วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 180 - อัจฉริยะปรากฏตัว



             "ไอ่ เจ้าลูกศิษย์ไร้ประโยชน์!"



ชี ซิ่งคำรามโกรธที่เห็นลูกศิษย์ของเขาอยู่ในระดับ 5 แดนกำเนิดวิญญาณถูกตีสวนกลับโดยชูเฟิงที่อยู่ระดับ 1 แดนกำเนิดวิญญาณ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะคำรามโกรธแต่เขาก็ไม่มีความลังเลใดใดที่จะเข้าไปปกป้องลูกศิษย์ เพราะในฐานะอาจารย์เขาไม่สามารถที่จะยืนมองดูลูกศิษย์ตายไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้



            "เฮ่ ชี ซิ่งนี่คือการต่อสู้ระหว่างศิษย์ สิ่งที่เจ้ากำลังจะทำนี่มันหมายความว่ายังใง? จูเกอ หลิวหยุน ได้คว้ามือของ ชี ซิ่งเอาไว้เพื่อไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งกับการต่อสู้นี้



            "เฮ่ไอ่แก่ จูเกอ เอามือออกไปจากข้าเดี้ยวนี้!"



ชี ซิ่งได้พยายามที่จะสะบัดแขนของเขาเพื่อที่จะให้มือของจูเกอ หลิวหยุนหลุดออกไปแต่เขากลับไม่สามารถสะบัดมือของ จูเกอ หลิวหยุนออกไปได้ เพราะมือของจูเกอ หลิวหยุนเปรียบได้ดั่งครีมเหล็กที่ล็อกแน่นอยู่ที่แขนของเขา  ชี ซิ่งจึงไม่สามารถที่จะขยับไปไหนได้เลย



              "หุบปากอันไร้ยางอายของเจ้าและยืนดูอย่างเงียบๆไปซะ." จุเกอ หลิวหยุน กล่าวอย่างเย็นชาแล้วกระชากแขนของ ชี ซิ่งกลับเข้ามาด้านหลังและกระแทกลงไปที่พื้น



              "เจ้า ... เจ้า ... นี่เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับ 6 แดนแก่นแท้วิญญาณแล้วรึนี่ !!! "



ชี ซิ่ง ตกใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเพราะเขาไม่ได้คิดว่า คนที่เคยแพ้เค้ามาก่อน ในวันนี้จะก้าวเข้ามาสู่ระดับ 6 แดนแก่นแท้วิญญาณซึ่งหมายความว่าได้เกินเขาไปแล้ว



มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อและยากเกินกว่าที่เขาสามารถยอมรับได้ เพราะฐานะที่เขาได้เข้าร่วมและกลายเป็นผู้อาวุโสของสำนัก #1 เขาได้รับของเสนอมากมายมหาสารจนทำให้เขา มีความสำเร็จในการเพิ่มพลังวิญญาณจนถึงระดับ 5 แดนแก่นแท้วิญญาณ



แต่เขาไม่สามารถคาดคิดได้เลยว่า จูเกอ หลิวหยุนผู้ที่เข้าร่วมกับสำนัก #2 จะอยู่ในระดับ 6 แดนแก่นแท้วิญญาณมันเป็นอะไรที่เขาไม่สามารถที่จะยอมรับความเป็นจริงนี้ได้



             “เฟิงเอ๋อ เจ้าพอได้แล้วล่ะ ปล่อยให้มันใช้ชีวิตมอบคลานไปดั่งเช่นสุนัขเถอะ!” จูเกอ หลิวหยุนไม่ได้ให้ความสนใจใดใดกลับ ชี ซิ่งในขณะที่เขาเปล่งเสียงดังกล่าวกับชูเฟิงที่กำลังจัดรูปแบบพลังวิญญาณอยู่ในขณะนั้น



              "ครับท่านอาจารย์."



ชูเฟิงก็เริ่มที่จะคลายพลังอำนาจในการสร้างรูปแบบวิญญาณออกไป แต่เดิมชูเฟิงอยากที่จะสังหาร หยางจือ เพื่อให้มันไปพ้นๆสายตาของเขา  แต่เมื่อได้ยินคำพูดของจูเกอ หลิวหยุนเขาก็เลยสลายลูกศรสีทองที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ หยาง จือออกไป



              "ลุกขึ้นมา."



แม้ว่า หยาง จือจะรอดชีวิตไปได้ แต่!!!ชูเฟิงไม่ได้คิดที่จะปล่อยมันไปง่ายๆ เขาเดินไปด้านหน้าของ หยาง จือแล้วดึงขอเสื้อมันขึ้นมาในขณะที่ใบหน้าของ หยางจือ ซีดเผือด



               "นี่….นี่เจ้าจะทำอะไร!!"



                "ข้าเป็นศิษย์ของสำนัก #1 ฮัว-หยางนะเว้ย! ถ้าเจ้าสังหารข้าล่ะก็สำนักของข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!!." ความหยิ่งทรนงของ หยาง จือก่อนหน้านี้ได้หายไปอย่างสิ้นเชื่องเพราะในตอนนี้ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อชูเฟิง



                "หุบปากของเจ้าซะ!" ชูเฟิงรำคาญคำพูดที่ไร้สาระของ หยาง จือจึงต่อยไปที่ปากของเขาจนฟันหลุดกระเด็นล่วงไปที่พื้น



              “อ๊าาา” ปากของ หยาง จือปกคลุมไปด้วยเลือดและมองไปที่ฟันที่กองอยู่บนพื้น เค้ารู้สึกว่าอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา แม้กระทั่งฟันของเขาในตอนนี้ก็ได้จากเขาไปแล้ว แล้วยังงี้เขาจะมีใบหน้าใดไปพบคนในสำนัก ฮัว-หยางอีก?



              "เขาในตอนนี้เขาพยายามที่จะนอนตะแคงไปด้านข้างเพื่อที่จะร้องไห้!"



ในขณะที่มองไปที่ หยาง จือที่เหมือนกำลังจะร้องไห้ ชูเฟิงก็เดินเข้าไปเตะที่ใบหน้าของเขาและกระทืบอย่างไม่ยั้งพร้อมกล่าวไปด้วยว่า “คราวหน้าคราวหลังอย่าพูดคำพูดเหล่านี้ให้ใคร ได้ยินอีก”



               "ฮ่าฮ่า ดีดีเฟิงเอ๋อ สั่งสอนให้มันรู้ซึงถึงคำพูดสุนัขของมันที่ดีแต่เห่าหอน แสดงให้เขาได้เห็นว่าเรามันคนละชั้น."



อารมณ์ของ จูเกอ หลิวหยุนนั้นดีเป็นพิเศษที่เค้าได้รับรู้ว่าศิษย์ของเขานั้นชนะ เจ้าจึงมีความสุขและคลายรูปแบบอำนาจวิญญาณออกแล้วพาชูเฟิงไปยังสถานที่ทดสอบ



             "เฟิงเอ๋อ เจ้าทำได้ดีมาก ใบหน้าของข้าที่สูญเสียไปปีนั้น วันนี้ถูกเจ้านำกลับมา." เมื่อพวกเขามาถึงสถานที่ทดสอบ จูเกอ หลิวหยุนก็ยังไม่หยุดที่จะชื่นชมชูเฟิง เขาในตอนนี้นั้นรู้สึกมีความสุขมากจริงๆ



              "ท่านอาจารย์.ศิษย์รู้ว่าท่านแข็งแกร่งกว่าเขา แต่การที่ท่านแพ้เขาในปีนั้นศิษย์รู้ว่าท่านไม่ต้องการทำร้ายคนพิการ" ชูเฟิงกล่าวพร้อมหัวเราะ



              "เจ้านี่ช่างรู้วิธีพูดจริงๆ แต่ข้าได้แพ้การต่อสู้นั้นจริงๆ."



              " ข้าแพ้. . .ข้าแพ้ให้กลับเขา ก็ตอนที่สอบเสื้อคลุมสีขาว ในปีนั้นหากเขาไม่ขวางทางข้า บางทีข้าอาจจะได้เห็นขั้นที่สองเหมือนกัน " จูเก่อ หลิวหยุน รู้สึดผิดหวังและเสียใจเมื่อกล่าวถึงเรื่องเมื่อตอนนั้น



"ท่านอาจารย์ไม่จำเป็นต้องกังวล ศิษย์จะช่วยให้ท่านอาจารย์ได้สานต่อความฝันที่ท่านไม่สามารถที่จะทำได้เอง ศิษย์จะผ่านขั้นตอนที่สองและได้รับเสื้อคลุมสีขาวของผู้เชื่อมต่อฯด้วยความสามารถของตนเอง ศิษย์จะไม่ยอมให้ท่านอาจารย์ใช้จ่ายในการซื้อเสื้อคลุมให้ศิษย์อย่างเด็ดขาด." ชูเฟิงกล่าวด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น



           "ฮ่าฮ่า ดีที่เจ้ามีความทะเยอทะยานได้แบบนี้! หากเจ้าผ่านการทดสอบข้าจะให้พันลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณสำหรับเจ้า เอาไว้ใช้เพื่อเมื่อเจ้าได้ภรรยาในอนาคต.” จูเกอ หลิวหยุน ตบไหล่ของชูเฟิง เขาเริ่มที่จะชอบศิษย์ของเขาคนนี้เพิ่มมากขึ้น



             "เอิ่ม….ขอบคุณครับท่านอาจารย์." ชูเฟิง  ยิ้มออกมาจากใจ เขารู้สึกว่าตัวเองสนิทกับ จูเก่อ หลิวหยุน มากขึ้น และตัวของเขาก็มีทัศนคติที่ดีต่อชูเฟิงมากขึ้น



ตั้งแต่ที่นิกายโลกวิญญาณไม่ได้ให้คนเข้าไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ก็มีเพียงแค่ชูเฟิงเองเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้คนเดียวเพื่อนที่จะเข้าไปรับการทดสอบเป็นผู้เชื่อมต่อฯ



ในขณะนี้ ชูเฟิงได้เข้าไปในพื้นที่ของนิกายโลกวิญญาณและก้าวเข้าสู่เมืองขนาดใหญ่ที่เป็นดั่งอาณาจักรขนาดใหญ่หลังจากตรวจสอบพื้นที่โดยรอบชูเฟิงก็ได้มาถึงพื้นที่ภายในของพระราชวัง



ความอลังการของพระราชวังนี้นั้นมันชั่งกว้างขวางอย่างเหลือใจ โอ้วดูเสายักษ์นั้นซิต่อให้มีคนซักสิบคนก็ยังโอบเสานั้นไม่มิดเลย ดูดูความสูงของมันยาวไปถึงร้อยเมตรโอ้วพระเจ้าอะไรมันดูเหมือนจะสูงไปถึงสวรรค์ได้เลยนะนั้น อะไรมันจะอลังการได้ถึงขนาดนี้?.



คนที่มาจากนิกายโลกวิญญาณได้ยืนอยู่ทุกที่ในพระราชวัง พวกเค้าทุกคนนั้นอยู่ในระดับเสื้อคลุมสีขาวและอำนาจพลังวิญญาณของพวกเขานั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่พวกเขาอย่างแน่นอนคือพวกเชียวชาญและพวกเขาจะมีสัญลักษณ์นิกายโลกวิญญาณอยู่ที่แขนเสื้อซึ่งนั้นทำให้ดึงดูดจากสายตาของคนโดยรอบมาเลยทีเดียว



คนเริ่มที่จะหลังไหลเข้ามาในใจกลางของห้องโถงหลักดั่งคลื่นน้ำมหาสมุทร มีอย่างน้อย 10.000 คนซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเด็กทั้งหมด ที่อายุมากที่สุดก็ไม่เกิน 20ปี มีอัจฉริยะอยู่ทุกที่และพลังวิญญาณของพวกเค้าก็ไม่ได้อ่อนแอ



ไอ้เจ้า เล้ง วูซุยอะไรนั่นที่เรียกว่าเป็นอัจฉริยะในสำนักมังกรฟ้า เพียงแค่เพราะว่ามีพลังวิญญาณซึ่งมันเทียบขี่เล็บอะไรไม่ได้เลยกับจำนวนคน 10.000 คนที่ยื่นอยู่ในห้องโถงนี้



แต่ในทันทีชูเฟิงได้สังเกตว่ามีมากกว่า 1000 คนที่อายุเท่ากับชูเฟิงและพลังวิญญาณยังเท่ากับชูเฟิงอีกจึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องทำให้เค้าถึงกับถอนหายใจในความประทับใจ



แต่เมื่อคิดดีๆเขาก็พอเข้าใจ การที่ได้เห็นเหล่าอัจฉริยะจากอาณาจักรทั้ง 9 ได้มารวมตัวกันที่นี่ เพราะเนื่องจากอาณาจักรมังกรฟ้าขาดคนที่มีอำนาจพลังวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่า อาณาจักรอื่นๆเป็ยแบบเดียวกัน



            "เห้ยดู นั้นมันอัจฉริยะของนิกายโลกวิญญาณนิ!." ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนออกมาและฝูงชนก็จับตามองออกไป



พบหลายสิบชายหญิงเดินออกมาอย่างช้าๆ พวกเขาทุกคนได้สวมเสื้อคุมสีทองสีของมันค่อนข้างแพรวพราว นอกจากนี้ยังมีสัญญาลักษณ์นิกายโลกวิญญาณอยู่ที่แขนซ้ายของพวกเขา (ปล.เสื้อคลุมเหล่านี้เป็นเสื้อคลุมธรรมดานะครับอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเสื้อคลุมผู้เชื่อมต่อฯสีทองล่ะ พวกนี้มันแค่ใส่เอาเท่เฉยๆ)



พวกเขาเหล่านั้นค่อนข้างสวยหล่อและสง่างาม ทุกคนดูมีบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ พลังวิญญาณอ่อนแอที่สุดอยู่ที่ระดับ 5 แดนกำเนิดวิญญาณ และแข็งแกร่งที่สุดอยู่ที่ ระดับ 7 แดนกำเนิดวิญญาณ



จากการกล่าวสนทนาของฝูงชนชูเฟิงจึงได้รู้ว่ากลุ่มที่พึ่งมาใหม่นั้น เป็นอัจฉริยะของนิกายโลกวิญญาณอย่างไรก็ตามความสามารถของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่พลังวิญญาณแต่มันอยู่ที่พลังอำนาจจัดรูปแบบโลกวิญญาณดังนั้นบางคนก็อาจได้ทำสัญญากับอสูรโลกวิญญาณบ้างแล้วจึงเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะสำหรับผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณ




#################################################################################################



(นายกระทิข้น)


ปล.1 เดี๋ยวรู้เลยว่าม้ามืดมันเป็นยังใง


ปล.2 ผมจะมาพูดถึงสาระที่ควรรู้นะครับ ว่าพลังวิญญาณ กับ พลังอำนาจโลกวิญญาณนั้นจะแยกกัน ซึ่งในนิยายเรื่องนี้จะมีการต่อสู้อยู่สองแบบคือ


แบบแรก ต่อสู้กันด้วยทักษะซึ่งตัววัดนี้ส่วนใหญ่ใครมีพลังวิญญาณมากกว่าคนนั้นก็ชนะ


แบบที่สอง คือต่อสู้กันด้วยพลังอำนาจโลกวิญญาณซึ่งตรงนี้มันจะไม่เกี่ยวกับพลังวิญญาณยกตัวอย่างเช่น คนนึ่งอยู่แดนสวรรค์วิญญาณ แต่อีกคนนึ่ง อยู่แค่แดนแก่นแท้วิญญาณ ถ้าพลังอำนาจโลกวิญญาณของแดนแก่นแท้วิญญาณมีมากกว่า อีกคนนึ่ง ที่อยู่แดนสวรรค์วิญญาณ แดนแก่นแท้ก็สามารถที่จะเอาชนะแดนสวรรค์ได้ นี่คือการยกตัวอย่างคร่าวๆ



ปล.3 ถ้าท่านผู้อ่านคนใดไม่สามารถเข้าใจในส่วนของตรงนี้ที่ผมได้อธิบายไปก็ไม่เป็นไรครับ เดี้ยวพอเข้าช่วง บทที่ 500-900 ผู้อ่านทุกท่านก็จะเข้าใจกันขึ้นมาเอง และพอเข้าสู้ช่วง บทที่1500-2000 ผู้อ่านก็จะบรรลุในส่วนของตรงนี้เองครับ ^ ^



คุณพี่ถ้ามันยังอีกไกลขนาดนั้นไม่ต้อง สปอยก็ได้!!!

@ เห็นยังกลุ้มแทน