วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 182 - ยอดอัจฉริยะ



             “หอคอยอสูรฟ้า !! เป็นชื่อที่แปลกจัง” ชูเฟิงพึมพำกับตัวเอง



              “หอคอยอสูรฟ้า ไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ตามข่าวลือมันมีอายุกว่าหมื่นปี ภายในนั้นเต็มไปด้วยสมบัติมากมาย และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่นิกายโลกวิญญาณถูกสร้างขึ้นที่นี่ เพราะพวกเขาต้องการผูกขาดกับหอคอยวิญญาณอสูร”



               “หอคอยอสูรฟ้า ยังเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างนิกายโลกวิญญาณและตระกูลเจี่ย”



               "ในอดีตกว่าร้อยปีที่ผ่านมา ได้มีอัจฉริยะในรอบพันปี กำเนิดขึ้นมาในนิกายโลกวิญญาณและตระกูลเจี่ย”



                “ภายใต้การนำของอัจฉริยะนั้น สมาชิกของนิกายโลกวิญญาณและตระกูลเจี่ย ต่างก้าวหน้าและเป็นช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในเก้าอาณาจักร”



                “วันหนึ่ง อัจฉริยะของตระกูลเจี่ยได้นำสมาชิกของตระกูลมายังนิกายโลกวิญญาณ พร้อมทั้งกล่าวว่าจะเข้าไปตรวจสอบหอคอยอสูรฟ้า”



                “ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน สงครามครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้น ในตอนนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาณาจักรจิตวิญญาณคงถูกทำลาย เนื่องจากสงครามของผู้แข็งแกร่งทั้งสองฝ่าย”



                 “อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและตายโดยไม่จำเป็น อัจฉริยะจากนิกายโลกวิญญาณจึงเสนอให้อัจฉริยะจากตระกูลเจี่ยต่อสู้กับตน ผู้ชนะจะได้ครอบครองหอคอยอสูรฟ้า”



                “สถานที่ต่อสู้คือป่า จากสิ่งที่ข้าเคยได้ยิน พวกเขาทั้งสองคนใช้เวลาสู้กันอย่างยาวนาน มันเป็นการต่อสู้ที่แท้จริง ในเวลานั้นท้องฟ้าและผืนดินมืดมิด ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ดับแสง” เขากล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น พร้อมทั้งชี้นิ้วระบุตำแหน่งต่างๆราวกับเขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น



                 “ในตอนสุดท้ายใครเป็นฝ่ายชนะเหรอ ?” ชูเฟิงกล่าวถาม ขณะรู้สึกประหลาดใจที่อัจฉริยะทั้งสองต่างหายตัวไป



                 “เฮ้อ…….พวกเขาทั้งสองคนหายตัวไป” เขากล่าวตอบขณะถอนหายใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสาร



                “พวกเขาทั้งสองคนหายไป !! พวกเขาบาดเจ็บแล้วหายไป หรือพวกเขาเสมอกัน” ชูเฟิงถาม



                “พวกเขาทั้งคู่พ่ายแพ้ให้กับใครบางคน” เขากล่าว



                “แพ้ใคร !? ไม่ใช่ว่าพวกเขาประลองกันสองคน เพื่อยุติปัญหาหรอกหรือ เหตุใดพวกเขาจึงพ่ายแพ้ให้กับผู้อื่น ??” ชูเฟิงกล่าวถามด้วยความตกตะลึง



จากสิ่งที่ชายหนุ่มเล่ามา พวกเขาทั้งคู่ล้วนแต่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็oใครก็ควรพ่ายแพ้ให้กับพวกเขา

                “มันเป็นเรื่องจริงที่ พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณ ที่ไม่ใช่คนของอาณาจักรจิตวิญญาณ แถมอายุของเขายังน้อยกว่าอัจฉริยะทั้งสองจากนิกายโลกวิญญาณ และตระกูลเจี่ย อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ” ชายหนุ่มกล่าว 



               “คงเป็นเช่นนั้น ใครเป็นคนที่เข้ามาในตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าคนๆ นั้นมาจากที่ใด” ชูเฟิงสงสัยขึ้นมาทันที คนๆ นั้นต้องแข็งแกร่งอย่างมาก หากว่าเขาสามารถเอาชนะอัจฉริยะทั้งคู่ได้ด้วยตัวคนเดียว 



                “ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากที่ใด รู้เพียงแค่ว่าการบ่มเพาะพลังของเขาแข็งแกร่ง อีกทั้งทักษะของเขานั้นสามารถกล่าวได้ว่าสมบูรณ์แบบ” 



                “อย่างไรก็ตามเขามีลักษะพิเศษบางอย่าง ใบหูของเขานั้นเป็นสีแดง และมีฟันที่แหลมคม” 



                “เพราะลักษณะที่พิเศษของเขา จึงทำให้บางคนสงสัยว่าเขาอาจจะเป็นสัตว์อสูร อย่างไรก็ตาม มันมีข้อห้ามที่ไม่ให้ปลูกฝังเทคนิควิญญาณปิศาจลงในสัตว์ป่า ดังนั้น จึงมีคนจำนวนเพียงเล็กน้อยที่รู้สึกถึงลักษณะที่พิเศษของเขา”



                “เป็นไปไม่ได้ที่เขาแข็งแกร่งขนาดนั้นแต่ไม่มีชื่อเสียง ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ชื่อของเขาต้องสั่นสะเทือนไปทั้งโลก เช่นนั้นแล้วเหตุใดจึงไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร” ชูเฟิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก 



                 “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง ในปีนั้นเขาได้ชัยชนะจากอัจฉริยะของทั้งนิกายโลกวิญญาณและตระกูลเจี่ย เขาจึงมีสิทธิ์เหนือหอคอยอสูรฟ้า ต่อมาเขาทำให้ดินแดนของอาณาจักรทั้งเก้าตั้งสั่นสะเทือน แม้แต่ราชวงศ์ก็ยังต้องการผูกมัดเขา และเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร” 



                 “แต่น่าเสียดาย เมื่อเขาเอาชนะสองอัจฉริยะแล้วนั้น เขาได้หายตัวไป จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครรู้จักชื่อของเขา และเขาก็เป็นคนที่ลึกลับมาก” 



                 “สำหรับอัจฉริยะทั้งสองคน หลังจากที่พวกเขาพ่ายแพ้ พวกเขารู้สึกท้อแท้และแยกตัวกันออกไป แม้ในตอนนี้พวกเขาจะยังไม่ปรากฎตัวออกมา แต่ด้วยความสามารถที่พิเศษของพวกเขา ข้าเชื่อว่าถ้าหากพวกเขาปรากฏตัวออกมาในตอนนี้ พวกเขาจะต้องแข็งแกร่งอย่างมากแน่นอน”



                  “จริงๆแล้ว เพราะความแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งสองคน จึงทำให้ไม่มีใครกล้าบุกอาณาจักรจิตวิญญาณ ถ้าพวกเขาทั้งสองคนกลับมา พวกเขาต้องถูกจัดอยู่ในอันดับแรกของเก้าอาณาจักรอย่างแน่นอน”



                 “อัจฉริยะทั้งสองมีชื่อว่าอะไร” ชูเฟิงกล่าวถาม



                 “อัจฉริยะจากตระกูลเจี่ยมีชื่อว่า เจี่ยชี่ ”



                 “อัจฉริยะจากนิกายโลกวิญญาณมีชื่อว่า กู่ เทียนเฉิน”



                 “อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ พวกเขาก็คงเป็นเพียงชายชราในบั้นปลายชีวิตของพวกเขา ข้าสงสัยว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้น่าเกรงขามนัก”



                  “อ่า……..น่าเสียดาย ที่ทั้งสองเป็นอัจฉริยะในรอบพันปีจะรู้สึกหดหู่” ในฐานะที่เป็นคนของอาณาจักรจิตวิญญาณ เขารู้สึกสงสารอัจฉริยะทั้งสองคน



                 “ใช่มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ข้ารู้สึกสงสารชายลึกลับที่เอาชนะอัจฉริยะทั้งสองคนมากกว่า จากการกระทำของเขานั้น ชื่อของเขาไม่สมควรที่จะไม่เป็นที่รู้จัก” ชูเฟิงกล่าว



หลังจากรออยู่อย่างสงบถึงสี่ชั่วโมง ก็มีประกาศจากผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณชุดคลุมสีขาวว่าจะเริ่มการทดสอบ มีประตูนับไม่ถ้วนภายในพระราชวังใหญ่ ภายใต้การจัดการของนิกายโลกวิญญาณ ชูเฟิงได้จับกลุ่มกับอีกสองคน และเดินเข้าห้องไป



หลังจากเข้าไปในห้อง ก็มีประตูอีกบานหนึ่งตั้งอยู่อีกฟากของห้อง ที่หน้าประตูนั้นมีชายวัยกลางคนสวทชุดสีเทาอยู่ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณชุดคลุมสีเทา



มีรูปปั้นมนุษย์สามคนทีทำจากเหล็กสีดำตั้งอยู่กลางห้อง และมีการวางรูปแบบวิญญาณอย่างง่ายไว้บนพวกมัน ทำให้ทำลายได้ยากกว่าปกติ



                  “ทำลายพวกมัน จำนวนครั้งจำกัดในเลขหลักเดียว” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างราบเรียบ



                   “ข้าจะไปเป็นคนแรก ข้าเพียงต้องทำลายสิ่งนี้ภายในสิบครั้ง” ชายคนที่อยู่ซ้ายมือของชูเฟิงก้าวออกไป (หลักเดียวของจีนคือ 1-10 ครับ เพราะสิบของจีนเป็นตัวอักษรตัวเดียว)



คนๆ นี้มีร่างกายสูงกว่าสองเมตร กล้ามเนื้อแขนของเขาค่อนข้างหนากว่าขาของชูเฟิง ดูจากลักษณะภายนอกดูเหมือนกับเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง



เขามาถึงหน้ารูปปั้น ขั้นแรกเขาเริ่มอุ่นร่างกายของเขา มีเสียงการดัดนิ้วมือดังออกมาอย่างชัดเจน เขาส่งออร่าที่อยู่ระดับ 3 ขั้นกำเนิดวิญญาณ เขาปล่อยหมัดของเขาออกไป คล้ายกับการชกกระสอบทราย



*****เคร้ง*****เคร้ง*****เคร้ง*****เคร้ง*****



กำปั้นกระแทกกับรูปปั้น เสียงดังราวกับเหล็กปะทะกัน บางครั้งก็เกิดประกายไฟขึ้น หลังจากกำปั้นที่สิบ บนรูปปั้นก็มีรอยแตกปรากฏขึ้น รอยแตกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นรูปปั้นก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วนและร่วงลงมาที่พื้น



ในชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมายิ้มไปทาง ชูเฟิงและหญิงสาวที่อยู่ทางขวามือของชูเฟิง



จริงๆ แล้วนั้น เขาตั้งใจส่งยิ้มให้กับหญิงสาวมากกว่า ถึงแม้นางจะไม่มีความงามมากนัก แต่หน้าอกของนางก็เป็นที่ดึงดูดใจของชายหนุ่มยิ่งนัก



ชายหนุ่มยิ้มบาน แสดงให้เห็นฟันขาวของเขาให้แก่หญิงสาว เขาได้แสดงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อของเขาแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้มองมาที่เขา แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจและยังคงยิ้มเพื่อดึงความสนใจต่อไป



             “ ผ่านเฉียดฉิว !!! ”



อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินเสียงประกาศผลทดสอบดังมาจากด้านหลัง สีหน้าของชายหนุ่มก็ดีขึ้นทันที ในขณะที่เขากระตุกมุมปากของเขา





////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




แปลโดย คุณ#Abhisit



แล้วพี่เฟิง จะต้องใช้กี่ฝ่ามือกัน ? ? ? ? ? ? ? ?