วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 188 - ตระกูล ปะทะ นิกาย



เขากวาดสายตาของเขาไปมา ชูเฟิงสังเกตเห็นว่าข้างในของหอคอยอสูรฟ้าก็ค่อนข้างที่จะกว้างใหญ่ มีสามคนที่ยืนอยู่บนบันไดที่นำไปสู่ชั้นที่สอง



คนที่อยู่ตรงกลางนั้นไม่ใช่ใครนอกจาก เจี่ย เฮง ส่วนอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขา ก็คือสมาชิกของ ตระกูลเจี่ย และพวกเขาทั้งสองส่งกลิ่นอายของ ระดับ 6 กำเนิดวิญญาณ ออกมา.



ชูเฟิง สังเกตุรอบๆอย่างรวดเร็วและเขาก็พบว่ามีคนจำนวนมากที่ติดอยู่บนชั้นที่หนึ่งของ หอคอยอสูรฟ้า,นอกเหนือจากนี้ เจี่ยเฮง และคนทั้งสอง,ก็ไม่มีใครอีกเลยใน ตระกูลเจี่ย มันอาจจะเห็นได้ชัดว่า เจี่ยเฮง รอเขาอยู่



             “ พี่เจ้าใช้ให้เจ้ามาที่นี่ งั้นหรอ ?” ชูเฟิง กล่าวหลังจากไม่่เห็น เจี่ยฉวน อยู่กับ เจี่ยเฮง จึงทำให้ชูเฟิงฉุดคิดขึ้นมาว่านี่อาจเป็นความตั้งใจของ เจี่ยฉวน



            “อะไร? เจ้าคิดจะเอาพี่ชายมาขู่ข้างั้นเรอะ? ข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญ ว่าเจ้าคงไม่ได้ก้าวเข้าไปในชั้นที่สอง.” เจี่ยเฮง จ้องหน้าด้วยสายตาและใบหน้าที่แดงก่ำไปที่ ชูเฟิง และมันเปิดเผยสายตาที่จะฆ่า ชูเฟิงโดยทันที.มันอาจจะเห็นได้ว่ามันเกลียด ชูเฟิง ลึกจะเข้าไปยังกระดูกดำ



            “เจี่ยเฮง, เจ้าแพ้ให้กับไอ่เด็กคนนี่หน่ะเรอะ?” หนึ่งใน ตระกูลเจี่ย มองไปที่ ชูเฟิง ด้วยความสงสัย



             “ อย่าได้ประมาท. ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มันแข็งแกร่งกว่าที่ตาเห็น เจ้าอย่าได้คิดว่ามันอยู่แค่ระดับ 1 กำเนิดวิญญาณ ” เจี่ยเฮง เตือนด้วยความหวังดี



            “ ไม่ว่าจะดูยังไง มันก็เป็นเพียงได้แค่ระดับ 1 กำเนิดวิญญาณ หากพวกเรา ร่วมมือกันโจมตีไอเด็กบ้าคนนี่ เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถปลิดชีวิตของมันได้แล้ว.” สมาชิกของ ตระกูลเจี่ย มองไปยังคนอื่นๆของ คนคนนั้นมีพลังวิญญาณอยู่ในระดับ 6 กำเนิดวิญญาณ.



             “ ฮืมม.” มันพยักหน้าและเพ่งสายตาไปที่ ชูเฟิง อย่างกินเลือดกินเนื้อ มันทั้งสองกำลังจะโจมตี ชูเฟิง ในทันที



            “ โอ้ว นั่น ไอพวกตระกูลเจี่ย รังแกคนอีกแล้ว ?” ในช่วงเวลานั้น, อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา พวกเขาทั้งห้าคนกำลังพูดคุยกัน ขณะที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งในหอคอยอสูรฟ้า.



มีชายสามคน และ หญิงสองคน ในห้าคนของพวกมันมีรังสีที่ปล่อยออกมาแข็งแกร่งมาก พวกเขาอยู่ในระดับ 6 กำเนิดวิญญาณ พวกเขากำลังยิ้มขณะที่มองไปยัง เจี่ยเฮง และคนอื่นๆ. ดูจากเสื้อผ้าของพวกเขาน่าจะเป็นอัจฉริยะของ นิกายโลกวิญญาณ



             “ หม่าเซียง เจ้าไสหัวไปซะ นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ?” ขณะเห็นสมาชิก ตระกูลเจี่ย สมาชิกอีกคนที่เรียกว่า เจี่ยกัง ถาม



            “ ข้าเห็นว่า ตระกูลเจี่ย ของพวกเจ้านั้น กำลังที่จะรังแกผู้อื่น ในฐานะที่ข้ามาจากนิกายโลกวิญญาณ, เป็นเรื่องปกติ, ที่ข้านั้นมาเพื่อพดุงควายุติธรรม.” ชายที่ชื่อว่า หม่าเซียง ยิ้มและกล่าวออกไป, โดยที่ไม่ได้ลืมมองหน้า ชูเฟิง เขาพยักหน้าให้ชูเฟิงด้วยความอ่อนน้อม



            “ หม่าเซียง กี่ครั้งกี่หนแล้วที่เจ้าชอบเข้ามาแส่เรื่องของพวกข้า ?” ใบหน้าของสมาชิก ตระกูลเจี่ย จ้องมองได้ด้วยใบที่เคร้งครึม



            “ แล้วไง ? ” หม่าเซียง แสยะยิ้มแล้วกล่าวต่อ



            “ ได้ ถ้าเจ้าจะเอาแบบนี้!!! ” สมาชิกของตระกูลเจี่ยกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและเดินออกไป เพราะเขาไม่ได้ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในระดับ 6 กำเนิดวิญญาณถึง 5 คน หลังจากนั้นเจี่ยเฮงก็หันหน้ามามองที่ ชูเฟิง เหมือนจะบอกว่า แล้วเจอกัน  



              “ ขอบคุณพี่ชาย.” ชูเฟิง เดินมายังด้านหน้าของ หม่าเซียง และคนอื่นๆพร้อมกับประสานมือต่อหน้าของพวกเขา สำหรับพวกเขา ชูเฟิง เป็นแค่คนแปลกหน้ากัน แต่พวกเขาก็ยังมีน้ำใจ เป็นธรรมดาที่ ชูเฟิง จะรู้สึกซาบซึ้ง



             “ อย่าได้เกรงใจ ข้ามีนามว่า หม่าเซียง แล้วท่านล่ะมีนามว่าเช่นไร ? ” หม่าเซียง พูดด้วยท่าทีสุภาพหลังจากทีสี่คนที่เหลือมองไปที่หม่าเซียง พวกเขาก็มองไปที่ชูเฟิงด้วยความเป็นมิตร



            “ ข้า ชูเฟิง!!!” ชูเฟิง เขายิ้มและกล่าวอย่างสุภาพกับสาวกนิกายโลกวิญญาณ แต่แรกเริ่ม ผู้คนของนิกายโลกวิญญาณ ไม่มีท่าทีว่าพวกเขาจะวางอำนาจ พวกเขาต่างปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาสมควรได้รับการเคารพตอบ



เมื่อเทียบ อัจฉริยะที่มาจาก ตระกูลเจี่ย. โดยอย่างยิ่งถ้าเทียบเฉพาะกับ หม่าเซียง พวกเขาต่างราวกับนรกและสวรรค์, ชูเฟิง ก็ไม่ปฏิเสธ ที่จะแสดงความสุภาพต่อผู้คนที่มาจาก นิกายโลกวิญญาณ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ก็ตาม



            “ สหายชูเฟิง นี่เอง พลังวิญญาณของท่านในชั้นแรกนั้นช่างน่าประทับใจ อาวุโสของเราต่างชื่นชมท่าน อีกทั้งตอนอยู่ที่นี่ใบหน้าของท่านไม่มีแม้แต่เหงื่อไหลท่านคงจะสบายๆสินะสำหรับชั้นนี้ งั้นแสดงว่าท่านคิดจะไปต่อชั้น 2 เลยใช่มั๊ย ? " หม่าเซียง ยิ้มและกล่าวอย่างเป็นมิตร



             “ ครับ ” ชูเฟิง ตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน



              " งั้น ท่านก็มารวมกลุ่มกับพวกเรา " หม่าเซียง ยิ้มและกล่าวขณะที่กำลังเดินไปยังชั้นที่สอง



              “ งั้นต้องรบกวนท่านแล้ว ^^ ” โดยปกติแล้ว ชูเฟิง เข้าใจในสิ่งที่หม่าเซียงคิด เขาคงกังวลว่า เจี่ยเฮงและคนอื่นๆ จะสร้างความลำบากให้แก่ ชูเฟิง และเพื่อเป็นการป้องกันจากอันตราย ดังนั้นจึงชวน ชูเฟิง ร่วมทางไปยังชั้นสองเพื่อความปลอกภัย



ชูเฟิง เดินตาม หม่าเซียง และมองไปรอบๆขณะกำลังไปยังชั้นที่สอง. ในช่วงท้ายของบรรไดก็ยังมี การก่อตัวของแรงดันวิญญาณ ที่อยู่ในชั้นที่สองเล็ดรอดออกมา



ในทันทีที่ผ่านประตูอำนาจพลังวิญญาณเข้ามา ชูเฟิงรู้สึกได้ทันทีว่าแรงกดดันของมันแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ชูเฟิงรู้สึกคันแม้แต่น้อย แต่เมื่อเขามองกลับมาที่ใบหน้าของพวกหม่าเซียง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับความกดดันเล็กน้อย



หลังจากที่เข้ามายังชั้นที่สองแล้ว ไม่นานพวกเขาก็ไปยังห้องโถงใหญ่. ถึงกระนั้น เมื่อ ชูเฟิง กวาดสายตาไปรอบๆก็เป็นที่ดึงดูดจากผู้คน และไปสะดุดอยู่ตรงกลุ่มของผู้คนที่ขัดขวางเส้นทางไปยังชั้นที่ สามเหมือนกับ เจี่ยเฮง



มี 25 คนที่มาจากตระกูลเจี่ย มี 20 คนอยู่ในระดับ 5 กำเนิดวิญญาณ และอีก 5 คนอยู่ที่ระดับ 6 กำเนิดวิญญาณ. ในนั้นมีสองคนที่ช่วยเจี่ยเฮงจากชูเฟิง เขาก็คือ เจี่ยฉวน



หลังจากเจี่ยเฮงเห็นชูเฟิง รอยยิ้มอันเย็นยะเยือกของเขก็หลุดออกมาจากมุมปาก  อย่างไรก็ตามเจี่ยฉวนขมวดคิ้วแน่น ในขณะมันจ้องมองไปยังชูเฟิง ราวกับว่ามันกำลังจะบอกว่าการตอบแทนที่เขาจะได้รับทั้ง ชูเฟิงและหม่าเซียง



จริงๆแล้วชูเฟิงเข้าใจเจี่ยฉวนได้ในทันที เพราะการที่พวกเขารออยู่ที่นั่นกับกลุ่มคนจากตระกูลเจี่ย พวกเขาไม่ได้รอชูเฟิง แต่กำลังรอหม่าเซียงและคนอื่นๆจากนิกายโลกวิญญาณ



เพราะว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกองอยู่ด้านหน้าของตระกูลเจี่ย ไม่ว่าจะเป็น ชาย หญิง คนเหล่านั้นล้วนแต่มาจากนิกายโลกวิญญาณ



              “ สิ่งที่พวกแกทำลงไป รังแต่จะทำให้ได้ตายกันเร็วขึ้นเท่านั้น!! กล้ามาก ที่มาแตะต้องคนของนิกายโลกวิญญาณในดินแดนนี้?!” เปลวไฟแห่งความโกรธประทุขึ้นในใจของหม่าเซียงและคนอื่นๆ พวกเขาต่างตะโกนออกมาสุดเสียง



               “ ฮ่า...เจ้ากำลังพูดอะไร? เห็นได้ชัดว่าอำนาจพลังวิญญาณของพวกมันอ่อนแอ จึงไม่อาจทนแรงดันวิญญาณได้ไหว ดังนั่นนี้ไม่ใช่ฝีมือของพวกข้า " คนตระกูล เจี่ย ตะโกนออกมา



              “ เหรอ!!! ข้าจะดูว่าพวกเจ้าจะมีความสามารถพอที่จะต้านทานแรงดันวิญญาณที่นี่ได้มั๊ย” หม่าเซียง ไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงใดๆ เขาได้พุ่งออกไปโจมตีในทันใดนั้นสี่สหายของพวกเขาก็พุ่งออกไปเช่นเดียวกัน และพวกเขาแสดงทักษะกระบวนท่าทุกประเภทที่แข็งแกร่งจัดแจงไปยังตระกูลเจี่ยเพื่อที่จะทำลายในทันที



             “เจ้ารนหาที่ตายเองนะ ดีงั้นข้าจะให้ทำให้เจ้าได้สำนึก!!!” ตระกูลเจี่ยก็ไม่ได้สะทกสะท้านเช่นเดียวกัน และพวกนั้นเรื่มที่จะเข้าปะทะพวกหม่าเซียงและคนอื่นๆ



หม่าเซียง และคนอื่นๆนั้นระดับพลังก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเขาเลยพวกเขาทั้งหมดล้วนอยู่ในระดับ 6 กำเนิดวิญญาณ แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาอาจได้รับผลกระทบจากแรงดันวิญญาณภายในหอคอยมากขึ้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถดึงพลังออกมาได้เต็มที่ นอกจากนี้ตระกูลเจี่ยมีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนเรื่องของกำลังคน เมือประสบโอกาสพวกเขาก็ไม่รอช้าที่จะลงมือ



             “ หม่าเซียง, ถ้าเจ้าคุกเข่าขอร้องข้าซะ บิดาผู้นี้อาจจะปล่อยให้เจ้าขึ้นไปยังชั้นสาม.” หนึ่งในนั้นพูดออกมา



             “ เจ้าต้องการให้ข้าคุกเข่าขอร้องงั้นเรอะ ฮ่าๆๆ ไปตายซะ!!” หม่าเซียง กล่าวไปด้วยเส้นเสียงที่เย็นชา



             “ งั้นอย่าได้หาว่าพวกข้าใจร้าย! วันนี้พวกเจ้าคงต้องจบลงแค่เพียงเท่านี้!!.” สมาชิกของตระกูลเจี่ยพ้นลมปากเน่าๆออกมา



          “ เอื้ออออ!!!” ในระว่างที่เขาพูดจบ เสียงร้องโหยหวนก็ดังรอดออกมา และร่างของคนคนนั้นก็ลอยขึ้นไปกลางอากาศ พร้อมกับกระแทกใส่ผนังและกระอักเลือดออกมาเป็นเสียง พร้อมกับหมดสติไป. . . . . . .



//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////





ต่อจากนี้เริ่มที่จะสนุกแล้ว ชูเฟิงเราจะแผงฤทธิ์อีกครั้ง. . . . . . . . . . . . . ( งานนี้มีพิการ กันไปข้าง )