื่นสักได้แล้ว โลกนี้มันไม่หมูอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ โลกนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญและสิ่งประหลาดมากมาย ที่มีพลังอำนาจที่สั่งสมมานับ ล้านๆปี เพื่ออยากจะไปยืนจุดสูงสุดของโลก " ( มันไม่ใช่คนแล้ว สัตว์เทพว่าไปอย่าง เซียน จอมมาร ไรประมาณนี้หรือเปล่า "



         " หากเทียบกับพวกเขา เจ้าก็เป็นได้แค่ กบที่มองท้องฟ้าจากก้นบ่อและคิดว่าที่นั้นคือโลกทั้งใบ แต่ เจ้ายังนับว่า โชคดี ถ้ารู้ความลับพวกนี้ และรู้แหล่งขุมทรัพย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเหล่านั้น  ตราบใดที่เจ้าได้สมบัติมา เจ้าก็อาจจะสามารถต่อกรกับผู้เชี่ยวชาญคน เพื่อแก้แค้นให้กับครอบครัวของเจ้า " เทพธิดาพูด



         " อย่าพยายามหลอกล่อข้าซะให้ยาก แล้วท่านรู้ได้ไงว่าครอบครัวข้าถูกทำลาย แล้วรู้ได้ไงว่าพ่อแม่ข้าถูกฆ่าตาย ยังไม่มีหลักฐานสักหน่อย มันอาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่นก็ได้ " ชูเฟิง กล่าวพร้อมกับรู้สึกโกรธนิดหน่อย ในลึกๆในใจของเขา ได้แต่หวังว่าอย่าให้เกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพ่อแม่และครอบครัวของเขา



          " ได้ งั้นข้าจะคิดว่า ครอบครัวและพ่อแม่ของเจ้าอาจจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ ไม่ว่าครอบครัวของเจ้าจะอยู่หรือไม่ เจ้าก็ไม่มีหน้ากับไปหาพวกเขาด้วยพลังวิญญาณปัจจุบันของเจ้าหรอก หรือว่าเจ้าไม่สนใจ "



          " เจ้ามันอ่อนแอ ตอนนี้ สำหรับโลกแห่งพลังวิญญาณ เจ้าเป็นแค่มดตัวหนึ่ง พวกเขาไม่ต้องถึงกับใช้มือ แค่หายใจเบาๆ ร่างกายของเจ้าก็แหลกสลาย จนตาย แล้ว ยิ่งพวกเขาลงมือเจ้าจะหายไปแบบมองไม่ทันเลยทีเดียว "



เทพธิดา พูดเหมือนกับเป็นคมมีดทิ้มแทงไปที่จิตใจของ ชูเฟิง นางเอาย้ำมันอยู่ ซ้ำๆ ตลอดเวลา ทำให้เขารู้ดีว่า ตัวเอง อ่อนแอแค่ไหน



แต่มันก็จริง หากเขาต้องการที่จะแข็งแกร่ง เขาก็ต้องแข็งแกร่งให้ถึงที่สุด ตอนนี้ เขาจะไม่คิดว่าตัวเองนั้นคือ อัจฉริยะ อีกต่อไปโดยที่คิดว่าตัวเองคือคนธรรมดาคนหนึ่ง หากจะเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะได้ เขาจะต้องเป็นแบบ ชิงหลง เทียน ให้ได้ซะก่อน อย่างน้อยๆเขาต้องก้าวข้ามทั้ง 9 อาณาจักร



          " ตกลง ข้าจะยึดสมบัติทั้งหมดภายในสุสานจักรพรรดิไว้เป็นของข้า แต่ข้าบอกก่อนว่าข้าจะไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์เพราะความโลภของข้าอย่างเด็ดขาด " ชูเฟิง กล่าวอย่างหนักแน่น



         " เจ้าคิดจะปราณีพวกเขางั้นหรอ รอจนกว่าความลับนี้รั่วไหลออกไปซะก่อนเถอะ เมื่อเหล่าผู้เชี่ยวชาญยกฝูงกันมา แล้วเจ้าจะมานั่งเสียใจ "



         " ถูกต้อง เพราะข้ายังเป็นมนุษย์ ที่ไม่ได้ชั่วร้ายแบบท่าน ถ้าความลับของสุสานจักรพรรดิรั่วไหลออกไปจริงๆแล้ววันหนึ่งมีคนมาเอาสมบัติ ข้าก็ไม่สนใจหรอก แม้ว่าข้าจะไม่ได้พึ่งพาของพวกนั้น ข้าก็ยังแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเองได้ " ชูเฟิง ตัดสินใจและกล่าวอย่างหนักแน่น



         " ช่างเถอะ เราไม่อยากเถียงกับเจ้า ถึงเราจะบอกให้เจ้าไปฆ่าคนทั้งอาณาจักร เจ้าก็คงไม่มีปัญญาทำได้หรอก ตอนนี้พวกเรารีบๆออกเดินทางกันดีกว่า " เทพธิดาพูด



         " เดี๋ยวนะ ท่านจะให้ข้าออกตอนนี้เลย !!! ลืมไปแล้วหรอ ว่าข้ามีสัญญากับบิดาของซูรู่ ให้อยู่ที่นี่อีกสอง สาม วัน "



         " งั้นเราจะออกเดินทาง วันพรุ่งนี้เพราะเราไม่อาจล่าช้าได้ "



         " เอางั้นก็ได้ "



หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว ชูเฟิง ก็กำลังจะเริ่มปรับปรุงลูกแก้ววิญญาณที่เขาได้รับมาในสุสาน แต่เมื่อเขาคิดอยู่สักพักเขาก็กลัวว่า ซูเหม่ย จะเป็นห่วงเรื่องที่พลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นในเวลาสั้นๆ ดังนั้น ชูเฟิง จึงเก็บมันไว้ซะก่อน หลังจากที่ออกจากเมือง เขาจะใช้มันตอนไหนก็ได้



เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้า งานเลี้ยงที่ ซูเฮิน เตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อต้อนรับ ชูเฟิง ก็เริ่มขึ้น บนโต๊ะแห่งหนึ่งมีอยู่ 4 ที่นั่ง ได้แก่ ชูเฟิง ซูเหม่ย ซูรู่ และ ซูเฮิน



แต่มันเป็นโต๊ะที่ใหญ่ผิดปกติ มันเต็มไปด้วยบรรดาอาหาร เลิศรส และเครื่องดื่ม ชั้นยอด ที่ชูเฟิง ไม่เคยได้กินมันมาก่อน เขาจึงกระซวกมันอย่างรวดเร็ว แต่โต๊ะมันมีขนาดใหญ่จึงทำให้เขาลำบากในการหยิบจับ เหล่าบรรดาอาหารที่วางอยู่ระเกะระกะ



          " นี่เจ้า อดยากมาจากไหน !!! ทำไมถึงได้เลือกกินแต่เนื้อ ลองกินผักพวกนี้สิ อร่อยมากเลยนะ "



แต่สิ่งที่ทำให้คนที่เห็นพูดไม่ออกก็คือ ซูเหม่ยที่ค่อยๆชิดเข้ามาหา ชูเฟิง และในเวลานั้น นางก็ได้ตักอาหารใส่จาน ของเขา แม้แต่ในงาน เลี้ยง นางยังไม่ยอมห่างจากเขา ทั้งสองคนต่างทำให้พวกเขาคิดว่า งานเลี้ยงครั้งนี้ จัดขึ้นมาเพื่อ คู่รัก ที่แสนจะหวานชื่น



เห็นเช่นนั้น ซูรู่ อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ นางรีบใช้มือคลุมไปที่ปากของนาง แต่สำหรับคนอื่นๆ และ ซูเฮิน ต่างมีเส้นดำๆบนร่องหน้าผาก พวกเขาไม่พูดอะไร ได้แต่รู้สึก อายแทน พวกเขาสองคน



ระหว่างงานเลี้ยงที่จัดขึ้น จู่ๆ ซูเฮิน ก็หยิบรางวัลของผู้ชนะเลิศในการประลอง เป็น ลูกแก้วแก่นแท้ ออกมา 10 เม็ด



ลูกแก้วแก่นแท้ 10 เม็ดเทียบเท่ากับลูกแก้ววิญญาณ 10000 เม็ด ซึ่งความสามารถของเขาที่แสดงในงานประลอง ก็สมควรได้รับจำนวนขนาดนี้ ชูเฟิง จึงไม่มีเหตุผล ที่จะต้องปฏิเสธ และอีกหนึ่งเหตุผล ก็คือเขารู้ว่าตะกูล ซู ต้องการผูกมัดเขาเอาไว้



ชูเฟิง มีอำนาจพลังวิญญาณ และยังมีโอกาสจะได้เป็นศิษย์ของ จูเก่อ หลิวหยุน ซึ่งไม่ช้าก็เร็ว เขาก็คงจะได้เป็น ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณ ตั้งแต่เขารู้ว่าตะกูล ซู รู้ความลับเรื่องสุสานจักรพรรดิ เป็นธรรมดา ที่พวกเขาจะต้องการใกล้ชิดกับ ชูเฟิง และดูแลเขาเป็นอย่างดี



หลังจากที่ทานอาหารกันเรียบร้อย  ชูเฟิง ก็เดินทางกลับมาห้องของตัวเอง แต่พอมาถึงได้เพียงครู่หนึ่ง ก็มีเสียงคนเคาะประตู พอเปิดออกมา ก็มีคนรับใช้คนหนึ่ง เดินมาหา ชูเฟิง และกล่าวว่า " คุณชาย ท่านหญิงที่ 2 ซูรู่ ต้องการพบท่าน "



ชูเฟิง ได้รับการดูแลจากซูรู่เป็นอย่างดี เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่ปฏิเสธ ภายใต้การนำทางของคนรับใช้ ได้พาเขาเข้าไปยังพระราชตำหนักที่ซูรู่พักอยู่



หลังจากที่ ชูเฟิง เดินเข้าไปใน พระราชตำหนักของซูรู่ ก็มีร่างคนเดินออกมาจากมุมมืด นั้นคือ เจ้าเมืองวิหคเพลิง ซูเฮิน หลังจากมองซ้ายมองขวา เขาก็กล่าวกับชายชราผมขาว




          " ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่ไม๊ " ซูเฮินมองไปที่ตำหนักของลูกสาว และพูด



          " นายท่าน ไม่ต้องห่วง หลังจากวันนี้ ชูเฟิงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตะกูล ซู . . . "  ชายชราคนนั้นยิ้มแปลกๆและกล่าว






อ่านต่อได้ในตอนที่ 133.5 - 134. 5 นะคับ 
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




โปรดติดตามตอนต่อไป . . . . . . .