วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 190 - วางตัวเป็นปฏิปักษ์



“สวรรค์ เด็กนี่เป็นตัวอะไรกันแน่ ทำไมมันถึงได้ร้ายกาจเพียงนี้!!!?”



ตอนนั้น สาวกนิกายโลกวิญญาณก็อยากจะเข้าไปช่วย แต่เมื่อพวกเขาเห็นฉากที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว พวกมันทำได้แต่ สีหน้าตกใจ



สายตาของทุกคนได้ประจักษ์ ความแข็งแกร่งของชูเฟิง ถึงแม้ว่าพวกนั่น จะมีระดับพลังวิญญาณที่เหนือกว่าแต่ ชูเฟิงก็ไม่ได้ดูด้อยกว่าแต่อย่างใด ความแข็งแกร่งระดับนี้มันเกินกว่าพวกเขาหลายขุม




ชูเฟิง ที่พวกเขากำลังปกป้องอยู่นั้น เทียบกันแล้วความสามารถของพวกเขาเล็กยิ่งกว่ากว่าฝุ่นละออง พลังการต่อสู่ที่เกินสามัญสำนึกของมนุษย์ มันเกินกว่าจินตนาการของพวกเขาที่จะเข้าใจ แต่เมื่อได้ประจักษ์ด้วยเนตรคู่นั่นของพวกเขาก็ยืนยันได้ว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นคือเรื่องจริง



            “ วิเศษมาก มันวิเศษจริงๆ!!! ไม่เพียงแต่พลังการต่อสู้และอำนาจพลังวิญญาณของเขาที่ไม่ธรรมดาแล้ว เจี่ยฉวน และคนอื่นๆในตระกูลเจี่ย ยังถูกจำกัดพลังไว้ ด้วยแรงดันวิญญาณ ทำให้พวกนั่นไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่.”



             “ ถึงแบบนั้น น้องชายคนนั้นดูแตกต่างออกไป เหมือนเขาจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากแรงดันวิญญาณ เขาจึงสามารถที่จะออกแรงได้เต็มที่ พลังวิญญาณของเขานั้นสามารถเทียบได้กับ กู่ โบ๋ และ ไม่มีปัญหาที่เขาจะก้าวเข้าไปยังชั้นที่ 4.” หม่าเชียง กล่าว



              “ อะไรนะ ชั้นที่ 4 และ เขายังเทียบได้กับศิษย์พี่ กู่ โบ๋ ชายที่แข็งแกร่งผู้นั้นนะหรอ ?” หลังจากได้ยินคำพูดของหม่าเชียง สาวกนิกายโลกวิญญาณต่างพากันตกใจ



              “ ย๊ากกกก!!!!” เวลานั้น ชูเฟิง โบกแขนของเขา และบีบอัดแน่นพลังวิญญาณของเขาเกิดขึ้นเป็นพายุ พุ่งเข้าใส่คนของตระกูลเจี่ย จนทำให้คนมากมายนอนหมดสติไปบนพื้น



              “มะ . . . . ,ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ อาจจะขึ้นไปถึงชั้นที่ 5 เลยก็ได้!!! "



             “ คนคนนี้ แข็งแกร่งมากเกินไปแล้ว ขนาดเขามีอายุเพียงแค่นี้ อาณาจักรที่เขาอาศัยอยู่ นับว่าโชคดียิ่งนัก เราก็นับว่าโชคดี ที่ได้ผูกความสัมพันที่ดีกับเขา ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเป็นศัตรูที่ร้ายกาจในอนาคต.”



หม่าเชียง กล่าวอย่างเคร่งเครียดกับคนที่มาด้วยกัน ในความคิดจากก้นบึ้งหัวใจเขา มองผ่านแว๊บบแรก ก็รู้สึกได้ทันที ว่าจะต้องปฏิบัตต่อชูเฟิงด้วยความจริงใจ เพราะสัมผัสได้ว่าความสามารถของเขาอาจพัฒนาได้ดีกว่า กู่ โบ๋ ชูเฟิงเป็นอัจฉริยะที่หายาก และในวันหน้าหากนิกายโลกวิญาณตกที่นั่งลำบากวันหนึ่งเขาก็อจยื่นมือเข้ามาช่วย



              “ เอื้อออออออ~~~” ในเวลาเดียวกันกับที่กำลังคิดอยู่นั้น ชูเฟิงก็โจมตีไปยังคนของตระกูลเจี่ยหลายคน สมาชิกที่อยู่ในระดับ 6 กำเนิดวิญญาณนั้น ยังถูกอัดปางตาย สมาชิกที่อยู่ในระดับ 5 กำเนิดวิญญาณนั้นยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาเหมือนกับปลาที่รออยู่บนเขียงรอเวลาที่จะถูกสับ โดยชูเฟิง



คนของตระกูลเจี่ย แม้อยากจะฆ่าชูเฟิงให้ตายในตอนแรก แต่บัดนี้พวกเขาตระหนักได้ถึงความน่ากลัว ความโหดร้ายผิดมนุษย์ของชูเฟิง พวกเขาเป็นเหมือนลูกพลับอ่อนๆที่อยู่ภายในกำมือของชูเฟิง หากตกอยู่ในมือของคนบ้าเลือด อำมหิตเช่นเขาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีคำใดสาธยายความโหดร้ายของชูเฟิงออกมาได้ และเขาล้วนต่างเกือบถูก ชูเฟิง ฆ่าตาย



เหมือนพวกเขาเดินไปเตะลงบนเหล็กแกร่งกล้า หากยิ่งฝืนยิ่งทำร้ายมัน ตัวเองก็จะยื่งเจ็บ ชูเฟิงที่ไม่กลัวสวรรค์และปฏพี จึงไม่สนผลที่จะตามมา เขายังคงทารุณคนพวกนั่นอย่างเหี้ยมโหด



ไม่นาน ตระกูลเจี่ยที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน ก็เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด บางคนต้องการที่จะหลบหนี  เขาจึงวื่งไปยังชั้นสามเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ชูเฟิงไม่ปล่อยให้ใครเล็ดรอดออกไปได้ รูปแบบอำนาจวิญญาณขนาดใหญ่ผนึกพวกเขาไว้ทุกคน ความแข็งแกร่งของรูปแบบนี้ ขนาดพวกเขาพยายามทำลายอย่างสุดแรง แต่มันก็ไม่มีร่องรอยของความเสียหายแต่อย่างใด



บนชั้นสองของหอคอยอสูรฟ้า ชูเฟิงเปรียบดั่งปีศาจที่ขึ้นมาจากขุมนรก จึงไม่มีใครต้านทาน หรือ ช่วงชิงชีวิตไปจากเขาได้



            “ บัดซบบบ!! เจ้ากล้าจะทำกับพวกข้าเช่นนี้ ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปแห่งหนใด พวกผู้อาวุโสของตระกูลข้าจะทำลายเจ้า เมื่อเวลานั้นมาถึง แล้วเจ้าจะต้องเสีย......... อ๊ากกกกกก!!”



ขณะคนของตระกูลเจี่ยที่กำลังสาปแช่งชูเฟิง ชูเฟิงก็ตรงไปหาเขาอย่างรวดเร็ว แล้วก็ยัดหมัดเข้าปาก ที่กำลังจะเปิดนั้น กลับไป . . . .



ในสายตาของพวกเขามองเห็น คน 25 คนของตระกูลเจี่ยพ่ายแพ้จนย่อยยับ  24 คนหมดสติไป พวกเขาต่างเส้นเอ็นฉีกขาดบ้างก็กระดูกหัก และมีอีกไม่กี่คนที่อาการบาดเจ็บสาหัสจนเลือดไหลนอง



           “ น้องชายชู เจ้าได้กระทำสิ่งที่ไม่สมควรลงไปแล้ว ภัยพิบัติครั้งนี้ยจะมาเยือนเจ้าในไม่ช้า หล่าอาวุโสของตระกูลเจี่ยจะไม่ยกโทษให้เจ้า !!!.”



เจี่ยฉวนไม่ได้โจมตีชูเฟิงแต่อย่างใด ในทันทีที่ชูเฟิงหลบการโจมตีของเขา เขาก็รู้ว่า ไม่มีทางที่จะเอาชนะชูเฟิงได้ จึงได้แต่แต่ยืนมองฉากเบื้องหน้าตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ชูเฟิงกำลังบดขยี้ คนในตระกูลของเขาเหมือนมด



            “ แม่ว่า ตระกูลเจี่ยของเจ้าจะไม่ให้อภัยเขา แต่ภายในอาณาจักรจิตวิญญาณ นิกายโลกวิญญาณของพวกเราจะปกป้องสหาย ชูเฟิง.!!!” ในเวลานั้น หม่าเชียงและคนอื่นๆก็ก้าวเข้ามา



           “ พวกเจ้ามีความสามารถที่จะปกป้องเขาได้งั้นหรอ?” เจี่ยฉวน ถาม



           “ งั้นก็มารอดูกัน!!! ” หม่าเชียง พูดด้วยความเชื่อมั่น



          “ ดี ดีมาก!!!” เจี่ยฉวน พยักหน้าแล้วมองไปยังชูเฟิงพูดขึ้นว่า, “ น้องชู ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าทำนั้นตระกูลเจี่ยของข้าจะไม่ถูก ข้า เจี่ยฉวน ไม่อยากให้เรานั้นมีความขัดแย้งกัน ความเกลียดชังนี้ข้าอยากให้มันจบๆไป และเป็นไปได้ไหม ที่ข้าและเจ้าจะเป็นสหายกัน.”



         “ ลงมือเลย!!!” เจี่ยฉวน หลับตาลง โดยไม่คิดที่จะต่อต้านและพยายามทำให้ชูเฟิง คลายความโกรธแค้น ถึงอย่างนั้นความเกลียดชังก็ยังไม่หมด



        “ หากท่านต้องการแบบนั้นก็ย่อมได้ งั้นข้าขอตัวลา ” ถึงกระนั้น ชูเฟิงไม่ได้โจมตีเจี่ยฉวน เพราะเขาสามารถกล่าวได้ว่าเจี่ยฉวนกับสมาชิกคนอื่นๆนั้นแตกต่างกัน ถึงแม้เจี่ยฉวนจะไม่ใยดีกับคนที่มาจากนิกายโลกวิญญาณก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้มีความประสงร้ายใดๆต่อชูเฟิง



หลังจากชูเฟิงเดินจากไป บางคนในนิกายโลกวิญญาณต้องการที่จะโจมตีเจี่ยฉวน หลังจากที่เจี่ยฉวนทำร้ายพรรคพวกของเขา จนหมดสติไป แต่เจี่ยฉวนก็สามารถป้องกันการโจมตีของ หม่าเซียงไว้ได้



รอยยิ้มจางๆหม่าเชียงเข้ายื่นเข้าไปใกล้ๆหน้าของเจี่ยฉวน พร้อมกับค่อยๆก้มลงแล้วกระซิบเบาๆ “เจี่ยฉวน สายตาเจ้าเฉียบแหลมดีหนิ เจ้าคงรู้ว่าชูเฟิงนั้น คือ อัจฉริยะสินะ ”



        “ แต่น่าเสียดาย ที่ตระกูลเจี่ยของเจ้าทำให้เขามีทัศนคติที่ไม่ดี โชคดีจริงๆที่พรรคพวกของเจ้าาลงมือกับเขาและด้วยนิสัยที่ยโสโอหังของพวกเจ้า จึงได้สร้างศัตรูที่ไม่สมควรเข้าไปยุ่งซะแล้ว พวกเราจะดึงเขาให้มาเป็นสหาย และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมนิกายของเราถึงได้ทวีคูณความแข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่ตระกูลเจี่ยของเจ้า อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ " 



หลังจากพูดจบ หม่าเชียงก็เดินขึ้นไปหาชูเฟิงอย่างว่องไว ทั้งสี่คนที่อยู่ข้างหลัง ได้นำคนที่บาดเจ็บออกมา



เจี่ยฉวนขณะนั้นไม่ได้เดินตามไปแต่อย่างใด เขาก็ทำเช่นเดียวกับนิกายโลกวิญญาณ คือการนำคนบาดเจ็บออกไปข้างนอก ( เจี่ยฉวนก็เป็นคนดีนะ เสียดายเกิดผิดที่ไปหน่อย แล้วถ้าหาก เจี่ยฉวนมาเข้านิกายโลกวิญญาณล่ะ ? )



เมื่อคนที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นถูกนำตัวออกมาจากหอคอยอสูรฟ้า เกิดความโกลาหลอย่างมาก และความโกรธความพิโรธ ของนิกายโลกวิญญาณกับตระกูลเจี่ย เพิ่มขึ้นจนเกือบจะเกิดสงคราม



ด้านเจี่ยฉวนและคนอื่นๆจากนิกายโลกวิญญาณ ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับชูเฟิง ที่ทำร้ายคนในตระกูลเจี่ย ตระกูลเจี่ยต่างพากันคิดว่าคนที่ทำร้ายพวกเขาอย่างทารุณนั้นเป็นฝีมือของนิกายโลกวิญญาณ



แต่ ฝ่ายนิกายโลกวิญญาณก็ได้รับการบาดเจ็บเช่นกัน พวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้เกี่ยวเรื่องนั้น นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ของนิกายโลกวิญญาณ ที่ตระกูล จื่อ เป็นผู้ควบคุม ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยุติ



หลังจากนำสมาชิกทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บออกมาจากหอคอยอสูรฟ้า เจี่ยฉวนก็ยังไม่กลับเข้าไป ตอนนั่นเขายืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสตระกูลเจี่ย ในขณะที่ใช้สายตาทอดไปยังหอคอยอสูรฟ้า



//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



สมควรแล้วที่มันโดน. . . . . . . . . .
เรามารอลุ้นกันว่า ชูเฟิง จะเข้านิกายโลกวิญญาณหรือเปล่า ? ? ?
การสอบมี 3 ขั้นตอนหรือ 3 ด่าน
ขั้นที่ 1 ทดสอบพลังวิญญาณและทักษะ ด้วยการทำลายรูปปั้นเหล็ก
ขั้นที่ 2 ป่าวงกต ซึ่งเป็นการดูความสามารถของอำนาจพลังวิญญาณ ในการหาทาง
ขั้นที่ 3 หอคอยอสูรฟ้า ทดสอบความอดทนหรือคุณสมบัติของผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณว่าอยู่สูงระดับไหน โดยการขึ้นไปในแต่ละ ชั้น ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 - 8 ชั้น แต่ละระดับก็จะมีแรงดันวิญญาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและขึ้นไปยาก ตามแต่ละ ชั้นไป