วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 193 - เผชิญหน้า เจี่ย ปู๋ฟ้าน



แสงสีแดงที่เพิ่มขึ้นและอ้อยอิ่งอยู่บนหอคอยอสูรฟ้า แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีไฟสีฟ้าจางๆ อยู่ที่ชั้นแรกชั้นสองและชั้นสามมันเปรียบได้ดั่งตัวแทนของจำนวนผู้เข้าร่วมในการทดสอบ



อย่างไรก็ตามตั้งแต่การทดสอบได้เริ่มต้นขึ้นจนมาถึงในขณะนี้ในชั้นที่ 4 ก็ยังไม่มีแสงไฟสีฟ้าปรากฏขึ้น จึงหมายความว่ายังไม่มีใครที่สามารถก้าวไปถึงชั้น 4 ได้ ณ พื้นที่ด้านนอกหอคอยฯมีผู้อาวุโสจากนิกายโลกวิญญาณและผู้อาวุโสจากตะกลูเจี่ยเริ่มที่จะขมวดคิ้วแน่น



              " นี่! อาจมีสิ่งใดเกิดขึ้นในหอคอยได้หรือไม่?"



ผู้คนของทั้งสองฝ่ายเริ่มที่จะขาดเดาสถานการณ์กันไปต่างๆนาๆ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ จึงได้แต่จ้องตากันและมองด้วยความรู้สึกที่ขมขื่นและความเกลียดชั่งที่ลึกซึ่งถึงกระดูกดำและถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกลับกลุ่มหนุ่มสาวของพวกเขา พวกเขาจะไม่ให้อภัยมันอย่างแน่นอน



            "เฮ่ ดูมีคนได้ก้าวขึ้นไปที่ชั้นที่ 4 ." ทันใดนั้นได้มีคนตะโกนเสียงดังออกมา



แม้ว่าจะมีเสียงตะโกนดังออกมาแต่พวกเขาทุกคนก็ยังไม่ได้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆมากจนเกินไปแต่พวกเขาได้อย่างรวดเร็วได้กวาดสายตาและจับจ้องไปยังชั้นที่ 4 หลังจากที่ได้เห็นว่าแสงไฟสีฟ้าปรากฏผู้อาวุโสจากสองอำนาจก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ได้แต่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย



แรงดันวิญญาณในหอคอยอสูรฟ้านั้น เป็นที่รุนแรงอย่างมากพวกเขานั้นคิดว่าเหล่าเด็กๆของพวกเขาจะไม่สามารถที่จะก้าวเข้าไปสู่ชั้นที่ 4 ได้และแน่นอนว่ามันจะทำให้พวกเขากลายเป็นตัวตลกแต่ตอนนี้ได้มีคนเก้าเข้าไปสู่ชั้นที่ 4 แล้วมันจึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะโล่งใจ



แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นใคร เพราะเท่าที่เห็นนั้นมีเพียงคนเดียวที่ได้ก้าวเข้าไปสู่ชั้นที่ 4 มันจะเป็น โก่โบ๋ จากนิกายโลกวิญญาณหรือ เจี่ย ปู๋ฝ่าน จากตะกลูเจี่ยกันแน่ นี่จึงเป็นคำถามที่ใหญ่ที่สุดในใจของพวกเขาในตอนนี้



            "เฮ่ ดูยังมีคนอื่นขึ้นไปอีก! " ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนเสียงดังออกมาอีกครั้ง



แท้จริงในตอนนี้ได้มีแสงไฟสีฟ้าปรากฏขึ้นในชั้นที่ 4 แทบจะในทันทีไม่ว่าจะเป็นคนของตะกลูเจี่ย หรือ คนของนิกายโลกวิญญาณพวกเขาทั้งหมดได้ชื่นชมและยินดีในขณะนี้ แม้แต่ใบหน้าของทั้ง 6 ผู้อาวุโสก็ยังแสดงออกถึงความสุขเล็กน้อย



ภายในการสอบมีเพียงแค่คนสองคนเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นไปบนชั้นที่ 4 ได้ หนึ่งคือ โก่โบ๋ และ เจี่ย ปู๋ฝ่าน ในขณะมีแสงไฟสีฟ้าปรากฏพวกเขาตามธรรมชาติต้องคิดว่าเป็นสองคนนี้



นี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้ามันเป็นคนรุ่นใหม่จากนิกายโลกวิญญาณหรือคนรุ่นใหม่จากตะกลู เจี่ย ทั้งสองได้ก้าวเข้าสู่ชั้นที่ 4 อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาไม่เสียหน้าใด ๆ และพวกเขาก็ไม่ด้อยกว่าคนอื่น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทั้งสองด้านได้อย่างสบายใจ



            " โอ้วสวรรค์! ยังมีอีกคนหนึ่งที่ขึ้นไป! " แต่เพียงในเวลานั้นมีคนตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจ



อันที่จริงในชั้นที่ 4 ยังมีแสงไฟสีฟ้าปรากฏขึ้นอีกหนึ่ง ในทันที่ทุกคนของตะกลู เจี่ย และ นิกายโลกวิญญาณถึงกลับตาสว่างขึ้นมาทันที



             "ยังมีอีกคนที่ขึ้นไป? เขาเป็นใครกัน?"



ไม่ว่าจะเป็นสามผู้อาวุโสจากตะกลู เจี่ย หรือ สามผู้อาวุโสจากนิกายโลกวิญญาณได้พยายามเริ่มที่จะเดาว่าบุคคลที่ 3 นั้นคือใคร เพราะในความคิดของพวกเขามีเพียงแค่ โก่โบ๋ และ เจี่ย ปู๋ฝ่าน เท่านั้นที่สามารถก้าวเข้าสู่ชั้นที่ 4 ได้ในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ในปีนี้ อย่างแท้จริงพวกเขาไม่สามารถที่จะคิดได้ว่าบุคคลที่ 3 นั้นคือผู้ใด



            "ไอ่เด็กเหลือขอนี่เจ้ากล้าที่จะขึ้นมาจริงๆรึเนี่ย."



ในเวลาเดียวกันในชั้นที่ 4 ในหอคอยอสูรฟ้า เจี่ย ปู๋ฝ่าน กำลังเผชิญหน้ากลับ ชูเฟิง และ โก่ โบ๋ ในทันทีมันราวกับว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่สมบูรณ์แบบพร้อมกลิ่นอายของเขาที่ปล่อยออกมานั้นชั่งเป็นกลิ่นอายที่แตกต่างจากตอนที่อยู่ในชั้นที่ 3



กลิ่นอายระดับ 7 แดนกำเนิดวิญญาณได้ถูกแสดงออกมา พลังแหล่งกำเนิดวิญญาณได้เอ้อระเหยออกมาจากรอบๆ ตัวของเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่อากาศยังถูกบดจนเกิดเสียงอู้อี้



                “ข้าคิดว่ามันคงเป็นสถานการณ์ที่เจ้าไม่ได้คาดคิดเอาไว้สินะ มันไม่ใช่ว่าข้าขึ้นมาแล้วเจ้าต้องหนีรึใง อะไร? รึว่าตอนนี้เจ้าไม่ได้คิดที่จะหลบหนี? หรือ ว่าเจ้าไม่มีปัญญาที่จะก้าวขึ้นไปที่ชั้น 5 ได้ใช่ไหม? ” ชูเฟิงกล่าวและยิ้มอย่างเย้ยหยัน



              " ไอ้สารเลว หุบปากเน่าๆของเจ้าซะ."



              “ โก่โบ๋ นี่เป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างข้ากลับไอ่เจ้าเด็กเหลือขอนี่ เจ้าอย่าได้เข้ามายุ่ง ? ” เจี่ย ปู๋ฝ่าน ยังไม่ได้เลือกที่จะโจมตีชูเฟิงโดยตรง แต่ได้จับตามองไปที่ โก่โบ๋ แม้ว่าพลังวิญญาณของเขาจะไม่ถูกจำกัด แต่หลังจากที่มาชั้นสี่ โก่โบ๋ก็เช่นเดียวกัน




             “ เจี่ย ปู๋ฝ่าน น้องชูเฟิงนั้นเป็นสหายกลับนิกายโลกวิญญาณของข้า ถ้าเจ้าต้องการที่จะจัดการเขา ก็เท่ากลับว่าเจ้าต้องการที่จะจัดการข้าด้วยเช่นกัน "



              “ นี่ไม่ได้เป็นเพียงความแค้นส่วนตัว แต่มันเป็นความแค้นระหว่างนิกายโลกวิญญาณของข้ากับตะกลูเจี่ยของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าจะงอมืองอเท้าและยืนดูอยู่เฉยๆรึใง” โก่โบ๋ กล่าวและยิ้มเบาๆ



              “ เจ้า.....” เจี่ย ปู๋ฝ่านโกรธเป็นอย่างมาก เพราะเขายังคงมีความเชื่อมั่นบางอย่างว่าเขาจะต้องจัดการกลับชูเฟิงให้ได้ แต่ถ้าเกิด โก่โบ๋นั้นยื่นมือเข้ามายุ่งด้วยแล้วล่ะก็ เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน



              “ พี่ชายโก่โบ๋ ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยข้า เพราะข้าอยากจะเห็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็น อัจฉริยะของตะกลูเจี่ยนั้นจะมีความสามารถมากสักแค่ไหนกัน.”



ชูเฟิงได้โบกมือเพื่อส่งสัญญาณให้ โก่โบ๋ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วย หลังจากนั้นเขาก็กำฝ่ามือของเขาและปรากฏหอกสีทองออกมาอยู่ในมือของเขา เขาก็กระโดดเข้าไปประจันหน้ากลับ เจี่ย ปู๋ฝ่านโดยตรง



              “ เหอะ!! กล้าดีนิ” เห็นว่าชูเฟิงได้กระโดดเข้ามาโจมตีเขาโดยตรง เจี่ย ปู๋ฝ่านจึงไม่ได้หลีกเหลี่ยงหรือหลบมัน เพียงแค่พริบตาแสงจากถุงจักรวาลที่อยู่ตรงเอวของเขาก็ได้มีดาบยาวสีฟ้าปรากฏอยู่ในมือของเขา



มันเป็นดาบที่สวยงามราวกับ ว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำแข็งคริสตัลยังไงยังงั้น มันมีความกระจ่างใสเป็นประกายและโปล่งแสง แต่มันก็ได้ปล่อยความรู้สึกออกมาว่ามันไม่สามารถที่จะทำให้หักได้ง่ายๆ และยังได้มีไอลมละเหยออกมารอบๆตัวของดาบ มันให้ความรู้สึกที่เย็นเจาะกระดูก มันเป็นอาวุธพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นโดย แร่หยกเย็น, ดาบที่ถูกสร้างจากแร่หยกเย็น จะมีอนุภาพร้ายกว่า ดาบที่ถูกสร้างจากแร่ทองคำดำซะอีก



"หวืบหวืบ"



ดาบนี้ถือได้ว่าเป็นสมบัติและเทคนิคเพลงดาบของ เจี่ย ปู๋ฝ่านก็ถือได้ว่าน่าประทับใจเช่นกัน เขาได้ใช้ทักษะการต่อสู้ ระดับ 5 ทำให้ทิศทางคมดาบนั้นหายไป แต่กลับปรากฏทิศทางของคมดาบแบบสุ่ม เมื่อดาบเยือกแข็งอยู่ในมือของเขานั้นเป็นจริงที่แข็งแกร่งและได้สำแดงพลังที่แท้จริงของมันออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดขณะโจมตีไปที่ชูเฟิง



"หวืบ หวืบ"



อย่างไรก็ตาม ชู เฟิง ก็ไม่ได้รับการโจมตีนั้นตรงๆ ก่อนไอเย็นจะมาถึงตัว เขาก็ใช้หอกปัดการโจมตีออกไปอย่างรวดเร็วจนมีรูปร่างเป็นมังกรทอง การโจมตีที่รุนแรงเกิดเป็นเกลียวคลื่นพายุหมุน ยิ่งกว่าพลังโจมตีของ เจี่ย ปู๋ฟ้าน



"เช๊ง เช๊ง เช๊ง เช๊ง"



ทั้งสองคนต่อสู้กันโดยที่ไม่ป้องกันใดๆ สิ่งที่พวกเขาใช้คือการโจมตีที่รุ่นแรงที่สุดและภายใต้สถานการณ์นี้ชูเฟิงนั้นค่อนข้างที่จะได้เปรียบ เพราะส่วนใหญ่ เจี่ย ปู๋ฝ่านได้โดนหอกสีทองของชูเฟิงแทงเข้าเป็นจำนวนหลายครั้ง



แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงไร้ประโยชน์เพราะ เจี่ย ปู๋ฝ่านนั้นมีรูปแบบจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งคอยปกป้องรางกายของเขาและรูปแบบจิตวิญญาณชนิดนี้ได้ถูกสร้างขึ้นจากสมบัติมันจึงเป็นสาเหตุที่การโจมตีของชูเฟิงนั้นไม่สามารถทำอันตรายต่อเขาได้



ดูจากภาพรวม เจี่ย ปู๋ฟ้าน ถือไพ่เหนือกว่าเขา เพราะเขาไม่ต้องกลัวการโจมตีของ ชูเฟิง อีกทั้งเขายังสามารถโจมตีชูเฟิงกับได้ ตราบใดที่ชูเฟิงหาทางโจมตีให้เขาได้รับบาดเจ็บไม่ได้ ชูเฟิง ก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ถ้าหากเขาโจมตีโดนชูเฟิง ชูเฟิงก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้



            “ไอ่เด็กเหลือขอสารเลวเจ้ากล้าที่จะทำลายกฎของการทดสอบในครั้งนี้และยังบังคับให้ ตะกลู เจี่ย ของฉันออกไป แม้ว่าเจ้าจะออกจากหอคอยนี้เจ้าจะต้องได้เจอกลับปัญหาในการหลบหนีจากความตายเพราะฉะนั้น ข้า เจี่ย ปู๋ฝ่านจะส่งเจ้าไปสู่ความตายให้เองในตอนนี้”



การโจมตีของ เจี่ย ปู๋ฝ่านเริ่มที่จะรุนแรงมากขึ้นและดาบเยือกแข็งในมือของเขาก็เป็นอุปสรรคมากขึ้นนอกจากนี้เขายังใช้ร่างกายทักษะการต่อสู้ลึกลับดังนั้นเขาจึงไม่ได้ด่อยกว่าชูเฟิงในเรื่องของความเร็ว หลังจากที่เขาเสียเปรียบก่อนหน้านี้  ตอนนี้กับยิ่งหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก . . . . . . .




//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




ผู้แปล โดย#นายกระทิข้น


บางวันก็ท้อ. . . . . . . . . . 


บางวันก็ส้ม  บางวันก็แอปเปิ้ล 


บางวันก็ . . . . . . . . .