วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 145 - จิตที่คอยปกป้อง



ตาม ตำนาน พูดกันว่า มู่หรง เสียวเหยา ในยุคนั้น เป็นบุคคลที่แข็งแกร่งอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือการป้องกันที่หาคนต่อกรเขาได้ยาก พูดได้ว่าแทบจะไม่มีใครสามารถขวางทางเขาได้เลย




แม้แต่คนที่มีชื่อเสียง อย่างผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณ ในอาณาจักรมังกรฟ้า ที่มีการป้องกันที่สุดแกร่งเมื่อเผชิญหน้ากับเขา กับถูกฆ่าตายในดาบเดียว



ในตอนนั้น ทุกคนต่างรู้สึกว่า มู่หรง เสียวเหยา ที่เป็นผู้สร้าง หุบเขา - พยัคฆ์ฯเปรียบดั่งพญามังกรและเป็นความภาคภูมิใจของคนในยุคนั้น แต่มาวันหนึ่ง ไม่มีใครคาดหวังว่าเขาจะหายตัวไปและกลับมาพร้อมกับพลัง



ในปีที่เขาหายไปในพื้นที่ต้องห้าม หลังจากที่เขากลับมาก่อตั้ง หุบเขา - พยัคฆ์ขาว เขามีอายุแค่ 20 ปี



บางคนบอกว่า ตั้งแต่เขากลับมาจากพื้นที่ต้องห้ามเขาก็ได้รับประโยชน์ติดมามากมาย แต่ราคาที่เขาจ่ายคือต้องทนอยู่บนโลกนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน



ยังมีบางคนพูดกันว่าเขาเหนื่อยกับความขัดแย้งทางโลก และไม่อาจกำจัดความรู่สึกผิดในใจ ที่ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยการต่อสู้ เขาจึงหนีเข้าไปอยู่ในป่าคนเดียว



แต่หลังจากที่ มู่หรง เสียวเหยา หายตัวไป มีผู้เชี่ยวชาญที่ร้ายกาจมากมายจากอาณาจักรมังกรฟ้า มุ่งหน้ามายังหุบเขา - พยักฆ์ขาว หวังจะได้รับสุดยอดวิชาดั่ง มู่หรง เสียวเหยา แต่สุดท้ายก็ไม่พบพื้นที่ต้องห้าม



ภายหลัง มีคนแนะนำให้ค้นหาอย่างละเอียด แม้ว่าต้องขุดหาก็ต้องทำ พวกเขายังคงค้นหามันอย่างบ้าคลั่ง แต่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่ร้ายกาจของอาณาจักรมังกรฟ้าค้นหาอยู่นั้น มู่หรง เสียวเหยา ก็ปรากฏตัว 



มีคนบอกว่า มู่หรง เสียวเหยา หายไปแค่สองเดือนเท่านั้น หลังจากมีคนพบเขาอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นกับตัวเขา เมื่อเขากลายเป็นคนแก่ ผมสีดำของเขากลายเป็นผมยาวสีขาวโพน ใบหน้าซีดเป็นกระดาษ ขณะที่สวมชุดขาว เวลานั้นเขาดูเหมือนคนที่สิ้นลมไปแล้ว 



เขาใช้แค่เพียงฝ่ามือเดียวก็สามารถทำลายยอดฝีมือจากอาณาจักรมังกรฟ้า ในเวลานั้น เขาทำให้คนทั้งโลก ต่างตกตะลึง ด้วยหนึ่งการโจมตี สามารถเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นทะเลเลือด อีกทั้งยังมีชีวิตที่เป็นยาวนานฟันแทงไม่เข้า



หลังจากที่สังหารผู้บุกรุก มู่หรง เสียวเหยา ก็หายตัวไปอีกครั้ง ครั้งนี้เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มีใครรู้ว่าเขาหายตัวไปไหน แม้แต่ ผู้คนจาก หุบเขา - พยัคฆ์ก็ไม่มีใครรู้



แต่สิ่งที่แปลกก็คือ หลังจากวันนั้น ศพของผู้เชี่ยวชาญที่ร้ายกาจ ถูกพบในหุบเขา - พยัคฆ์ฯ จากสภาพศพพวกเขาถูกสังหาร ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นสุดยอดทักษะที่ มู่หรง เสียวเหยา เป็นผู้ครอบครอง



หลังจากนั้น ทุกคนต่างรู้ว่า มู่หรง เสียวเหยา ยังไม่ตาย แต่เขาเพียงเบื่อเรื่องทางโลก เขาจึงไปเฝ้าพื้นที่ต้องห้าม และไม่อนุญาตให้ผู้ใดมารบกวน



ทักษะที่ มู่หรง เสียวเหยา ครอบครอง เป็นที่น่าดึงดูดเหล่าผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาหลายคนไม่คำนึงถึงอันตราย และแอบเข้ามาที่หุบเขา - พยัคฆ์ฯ แต่สุดท้ายพวกเขาก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกสังหาร



สิ่งที่แปลกก็คือหลังจากที่มู่หรง เสียวเหยา หายไปนั้นก็เป็นเวลา 100 ปี แต่ที่พวกเขาเข้าไปล่าสุดนั้นเป็นเวลา 200 ปี แล้วจะมีใครบ้างที่จะมีอายุถึงขนาดนั้น



เท่าที่รู้มา มู่หรง เสียวเหยา ยังอยู่ถึงเมื่อ 200 ปีก่อน เขามีอายุมากกว่า 300 ปี ซึ่งไม่ใช่อายุขัยที่มนุษย์จะสามารถอยู่ถึงได้



ดังนั้น จึงมีบางคนคิดว่า มู่หรง เสียวเหยา ได้ตายไปนานแล้ว แต่เพราะจิตใต้สำนึกของเขายังยึดติดกับอะไรบางอย่าง และด้วยอำนาจของ มู่หรง เสียวเหยา สติของเขาจึงอยู่กับร่างวิญญาณ และคอยปกป้อง หุบเขา พยัคฆ์ขาว ตลอดเวลา



หลังจากนันเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดแนมหุบเขา - พยัคฆ์ขาว พวกเขาจึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมในเรื่องราวต่างๆในโลกภายนอก จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆจางหายออกจากความทรงจำของผู้คน



เมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงดึงดูดความสนใจของ ชูเฟิง มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าพื้นที่ต้องห้ามน่าจะเป็นทางเข้าสุสานจักรพรรดิที่ถูกซ่อนไว้ใน หุบเขาพยัคฆ์ฯ มู่หรง เสียวเหยา ก็เป็นอีกคนที่ได้รับพลังบางอย่างเหมือนกับผู้ก่อตั้ง สำนักมังกรฟ้า



ส่วนที่ยังไม่แน่ใจ คือว่า มู่หรง เสียวเหยา ยังอยู่หรือตาย เนื่องจากไม่มีเบาะแส แต่เนื่องจากเขาลอบเข้ามาแล้ว ชูเฟิง จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆและสาบานว่าจะหามันให้พบ



ใน ตอนเช้ามืด ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องของ ชูเฟิงดังขึ้นมา เมื่อเขาเดินไปเปิด ก็พบกับ ผู้จัดการ จาง 



          " สีหน้าของเจ้าดีขึ้นแล้วหนิ "



หลังจากที่พบกับ ชูเฟิง ผู้จัดการ จางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขามอบเสื้อผ้าในมือของเขาให้กับ ชูเฟิง แล้วกล่าว " เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ข้าจะพาเจ้าไปในที่ ที่หนึ่ง "



ชูเฟิง หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ จากนั้นเขาก็ตามผู้จัดการ จาง ไปที่ถนน รอบๆถนนมีร้านค้าอยู่หลากหลาย



ร้านค้าทั้งหลายเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย ในขณะที่มีรถม้าคันหนึ่งไว้สำหรับผู้โดยสาร มันค่อนข้างดูหรูหราและม้าที่ใช้ลากก็เป็นม้าชั้นยอด



ชูเฟิง ไม่แปลกใจเลย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับคนภายนอก แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของหุบเขาพยัคฆ์ฯ ก็ไม่ด้อยไปกว่า เมืองวิหคเพลิงหรือสำนักมังกรฟ้า และยังมีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ยังไม่ปรากฏตัวซึ่งทำให้เรื่องของฐานอำนาจทางทหารแข็งแกร่งมากด้วยเช่นกัน



มีผู้รับใช้หลายสิบคนยืนอยู่ข้างรถม้า ในมือของพวกเขา ไม่ได้ถืออาวุธแต่อย่างใด เขาถือดอกไม้กับธูปเทียน  สิ่งที่สำคัญคือพวกเขาทั้งหมดเตรียมไว้มอบให้กับบุคคลชั้นสูง



แต่ ผู้รับใช้เหล่านั้นล้วนแต่มีอายุมากกว่า ชูเฟิง เมื่อพวกเขาเห็นสัญลักษณ์ผู้รับใช้ระดับสูง บนหน้าอกของ ชูเฟิง พวกเขาก็แสดงสีหน้าแปลกๆออกมา หลังจากที่เคยมีผู้รับใช้ระดับสูงไม่มีใครอายุน้อยเหมือนกับ ชูเฟิง มันจึงทำให้พวกเขาต่างพากันอิจฉา



           " ชูเฟิง วันนี้เป็นที่เจ้าจะได้รับการต้อนรับจากทุกคน เพื่อที่เจ้าจะได้สนิทกับพวกเขามากยิ่งขึ้น " เมื่อพูดจบ  ผู้จัดการ จาง ก็จากไป



          " เฮ้ย นี่สินะเด็กใหม่ " ในเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้รับใช้ต่างเข้ามาล้อม ชูเฟิง เอาไว้



พวกเขาเป็นกลุ่มชายหญิง แต่จากอายุของพวกเขาดูแก่กว่า ชูเฟิง ไม่มากนัก พวกเขาต่างล้อม ชูเฟิง พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนมุมปาก ดูท่าทางเหมือนว่าจะไม่ได้มาดี



ชูเฟิง รู้สึกขยะแขยงอย่างมากเมื่อเผชิญกับใบหน้าเหล่านั้น เขาก็พอรู้อยู่แล้วว่าเด็กใหม่ มักจะรู้รังแกโดยคนเก่าๆ แต่มันก็ไม่มีกฏข้อไหนบัญญัติไว้ในหุบเขาพยัคฆ์ฯ



เพื่อที่จะให้เป้าหมายสำเร็จและสะดวกต่อการค้นหาทางเข้าสุสาน ชูเฟิง จึงได้แต่ต้องอดกลั้นความโกรธเอาไว้ จากนั้นเขาก็ฝืนยิ้มเบาๆออกมาพร้อมกับกล่าว " พี่ชายพี่สาว มีธุระอะไรกับข้างั้นหรอ "



          " แกเรียกใครว่าพี่สาว เจ้าหาว่าข้าแก่งั้นหรอ " พอนางพูดจบ ผู้หญิงคนที่มีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปี พยายามตบหน้าของ ชูเฟิง



ตบนั้นอาจจะดูรวดเร็วในสายตาของผู้อื่น แต่สำหรับ ชูเฟิง มันช้าแสนช้า เขาค่อยๆเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยก็สามารถหลบมันได้อย่างง่ายดาย



          " นี่ แกกล้าหลบงั้นหรอ คงไม่รู้กฏของที่นี่สินะ วันนี้ ข้าคงต้องสอนบทเรียนให้กับแกสักหน่อย "



หญิงรับใช้ผู้นั้นดูแปลกใจพร้อมกับยกฝ่ามือของนางขึ้นมาอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน ทุกคนรอบๆตัวของ ชูเฟิง ก็ตั้งท่าเตรียมโจมตี ชูเฟิงสำผัสได้ที่แรงกดดันเพียงน้อยนิดจากทั่วทุกสารทิศ พวกเขาดูไม่รู้สึกละอายสักนิด ที่พากันลุมทำร้ายเด็กหนุ่มอย่าง ชูเฟิง



ตอนนั้น ชูเฟิง ก็กำหมัดของเขาไว้ ด้วยความลังเล ว่าจะอัดพวกมันดีมั๊ย หากเขาตอบโต้ พลังวิญญาณของเขาอาจถูกเปิดเผย และ หุบเขาพยัคฆ์ก็อาจจะสงสัยว่าเขาเป็นสายลับของอาณาจักรส่งมา นั้นคงไม่ดีสำหรับเขาเป็นแน่



           " หยุดนะ!!! "



ในเวลานั้น ก็มีเสียงตะโกน ดังออกมา แต่เสียงนั้นฟังดูไพรเราะผิดปกติ หลังจากที่ได้ยิน หัวใจของ ชูเฟิง ถึงกับเต้นรัว



ชูเฟิงเหลือบมองไปยังที่มาของเสียง ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เขาพบกับ หญิงงามที่ ดูสง่า น่า . . . . .






 //////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////






โปรดติดตามตอนต่อไป . . . . . . . . . . . .