วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 187 - ขั้นที่ 3



ชูเฟิงรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องเข้ามา แน่นอนว่ามันคือ ตะกูลเจี่ย "เจี่ยเฮง" ที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาจากระยะไกล



ถัดจากเจียเฮง ก็เป็นสมากชิกของตระกูล เจี่ย ชูเฟิง รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน จากสมาชิกตระกูล เจี่ย ที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ชื่อ เจี่ย ปู๋ฟ้าน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญอาณาจักรกำเนิดวิญญาณระดับ 7



แต่โชคดีที่ยังมีเจี่ยฉวน เดินมาข้างๆ เจี่ยเฮง และตั้งแต่ที่เจี่ยเฮงใช้สายตาแปลกๆมองมา เขาก็ถูก เจี่ยฉวน จ้องหน้าเหมือนข่มขู่ เจี่ยเฮง จึงไม่ได้พูดอะไรสักคำและจากนั้นก็หลบสายตาออกไป



ฉากนั้นทำให้ ชูเฟิง โล่งอก เพราะเห็นได้ชัดว่า เจี่ยฉวน ยังคงรักษาสัญญา และอย่างน้อยๆพวกเขาก็ไม่ได้บอกคนในตระกูลเรื่องที่ ชูเฟิง เหยียบ เจี่ยเฮง จมดิน หากพวกเขารู้เรื่องนี้ พวกตระกูลเจี่ย ที่หยิ่งทรนง คงจะทำให้ชูเฟิงเจอปัญหา



นอกจากตระกูลเจี่ย ยังมีจำนวนกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งประมาณสิบกว่าคน พวกเขาคือ อัจฉริยะของนิกายโลกวิญญาณ ทั้งสองฝ่ายแสดงถึงพลังอำนาจของพวกเขา และเห็นได้ชัดว่า หอคอยอสูรฟ้า จะต้องเกิดความขัดแย้ง



นอกจากนิกายโลกวิญญาณ และ ตระกูล เจี่ย ยังมีคนอื่นๆอีกจำนวนหลายสิบคน ที่กระจัดกระจายออกไปเหมือนกับกลุ่ม ชูเฟิง นั่นหมายความว่าคนที่มาถึงที่นี่และผ่านการสอบเสื้อคลุมสีขาว มีไม่ถึง 300 คน ที่กล้าท้าทายหอคอยอสูรฟ้า



              " ดูนั่น อาวุโสจากนิกายโลกวิญญาณ "



ทันใดนั่น มีคนตะโกนออกมา และตอนนั่นทุกคนโดยรอบต่างหันหน้าไปมองด้านเดียวกัน มีคนกลุ่มใหญ่ปรากฏตัวขึ้นพวกเขาทั้งหมดคือผู้เชี่ยวชาญของนิกายโลกวิญญาณ ทุกคนล้วนแต่เป็นผู้เชื่อมต่อฯชุดเทา และ มีชายชราสามคนหนวดเคราสีขาวเดินมาขณะลูบเคราที่สวมชุดดูต่างออกไป



ชายชราไม่ได้สวมเสื้อคลุมของผู้เชื่อมต่อฯเพื่อแสดงสถานะของพวกเขา พวกเขาล้วนแต่สวมเสื้อผ้าธรรมดาถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีหนวดเคราสีขาว แต่ผิวพรรณของเขาเปล่งไปด้วยออร่า มีหนึ่งในนั้นปล่อยออร่าออกมาแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาอยู่ในระดับไหน แต่พวกเขาคงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงและพวกเขาทั้งหมดเข้าสู่จุดสูงสุดของอาณาจักรแก่นแท้วิญญาณ



              " นั้นมันตระกูลเจี่ย . . . . .? ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย ? "



ในตอนนั้น อีกด้านหนึ่งของลาน มีคนอีกกลุ่มหนึ่งสวมชุดสีดำค่อยๆปรากฏขึ้นมา ในนั่นมีผู้เชี่ยวชาญอยู่นับไม่ถ้วน และมีสามคนที่ไม่สามารถระบุพลังวิญญาณของพวกเขาได้ แต่ด้วยท่าทางยโสโอหังของพวกเขาบอกได้เลยว่า มันคือคนของ ตระกูล เจี่ย



              " ตระกูลเจี่ยก็มาเช่นกัน นิกายโลกวิญญาณคงไม่ง่ายที่จะเลี่ยงหลีกการปะทะ "



              " เจ้าไม่รู้หรอ ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ ตั้งแต่อัจฉริยะของตระกูลเจี่ยมาที่นี่ พวกเขาก็ตามมาอารักขาเพื่อไม่ให้ใครรังแก เป็นธรรมดาที่ พวกผู้ใหญ่จะมาด้วย "



             " นอกจากนี้ ตั้งแต่นิกายโลกวิญญาณหยุดการต่อสู้ที่ยาวนาน พวกเขาก็กลายเป็นพันธมิตรกัน และแน่นอนว่า ตระกูลเจี่ย จะต้องมา "



ชูเฟิงยังคงได้ยินการสนทนาของพวกเขาและพอจะเข้าใจคำพูดของคนอื่นๆ แม้ว่านิกายโลกวิญญาณ และ ตระกูล เจี่ย ดูภายนอกแล้วจะดูเหมือนพันธมิตร แต่ลึกๆแล้วพวกเขาก็คิดว่าต่างฝ่ายต่างคือศัตรู



หรือบางทีความสัมพันธ์ของทั้งสองอาจจะไปได้เป็นสหายกันอย่างที่ใครๆคิด พวกเขาเปรียบได้กับ น้ำและไฟ สำหรับคนที่รู้เรื่องนี้จริงๆเท่านั้นถึงคิดแบบนี้ ซึ่งชูเฟิงก็ได้ข้อมูลนี้มาพอสมควร



หลังจากที่ทั้งสองกลุ่มปรากฏขึ้นมา พวกเขาทั้งหมดไม่ได้เดินไปรวมที่ลาน แต่พวกเขาเดินไปทิศทางตรงกันข้ามกับหอคอยอสูรฟ้า จากนั่นพวกเขาก็นั่งหันหน้าไปมองหอคอยอสูรฟ้าเพื่อนั่งฟังคำอธิบาย



ในเวลาเดียวกัน คนที่ดูมีตำแหน่งของนิกายโลกวิญญาณเริ่มอธิบายกฏและบอกข้อสังเกตุหลังจากที่เข้าไปในหอคอยอสูรฟ้า โดยทั่วไปแล้วหากมีใครไม่สามารถต้านทานแรงดันวิญญาณภายในนั้น จะต้องรีบออกมาทันที หากยังฝืนดื้อดึงอาจจะทำให้พวกเขาตาย



นอกจากนี้ ทุกคนยังจะได้รับเครื่องราง หากติดอยู่ในนั้นหรือไม่พบทางออกจากหอคอยอสูรฟ้า พวกเขาสามารถทำลายเครื่องราง และ นิกายโลกวิญญาณจะส่งคนเข้ามาช่วย แน่นอนว่าคนที่พวกเขา เข้าไปช่วยจะต้องสอบตก และพวกเขาจะสูญเสียคุณสมบัติในการซื้อเสื้อคลุมสีขาวของผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณ



ตามหลัก เมื่อเมฆสีแดงปรากฏขึ้นหมายความว่าพระอาทิตย์กำลังตก โลกของเราจะถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด แต่หอคอยอสูรฟ้านั้นแปลกออกไป เพราะภายในนั้นต่อให้เป็นตอนกลางคืนมันก็ยังไม่มืดสนิท ภายในหอคอยสีดำ มีลมจากด้านในพัดออกมาด้านนอก เป็นลมสีแดงสด ราวกับว่าถูกสร้างมาจากโลหิต ถึงแปลกแต่ก็ดูงดงาม



* หวือ หวือ * เสียงดังก้องกระหึ่ม



ภายใต้ความมืดนั้นมันค่อยๆขยายออก ประตูที่เหมือนปีศาจของหอคอยอสูรฟ้าค่อยๆเปิดออก หลังจากที่ประตูเปิด สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเขาไม่ใช่ทางเข้าของหอคอย แต่เป็นวิญญาณสีแดงโลหิตเหมือนวาป นั้นคือทางเข้าที่แท้จริงของหอคอยอสูรฟ้า



" ไปได้ ~ ~ ~ "



* โอ้วววววว *



ทันใดนั้น ก็มีคนตะโกนออกมาา หลังจากนั้นอัจฉริยะของนิกายโลกวิญญาณและอัจฉริยะจากตระกูล เจี่ย ก็วิ่งเข้าไปพร้อมกัน พวกเขารวดเร็วเป็นอย่างมากแสดงว่าพลังวิญญาณของพวกเขาไม่ธรรมดา



โดยเฉพาะตัวแทนอัจฉริยะของนิกายโลกวิญญาณ กู่ โบ๋ และตัวแทนอัจฉริยะของ ตระกูล เจี่ย เจี่ย ปู๋ฟ้าน ทั้งสองคนเป็นเด็กอัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณอยู่ในอาณาจักรกำเนิดวิญญาณระดับ 7 พวกเขาทั้งคู่รุดหน้าเข้าไปในหอคอยอสูรฟ้ารวดเร็วกว่าคนอื่นๆ



หลังจากที่ทั้งสองเข้ามา คนอื่นๆก็เกิดความกล้าพวกเขาจึงมุ่งหน้าตามเข้าไป มีเพียงชูเฟิงที่ไม่รีบร้อน เขากุมเมล็ดวิญญาณของเขาไว้ในมือและค่อยๆไหลตามกระแสของผู้คนเพื่อเข้าไปยังหอคอยอสูรฟ้า



หลังจากก้าวเข้ามาภายในประตูสีแดงโลหิตที่ถูกสร้างจากอำนาจพลังวิญญาณ  ชูเฟิง ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีประสบการเช่นนี้ แสงที่ปรากฏต่อเขามีแรงดันวิญญาณที่แข็งแกร่งเข้าปกคลุมรอบๆตัวเขาจากทุกทิศทาง



แรงดันวิญญาณ สาดใส่ร่างกายของชูเฟิงไม่หยุดหย่อน แต่เมื่อ ชูเฟิง แผ่พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งออกมาปกคลุมทั่วร่าง ซึ่งสามารถต้านแรงดันนั้นไว้ด้าน แต่ ชูเฟิง ก็ยังรู้สึกได้ชัดเจนว่ายังคงมีการรบกวนจากกระแสแรงดันวิญญาณ จากนั่นเมล็ดวิญญาณในมือของเขาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง



" อ้า ~ ~ ~ ~ ~ "



แต่ก่อนที่ ชูเฟิงจะมีโอกาสที่จะได้มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมล็ดวิญญาณ ก็มีเสียงร้องไห้ดังออกมาจากรอบๆตัว บางคนที่ไม่สามารถทนกับแรงดันวิญญาณได้ ทวารทั้งเจ็ดของเขามีเลือดไหลออกมาจากจุดต่างๆ ขณะที่ร้องด้วยความเจ็บปวดดิ้นทุรนทุรายลงกับพื้น



จู่ๆ คนๆนั้นก็ยกมือขึ้นมา เพื่อจะทำลายเครื่องรางแต่มือของเขาก็ลดลง เครื่องรางตกอยู่ใกล้ๆ ในตอนนั้นเขาได้หมดโอกาสที่จะได้ใช้ เครื่องราง



ในช่วงเวลานั้น จำนวนขนาดใหญ่ของผู้สอบตกเพื่มขึ้นมากมาย แต่ดูฉากนั้น มีหลายคนได้แต่มองด้วยสายตาที่เย็นชา บางคนก็มองพวกเขาขณะที่นั่งไขว้ขาลงช้าๆ และ เรื่มให้อาหารเมล็ดจิตวิญญาณในมือของพวกเขาด้วยแรงดันวิญญาณ



             " คนพวกนี้ช่างเลือดเย็นจริงๆ!!! " ชูเฟิงส่ายหัว และเดินมาที่หนาของคนๆนั้นและหยิบเครื่องรางขึ้นมา แต่ไม่ได้ส่งเขากลับไป เขาแบกคนคนนั้นขึ้นบนหลังของเขา



ตอนนั้นหลายคนสับสน แม้แต่คนที่ไม่รู้จักกันยังร้องกระซิบราวกับว่าคัดค้าน ทำไมเขาถึงไม่ใช้เครื่องรางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ล่ะ



หลังจากที่ ชูเฟิงอุ้มเขาขึ้นมาบนหลังเขาก็เดินมาถึงทางเข้าที่สร้างด้วยอำนาจพลังวิญญาณ และยัดเครื่องราง เข้าไปในถุงจักรวาลเขา เขาก็ชูเฟิงคิดจะช่วยหรือไม่ช่วยเขากันแน่



เขานั้นทำเพื่อช่วยคนๆนั้นจริงๆ เขาไม่ได้ทำลายเครื่องรางของคนคนนั้นเพราะไม่อยากให้เขาต้องสอบตก และ ต้องการให้เขานั้นปลอดภัย และยังสามารถสำเร็จในการสอบตอนแรกของเขา



ชูเฟิง โยนคนๆนั้นออกไป ตอนนั้น ชูเฟิงมองเห็นสายตาของคนคนนั้น ที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง และเขายังได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้าง เพราการที่เขาอยู่ภายในนี้ก็ลำบากอยู่แล้วอีกทั้งยังต้องมาแบกคนขึ้นหลัง หากเป็นคนส่วนใหญ่คงไม่มีใครทำเช่นนั้น



              " โอ้ เจ้านี่ช่างเป็นคนที่มีความเมตตาซะจริง !!! " ในตอนนั้น ก็มีออร่าแปลกๆและเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของ ชูเฟิง



///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




อีกไม่กี่ตอน ก็ตีกันชัวร์ อีแบบนี้ !!!