วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 191 - การก่อตัวของแรงดันวิญญาณ



ภายใต้แสงจันทร์ นอกหอคอยอสูรฟ้า เป็นภาพที่สวยงามราวกับรูปวาด แสงแห่งชีวิตส่องไปกระทบกับหอคอย มันก็มีแสงสีฟ้าเล็กๆปล่อยออกมา ชั้น 1 มีแสงสีฟ้าเป็นจำนวนมาก เมื่อเข้าไปที่ชั้นสอง แสงบางอย่างของพวกนั้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ



ส่วนบนชั้นสามนั้นมีมากกว่าบนชั้นสอง เพราะอัจฉริยะที่มาจากตระกูลเจี่ยและนิกายโลกวิญญาณไปรวมตัวกันบนที่แห่งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าคนอื่นๆที่ไม่ใช่อัจฉริยะเหล่านี้ แทบจะไม่มีใครสามารถที่จะก้าวขึ้นมาได้



ลึกๆภายในใจของ เจี่ยฉวน รู้ดีว่า จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา แม้แต่การต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย ยังถูกขัดขวางโดยชูเฟิง



การเดินขึ้นมาชั้นสอง จะต้องใช้บันไดเหล่านั้น แต่ หลังจากชั้น 2 ไปยังชั้น 3 จำเป็นจะต้องผ่านทางสิ่งกีดขวาง จึงจำเป็นต้องมีสิ่งของเพื่อนำไปใช้ในการฝ่าอุปสรรคสิ่งกีดขวาง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ชูเฟิง และ หม่าเซียง ก็ใช้เวลาไปพอสมควร



แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็สามารถปีนขึ้นมาถึงปากทางเข้าไปยังชั้นที่ 3 แต่หลังจากที่ผ่าน ประตู แรงดันวิญญาณก็ถาโถมเข้ามาที่หม่าเซียง การเปลี่ยนแปลงที่กระทันหันทำให้เขา ทรุดตัวลงไปกองกับพื้น



เมื่อเห็นเช่นนั้น ชูเฟิงก็รีบไปช่วยประคองอย่างรวดเร็วแล้วถามว่า, “เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าท่านไม่สามารถทนแรงดันวิญญาณที่แห่งนี้ได้เช่นนั้นเหรอ?”



ชูเฟิงรู้สึกตกใจมาก แม้ว่าพลังแรงดันวิญญาณบนชั้นสามจะมีความเข้มแข็งไม่น้อย แต่เขาก็ยังสามารถทนได้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าหม่าเชียงก็น่าจะทนได้เช่นกัน



              “ ช่วยข้าด้วย ช่วยพาข้าออกไปจากที่นี่ เร็วๆ ข้าจะทนไม่ไหวแล้ววว!!!.” หม่าเชียงพูดออกมาอย่างเจ็บปวด ชูเฟิงไม่รอช้า เขารีบประคองร่างของ หม่าเซียง ไปยังทางที่ขึ้นมา



              “ นี่พี่ชาย ข้าว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน ดีไหม? ”



แม้ว่าจะเข้าไปเผชิญกับพลังแรงดันวิญญาณได้ไม่นาน หม่าเชียงก็มีผิวซีดเผือด เหงื่อไหลออกทั่วร่างของเขา จนสามารถจะขยับไปไหนได้ ขณะที่หายใจหอบเหมือนขาดอากาศ



             “ น้องชาย พลังแรงดันวิญญาณบนชั้นสามนั้นรุนแรงเกินไป ข้ากลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยฝีมือคนของตระกูลเจี่ย พวกเขาอาจจะทำอะไรบางอย่าง ”



             “ น้องชาย, ข้าขอร้องเจ้าล่ะ ได้โปรด ขึ้นไปดูและตรวจสอบยังชั้นที่สามแทนข้าที. หากตระกูลเจี่ยทำอันตรายใดๆกับนิกายโลกวิญญาณของข้าได้โปรดช่วยชีวิตแล้วนำพวกเขาออกมา.” เขาในทันใดนั้น หม่าเชียงคว้าไปที่มือของชูเฟิงและใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจและอ้อนวอน



              “ พี่ชาย ท่านไม่ต้องกังวลไป หากเป็นเรื่องจริงจะเกิดหรือไม่เกิด ข้า ชูเฟิงก็จะปกป้องนิกายโลกวิญญาณของท่านอย่างสุดกำลัง.” เขามองไปยังหม่าเซียง แสดงจุดมุ่งหมายของเขา ขณะที่เขากำลังหันไปรอบๆก็พบว่ามีบางอย่าไม่ถูกต้อง และรีบขึ้นไปยังชั้นที่สาม



มันไม่ได้แปลว่าชูเฟิงตั้งใจที่จะเป็นคนดี แต่ตอนนี้เขามีความขุ่นเคืองกับตระกูลเจี่ย เป็นธรรมดา ที่เขาจะต้องเชื่อมความสัมพันอันดีกับนิกายโลกวิญญาณเอาไว้ เพื่อเป็นการแสดงออกที่ดีต่อนิกายโลกวิญญาณเพื่อจะได้ช่วยเหลือเขาในวันข้างหน้า หากเป็นไปได้ด้วยดีพวกเขาก็อาจจะช่วยในเรื่องการพัฒนาทักษะของเขา



ชูเฟิงกลับมายังชั้นที่สามอีกครั้งและหลังจากไม่กี่นาทีเขาก็มาถึงห้องโถงใหญ่ และเห็นฉากที่น่าตกตะลึงประกาฏขึ้นในสายตาของเขา



ภายในห้องท้องกว้างมีคนอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นอัจฉริยะของ ตระกูล เจี่ย และพวกมันกำลังยืนอยู่ก็มีใบหน้าที่หน้าเกลียดเล็กน้อย ปล่อยแรงกดดัน มันเหมือนกับที่ หม่าเชียง พูดเอาไว้ไม่มีผิด



ผู้ที่พวกเขากำลังเผชิญกับฝ่ายนั้น ก็คือคนของนิกายโลกวิญญาณ ในตอนนั่นสายตาของเหล่าสาวกนิกายโลกวิญญาณที่แทบจะติดพื้น  เผยให้เห็นความเจ็บปวดของจิตใจมากกว่าร่างกาย สถานะการณ์ที่คับขันแต่ หม่าเชียงขอเคยขอร้องไว้ เขาจึงต้องทำอะไรสักอย่าง



              “ เจี่ย ปู๋ฟ้าน, ไอ่คนน่ารังเกียจ เจ้ากล้าฉวยโอกาส อาศัยแรงดันวิญญาณบนชั้น 3 นี้ ลอบทำร้ายพวกข้า!!!”



อัจฉริยะสูงสุดของนิกายโลกวิญญาณ กู่ โบ๋ เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัด อย่างไรก็ตามเหงื่อของเขาไหลอาบราวกับว่าเป็นน้ำตก เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้เขาจะทนแรงกดดันได้ แต่นั้นก็แทบจะหืดขึ้นคอ



              “ กู่ โบ๋ เจ้าอย่าได้กล่าวเช่นนั้น. อะไรคือวิธีการที่น่ารังเกียจ ?  พวกเจ้านิกายโลกวิญญาณต่างหากที่ไร้ความสามรถเอง ดูเหมือนพวกเจ้าจะยังไม่รู้จักเรื่องของหอคอยอสูรฟ้าสินะ ? ”



             “ ข้าตระกูลเจี่ยมีความสามารถในการใช้ แรงดันวิญญาณวิญญาณให้เป็นประโยชน์ นี่เป็นเพราะการตรวจสอบของผู้อาวุโสของพวกข้า หากเจ้าจะกล่าวโทษ เจ้าไปกล่าวโทษคนจากนิกายโลกวิญญาณของพวกเจ้า ที่ไร้ความสามารถเกินไป.” เจี่ย ปู๋ฟ้าน จ้องไปด้วยสายตาที่แดง และต่อว่าในขณะที่เสียงของมันเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย



              “ เฮ่อะ จริงหรือที่เจ้าตระกูลเจี่ย จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดของหอคอยอสูรฟ้า? ข้าจะให้เจ้าได้สัมผัสกับรูปแบบที่เจ้าไม่รู้จัก.” กู่ โบ๋เปลี่ยนสีหน้าในทันใด และซัดฝ่ามือของมันเต็มไปด้วยตราประทับที่พิเศษ คลื่นแปลกๆส่งออกมาเป็นระลอก มันอยู่ใจกลางและรวมเข้ากับหอคอยอสูรฟ้า




*คลื่นนนน*เสียงดังก้อง ในทันที่ทีเสียงดังออกมาจากชั้นสามของหอคอยอสูรฟ้า พื้นยังสั่นไหว แรงสั่นสะเทือนเคลื่อนไปทั่วในที่สุดก็ระเบิดออก



           “ ขัดขวางไว้!!!”  เมื่อ เจี่ย ปู๋ฟ้านเห็นว่ามีบางอย่างแปลกๆ ขณะที่กล่าวเขาก็เตรียมที่จะโจมตี



            “ ฮ้าา...!”



แต่มันช้าไปแล้ว. กู่โบ๋ จู่ๆก็ได้ยกมือทั้งสองข้างของเขา พลังที่แข็งแกร่งก็พลันปรากฏขึ้น ห้อมล้อมไปทั่วชั้นที่สาม ใบหน้าของคนตระกูลเจี่ยที่แสนจะยินดี ก็เปลี่ยนแปลงในทันใดจากหน้ามือเป็นหลังเท้า!! ตอนนี้สีหน้าของพวกเขาไม่ต่าง สาวกของนิกายโลกวิญญาณ ในทันใดพวกนั้นทั้งหมดก็ร่วงลงกับพื้นอย่างแรง



แม้ เจี่ย ปู๋ฟ้าน ก็รู้สึกถึง แรงกดดันมหาศาลที่เปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน เขาจึงรีบนั่งไขว้ขาลงไปยังพื้น และร่ายมือเต็มไปด้วย ตราประทับพิเศษ หลังจากนั้นเขาจ้องไปทาง กู่ โบ๋ เขาก็ตะโกนขึ้น “ เจ้าสารเลว! แกกำลังทำอะไร?!”



เมื่อเห็นว่าตระกูลเจี่ย ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อไปแล้ว กู่ โบ๋ ก็รีบนั่งขัดสมาธิเช่นกัน และได้ ร่ายมือที่มีตราประทับพิเศษ เพื่อต่อต้านแรงดันพลังวิญญาณ จากนั้นก็พูดบางอย่างขึ้น



              “ ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีของวิเศษบางอย่างในร่างกาย เพื่อช่วยให้พวกเจ้าไม่ต้องถูกแรงกดดัน หลังจากที่เจ้าเปิดใช้ มันก็เริ่มก่อตัวและต้านทานแรงดันวิญญาณในชั้นที่ 3.”



              “ เสียดาย ที่พวกเจ้าไม่รู้ว่าหลายปีก่อน พวกข้าได้สำรวจแล้วค้นพบการก่อตัวของแรงดันวิญญาณภายในหอคอยอสูรฟ้า "



              “ มันเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งที่สามารถครอบครองได้ ซึ่งทำให้การก่อตัวของแรงดันวิญญาณเรื่มแสดงผล เว้นเสียแต่ว่าพลังของคนๆนั้นจะมีพลังมากพอที่จะต้านทนแรงกดดันจากพลังของการก่อตัวนี้ เดิมทีข้าไม่ต้องการเปิดใช้งานรูปแบบนี้ เพราะมันไม่มีประโยชน์ต่อฝ่ายไหน”



               “ ข้าไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเจ้าจะเป็นคนที่น่ารังเกียจได้ถึงขนาดนี้ แต่เพื่อลดพลังของพวกเจ้า ข้าจำเป็นต้องเปิดใช้มัน ถึงแม้ไม่มีทางเลือกอื่นก็ตามยังไงพวกเราก็ต้องติดอยู่ที่ชั้น 3 ด้วย ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะเจ้าบังคับข้า " กู่โบ๋ กล่าวอย่างสะใจ



                “ ดูเหมือนว่าข้าจะประมาทเจ้าเกินไปซะนะ ยังไงก็ช่าง อย่างมากพวกเราก็ติดอยู่ที่นี่ โดยที่ไม่มีใคร ไปได้เกินชั้นที่ 3 ” เจี่ยปู๋ฟ้าน กล่าวออกมา



               “ เจ้าเป็นใคร ถึงมีสิทธิ์กำหนดว่าผู้ใด สมควร ไม่สมควร การไปเกินชั้นที่ 3  ? " ในเวลานั้นชูเฟิงก็กล่าวเสียงออกมาอย่างไม่แยแสใดๆ



               “ นั้นใคร? ” ขณะที่พวกเขากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่าฉับพลันอยู่นั้น เหล่าอัจฉริยะหน้าไหนๆก็ต่างพากันตกตะลึง



พวกเขาเพ่งสายตาไปยังประตูทางเข้า และพบว่ามีเด็กหนุ่มค่อยๆเดินเข้ามาทางพวกเขา ชายผู้นั้นเดินออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายๆ โดยปกติหากถูกแรงดันวิญญาณธรรมดาเข้าไปก็แทบแย่ แต่นี้กู่ โบ๋ ปลดปล่อยการก่อตัวแรงดันวิญญาณที่อยู่ในชั้น 3 ทั้งหมดออกมาแล้วเขาทนไหวได้ยังไง!!!!!




/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


By.Lionel

อีกนิดเดียวก็จะได้ช่วย ต้าน ต้าน ได้แล้ว . . . . . . . .

แล้ว ชูเฟิง จะได้สมบัติอะไรติดมือมาบ้างเรามารอดูกันนนนนน