วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 185 - ก้าวสู่บันไดสวรรค์



          "ชูเฟิงวันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าซะ"



พอเห็นว่าชูเฟิงกำลังจะฆ่าเขา หยางจือ จึงไม่สามารถที่จะทนนั่งรอความตายได้อีกต่อไปเขาจึงลุกขึ้นแล้วโจมตีไปที่ชูเฟิง ลู่ เปี่ยว เองก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน



พวกเขาทั้งสองคนได้ใช้ทักษะการต่อสู้ระดับ 5 ด้วยพลังอำนาจแหล่งกำเนิดวิญญาณทั้งหมดที่พวกเขามี มันเป็นการเดิมพันด้วยชีวิตของพวกเขาและซึ่งพลังอำนาจของมันนั้นไม่สามารถเทียบได้กับการโจมตีก่อนหน้านี้

ด้านหนึ่ง เป็นเสือขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดวิญญาณ ขนของมันแววหวาวราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต เสียงคำรามที่เขย่าพิภพและแม่น้ำ ยิ่งกรงเล็บของมันยิ่งดูร้ายกาจ เขาคิดจะใช้วิชานี้ทำร้าย ชูเฟิง ที่มีราชาเหนือสัตว์นับหมื่น ช่างเขลายิ่งนัก




ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นคมดาบที่เกิดขึ้นโดยพลังอำนาจแหล่งกำเนิดวิญญาณและพวกมันก็ไม่ได้เป็นภาพลวงตา พวกมันเป็นดาบจริงและมีมากกว่า 1000 เล่มได้พุ่งเข้ามาในเวลาเดียวกันกลับกรงเล็บเสือ



              "เป็นทักษะที่ไม่เลว!!!!"



ในทันทีใบหน้าของชายหนุ่มและหญิงสาวปรากฏความหนาแน่นของความกลัวอยู่ในสายตาของพวกเขา เพราะการโจมตีครั้งนี้ในความคิดพวกเขามันก็มากเกินพอแล้วที่จะฆ่าพวกเขาทั้งสองคนโดยที่ไม่สามารถเหลือร่องรอยใดๆไว้ได้เลย



ดันนั้นพวกเขาจึงยืนอยู่ได้แต่ข้างหลังชูเฟิง ซึ่งเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าพวกเขาทั้งสองคน หญิงสาวกำมือแน่นและได้คว้าลงไปที่ชายเสื้อของชูเฟิงเพราะในขณะนี้คนที่พวกเขาสามารถที่จะพึ่งได้มีเพียงแค่ชูเฟิงคนเดียวเท่านั้น



              "แต่ ... มันก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี."



เสื้อคลุมยาวของชูเฟิงนั้นได้สะบัดไปทางด้านหลังจากกระแสลมที่ถูกสร้างขึ้นโดยทักษะต่อสู้ และผมของเขานั้นก็ได้สะบัดพลิ้วไหวขึ้นลงด้วยกระแสลมเช่นกัน



แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปได้หลบหรือหลีกเลี่ยงใดๆ แต่กลับปรากฏรอยยิ้มจางๆอยู่บนใบหน้าของเขาและรอคอยการโจมตีสวนกลับอย่างสงบนิ่ง



               "ฟูบบบบบ"



ในขณะที่การโจมตีกำลังจะคลอบคลุมพวกเค้าชูเฟิงเพียงแค่กระพริบตาก็ปรากฏรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณที่ประกายเงาวับและโปร่งใสดั่งกระจกปรากฏอยู่ตรงหน้า



"บูมมมมมม"



เสือและดาบพันเล่มชนเข้ากับรูปแบบวิญญาณซึ่งเป็นเหมือนดั่งกำแพงน้ำแข็งชั้นบางๆและในเวลาเดียวกัน ระลอกความรุนแรงได้ถูกสร้างขึ้นแม้แต่พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของชูเฟิงยังเกิดการสั่นสะเทือน



แต่ในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเจาะทะลวงการป้องกันของชูเฟิงได้ จนกระทั่งพลังของพวกเขาทั้งสองคนหายไป แต่รูปแบบอำนาจพลังวิญญาณที่อยู่ในด้านหน้าของชูเฟิง กลับไม่มีรอยแตกใดๆทั้งสิ้น



“นี่เจ้ายังเป็นคนอยู่รึป่าว? ด้วยพลังวิญญาณระดับ 1 แดนกำเนิดวิญญาณแต่กลับยังสามารถยืนอยู่ได้โดยที่ไม่มีรอยขีดขวนเลยแม้แต่นิดเดียว นี่เจ้าทำได้ยัง?” ลู่ เปี่ยวรู้สึกตื่นตกใจกลัว เพราะเขาไม่เคยเห็นใครหน้ากลัวขนาดนี้มาก่อน เขาไม่สามารถคิดได้แล้วว่าคนที่อยู่ข้างหน้าเขานั้นเป็นคน แต่เป็นปีศาจ (***มารู้สึกถึงความเลื่อมล้ำของพี่เฟิงกูเอาตอนนี้มันก็สายไปล่ะ ไอ่ ลู่ 55555)



              “ ข้านั้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่พวกเจ้าคิด เพียงแต่พวกเจ้ายังไม่เคยพบกับคนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ”



ชูเฟิงแสยะยิ้มอย่างข่มขื่นเพราะเขายังคงจำฝังใจกับสาวชุดม่วงมาจนถึงทุกวันนี้ ในสายตาของคนหลายๆคนจะมองเค้าว่าเป็นปีศาจ แต่เมื่อเทียบกับสาวชุดม่วงแล้วเค้าเป็นแค่คนธรรมดาสามัญเท่านั้นและนี่คือระยะห่างระหว่างผู้คน



            "บัดซบ!!! ".



พอเห็นว่าการโจมตีของตัวเองไม่สามารถทำอะไรชูเฟิงได้ หยาง จือจึงเริ่มโจมตีด้วยรูปแบบวิญญาณ แต่มันก็ยังคงไร้ประโยชน์มันทำให้เค้ารู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย



                "เอาล่ะถึงเวลาที่มันจะต้องจบล่ะ"



สุดท้ายใบหน้าของชูเฟิงก็ได้กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง เขาแทบไม่ต้องยกมือก็มีมังกรสายฟ้าขนาดใหญ่ปรากฏตัวออกมาข้างๆเขาพร้อมเปิดปากของมันแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่ หยาง จือ และ ลู่ เปียว



ตอนนั่นเขาได้ใช้ วิชา สายฟ้าสามผสาน รูปแบบที่ 3 พลังที่ทรงอนุภาพของมันที่ปรากฏขึ้นโดยรอบคล้ายกับผู้เชี่ยวชาญอาณาจักรวิญญาณสวรรค์ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็น ทักษะต่อสู้ที่ร้ายกาจอันดับ 1

               "ชูเฟิงพวกข้าจะไม่ให้อภัยเจ้าแม้ว่าข้าจะเป็นผีข้าก็จะคอยสาบแช่งเจ้า!"



สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำพูดสุดท้ายของ หยาง จือเพราะหลังจากที่โดน สายฟ้าสามผสานเข้าไปทั้งสองคนก็ไม่เหลือเศษซากใดๆ เหลือเพียงแค่ขี้เถ้าและคำไหม้ลอยอยู่ในอากาศเท่านั้นและหลังจากนั้นชูเฟิงก็ได้ทำลายศพอีก 3 ศพที่เหลือโดยที่ไม่เหลือเศษซากใดๆ



หลังจากที่ฆ่า หยาง จือและ ลู่ เปี่ยว ชูเฟิงก็ได้ใช้ สายฟ้าสามผสานทำลายศพอีก 3 ศพที่เหลือโดยที่ไม่เหลือร่องรอยใดๆไว้



               “ข้าหวังว่าพวกท่านทั้งสองคนจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับได้นะ” หลังจากเสร็จสิ้นชูเฟิงก็ส่งยิ้มอันอ่อนโยนและกล่าวกลับชายหนุ่มและหญิงสาว



              “มั่นใจได้เลยว่าพวกเราจะไม่เปิดปากแม้แต่คำเดียวอย่างแน่นอน”



หญิงสาวและชายหนุ่มได้ให้สัญญากลับชูเฟิงด้วยทุกอย่างที่เค้ามี แม้ว่าชูเฟิงจะยิ้มอย่างอ่อนโยนมาที่เขาแต่หลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่ชูเฟิงทำ บอกได้คำเดียวว่าเขากลัวชูเฟิงอย่างถึงที่สุดของหัวใจ



นอกจากนี้เรื่องพวกนี้ยังเกี่ยวข้องกลับพวกเขา หากพวกเขาแพร่กระจายข่าวออกไปปัญญาจะเข้ามาเป็นร้อย แต่ผลประโยชน์กลับเป็นศูนย์ เพราะงั้นธรรมชาติแล้วเขาจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ



                  “ชั่งเป็นวิธีการฆ่าที่โหดเหี้ยมอะไรเช่นนี้! แถมยังลบร่องรอยอีกต่างหาก?” แต่เพียงในเวลานั้นเสียงจากบริเวณใกล้เคียงดังออกมาอย่างกะทันหัน (***เค้าเรียกว่าเปรี้ยวไงอยากได้อยากโดน 55555 เดียวจะได้สึกถึงความเลื่อมล้ำอีกคนหนึ่ง)



                “ใคร? ชูเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยและเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลั่น เขาแผ่อำนาจพลังจิตวิญญาณออกมา แต่เขากลับไม่สามารถรู้สึกร่องรอยเดียวของกลิ่นอายอยู่บริเวณใกล้เคียงได้เลย



              “ฮ่าๆ กลัว? ไม่ต้องเป็นกังวลเราเองก็เคยทำแบบเดียวกันเพราะงั้นไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงมัน” เสียงดังออกมาอีกครั้งจากรูปปั้นหินขนาดใหญ่และสูงได้มีสองร่างเดินออกมา



พวกเขาเป็นชายหนุ่มทั้งสองคน และเครื่องแต่งกายของพวกเขาก็ยังเป็นสีดำพิเศษซึ่งมันเป็นเสื้อผ้าของคนตะกลู เจี่ย



              "นั้นคนตะกลู เจี่ย!"



ในทันทีไม่เพียงแต่ ชูเฟิงแม้แต่ชายหนุ่มกลับหญิงสาวยังรู้สึกตกใจมากเพราะชื่อของตะกลู เจี่ย นั้นเป็นตะกลูที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในระดับต้นๆ มันเป็นตัวแทนของสุดยอดผู้เชื่อมต่อฯและพวกเค้าก็ยังเป็นขวัญใจของผู้เชื่อมต่อฯอีกหลายๆคน



                “พวกเจ้าตั้งใจจะทำอะไร? ทำใมถึงต้องซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น?”



ชูเฟิงได้จ้องมองไปยังคนสองคนดั่งไฟฉาย ในขณะที่เขาจ้องมองเขาได้รู้สึกว่าไม่ว่าจะมองอย่างใกล้ชิดหรือใช้วิธีตรวจสอบใดๆเขาก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นพลังวิญญาณและกลิ่นอายของพวกเขาได้



                “ก็ไม่ได้มีอะไรพวกข้าแค่บังเอิญเดินผ่านมา แล้วเห็นพวกเจ้าต่อสู้กันอย่างสนุกสนานพวกข้าก็เลยคิดที่จะหยุดดู” ชายหนุ่มคนโตหนึ่งกล่าวพร้อมกลับรอยยิ้มอันแผ่วเบา



               “พูดว่าการต่อสู้นี้มันสนุกสนานอย่างงั้นหรอ? เจ้าพวกนี้ก็เป็นแค่พวกถังขยะจากอาณาจักรมังกรฟ้า ก็แค่สุนัขกัดกลับสุนัข” ชายหนุ่มคนเล็กอีกคนแสดงออกถึงการดูถูกเหยียดหยาม (***จะอยู่ได้ถึงกี่ตอนกันปากแบบนี้)



                "ขยะจากอาณาจักรมังกรฟ้า? แล้วเจ้าสองคนคือ?” หลังจากที่ได้ยินคำพูดของชายหนุ่มคนเล็กชูเฟิงก็เกิดใบหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ว่ายังใงเขาก็ยังเป็นคนที่มาจากอาณาจักรมังกรฟ้า จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ชอบให้ใครมาเยาะเย้ยอาณาจักรของตน



                  "อ่อ แล้วก็ถ้าจะถามว่าพวกข้าเป็นใคร? พวกข้าก็คือผู้ที่จะก้าวไปสู่บันไดสวรรค์มันเป็นสถานที่ที่พวกเจ้าได้แต่แหงนหน้ามองไปเท่านั้นเพราะงั้นพวกเจ้าจึงไม่สามารถที่จะมาเปรียบเทียบกลับพวกข้าได้เลยแม้แต่น้อย ฮ่าฮ่า” ชายหนุ่มคนเล็กพูดด้วยท่าทางที่ภูมิใจในตัวเองและใบหน้าของเขามองไปที่ชูเฟิงด้วยความเหยียดหยัน



ในขณะนี่ไม่ต้องพูดถึงชูเฟิงแม้แต่ชายหนุ่มและหญิงสาวก็ยังไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะแสดงให้เห็นเพราะพวกเขาเป็นคนที่มาจากตะกลูเจี่ย จึงมีคุณสมบัติที่จะเย่อหยิ่งแบบนี้



                “หวืบบ ทันใดนั้นชูเฟิงก็พุ่งเข้าไปโจมตีชายหนุ่มคนเล็ก โดยที่ไม่มีการเตือนใดๆ ด้วยความเร็วดั่งฟ้าผ่า



                "เหอะ"



ชายหนุ่มคนเล็กนั้นก็ไม่ได้อ่อนแอดังนั้นเขาจึงตรวจพบการกระทำของชูเฟิงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยใบหน้าอันเยือกเย็นของเค้าได้ปล่อยกลิ่นอายระดับ 5 แดนกำเนิดวิญญาณออกมา ไม่เพียงแต่ไม่หลบ แต่เขายังต้องการที่จะใช้ฝ่ามือของเขาตบไปที่ชูเฟิง



แต่มันยังอยู่ในการคาดของชูเฟิง ด้วยการกระพริบตาก็ปรากฏสายฟ้าอยู่ที่เท้าของเขาแล้วหายไป เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นอีกที่ก็อยู่ในด้านหลังของชายหนุ่มคนเล็ก



               "ระวัง!!!!."



ในการตอบสนองของชายหนุ่มคนโตตะโกนออกมาแต่มันก็สายเกินไป ชูเฟิงเตะไปที่เอวของชายคนเล็กด้วยความแรงของชูเฟิงทำให้ชายหนุ่มคนเล็กนั้นกระเดนจนหน้ากระแทกเข้ากลับพื้นดิน



" นี่เจ้า ... สารเลว !!! "



ชายหนุ่มคนเล็กโกรธอย่างเหลือใจในขณะที่เขาพยายามเปิดปากของเขาที่จะสาปแช่ง ในตอนนั้นก็มีฝ่าเท้าประทับลงมาจากฝากฟ้าและเยียบหัวของเขาอย่างรุนแรงจนทำให้ใบหน้าของเขานั้นจมลงไปในดิน



" บันไดสวรรค์สำหรับข้า ชูเฟิง เป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น !!! "





###########################################################################



ปล.เมื่อมาถึงจุดๆนี้เราทุกคนต้องทำใจยอมรับมันว่าในเรื่องนี้พระเอกแม้งห้าว และมันก็ไม่เคยเกรงกลัวส้นตีนไรเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา มันเป็นแบบนี้จริงๆต้องทำใจ

( นายกะทิข้น )