วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 206 - ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณชุดเทา



เมื่อได้ยินเสียงดังที่มีทั้ง เสียงระฆังและเสียงของกลอง ดังมาเป็นระยะๆ มันเป็นเสียงแห่งความสุข ในขณะนั้น มีกลุ่มคนปรากฏออกมาอย่างสง่างาม บางคนตีระฆัง บางคนตีกลอง บางคนตีฆ้อง บางคนถือป้าย และบนป้ายนั้นมีคำเขียนไว้ด้วยกัน 2 คำ คือ “คุ้มกันเจ้าสาว”


  เสื้อผ้าของพวกเขาล้วนแต่ แสดงออกถึงความครึกครื้น สนุกสนาน หากมองอย่างผิวเผิน พวกเขาคือกลุ่มคุ้มกันเจ้าสาว ตามป้ายของพวกเขา แต่ทั่วทั้งบริเวณนั้นผู้คนต่างสับสนเป็นอย่างมากว่า ใครเป็นคนส่งกลุ่มคนเหล่านี้มาในงานแต่งงานนี่


ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาทุกคนล้วนสวมหน้ากากที่มีลักษะเหมือนกัน อีกทั้งคนกลุ่มนี้ปรากฏออกมาได้อย่างไร้ร่องรอย


        “หยุด !! พวกเจ้าเป็นใคร !?” ทหารที่วิ่งออกมาจากตำหนัก เข้ามาสกัดพวกเขาไว้และเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง


        “ตามคำสั่งของนายท่านชุดเทา เรามาที่นี่เพื่อคุ้มกันลูกสาวของท่านเจ้าเมืองท่านหญิง ซูเหม่ย” คนที่อยู่ด้านหน้าเค้นเสียงจากในลำคอและกล่าวตอบ


       “อะไรนะ !! มาคุ้มกันท่านหญิงซูเหม่ย ?? แต่ท่านหญิงกำลังจะแต่งงานกับ ซางก้วน หยา เหตุใดจึงต้องมาคุ้มกัน”


       “ยิ่งกว่านั้น ใครคือนายท่านชุดเทา !? อีกอย่าง วันนี้ตระกูลซางก้วน มารับภรรยาในอนาคตของ ซางก้วน หยา พวกเจ้าทำเช่นนี้เหมือนกับการดูหมิ่นตระกูลซางก้วนนะ”


เสียงพูดคุยออกมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมื่อได้ยินคำกล่าวของคนๆ นั้น พวกเขาตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่อยู่ในตำหนัก ต่างก็พากันสับสน ในตอนนี้ภายในหัวของพวกว่างเปล่า ราวกับมีหมอกหนาทึบภายในหัว และพวกเขาต่างสงสัยว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนของตระกูลซู หรือคนของตระกูลซางก้วน


       “แม่งเอ๊ย !! พวกเจ้ากล้ามาก่อความวุ่นวายให้กับตระกูลซางก้วนอย่างนั้นรึ พวกเจ้าต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่พวกเจ้าทำ ไปจับพวกมัน !!”


ซางก้วน เทียน รู้สึกโกรธมาก ก่อนที่ทหารประจำตำหนักจะได้ทำอะไร เขาก็สั่งลูกน้องของเขา ให้ไปทางคนกลุ่มนั้น อย่างไรก็ตามเขาเพียงสั่งให้จับตัวพวกเขา แต่ไม่ได้สั่งให้ฆ่าผู้ใด


เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงไม่สั่งฆ่ากลุ่มคนเหล่านั้น เนื่องจากวันนี้เป็นวันมงคล การนองเลือดในวันนี้จะถือเป็นลางร้าย


*****โอ้ววววววว !!*****


อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สมาชิกของตระกูลซางก้วนจะเข้ามาถึงกลุ่มของพวกเขา คนที่อยู่ด้านหน้าของขบวนเพียงโบกมือของเขา พลันปรากฏคลื่นพลังส่งลงมาจากท้องฟ้า มันอัดแน่นคล้ายกับใบมีดที่มองไม่เห็น จากนั้นพวกมันทะยานไปสังหารสมาชิกของตระกูลซางก้วนไปสิบกว่าคน


วิธีการฆ่านั้นแสนโหดเหี้ยม ไม่เพียงแต่พวกเขาตกตายลง แต่ทุกศพยังถูกสะบั้นข้อมือและข้อเท้าออก มันเป็นการฆ่าที่ทารุณ เลือดสดๆสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ


         “นะ นะ นี่…….!!”


ฉากที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ผู้พบเห็นตกตะลึงและหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา และบางคนเริ่มวิ่งหนี เหงื่อเย็นเยียบพลันปรากฏที่หน้าผากของพวกเขา


ตอนนี้นั้นทุกคนต่างคาดคิดว่า ในกลุ่มคนข้างหน้านี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญระดับ 3 ขั้นแก่นวิญญาณอยู่ด้วยอย่างแน่นอน


นอกจากนี้ ด้วยวิธีการฆ่าอย่างไม่ปราณีและโหดเหี้ยม ทุกคนจึงคิดได้ว่าคนกลุ่มนี้นั้น ไม่ได้มาด้วยเจตนาดีแต่อย่างใด


“ใครที่กล้าขัดขวางธุระของนายท่านเสื้อคลุมสีเทา จะต้องถูกสังหารโดยไม่มีการอธิบายใดๆ !!” ชายที่ลงมือกล่าวออกมา


ในเวลาเดียวกันนั้น คนที่อยู่ด้านหลังเขาต่างปลดปล่อยพลังออร่าที่แข็งแกร่งออกมา ในกลุ่มพวกเขามีผู้เชี่ยวชาญขั้นแก่นวิญญาณสามคน และอีกหลายร้อยคนนั้นอยู่ในขั้นกำเนิดวิญญาณระดับสูงสุด


“สวรรค์ !! พวกเขามาจากที่ใด !? พวกเขาช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก !!”


พลังออร่าที่ถูกแผ่ออกมานั้น แข็งแกร่งราวกับพายุที่มองไม่เห็น ในตอนนี้คนที่อยู่ภายในอาณาเขตของเจ้าเมืองต่างรู้สึกกดดัน สมาชิกจากตำหนักเจ้าเมืองล้วนมีใบหน้าที่ยากจะบรรยาย


เนื่องจากกลุามคนตรงหน้านี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ความแข็งแกร่งของพวกเขาเทียบเท่ากับสมาชิกหลักของนิกายอันดับสอง ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะทำเช่นนี้กับตระกูลซางก้วน



        “ฆ่า !! ไม่ต้องเสียเวลาเสวนาอีก มาดูกันซิว่าคนของเจ้าชุดคลุมสีเทานี่จะมีความสามารถเพียงใดกัน”


ทันใดนั้น มีเสียงดังขึ้นมาพร้อมทั้งมีลมพัดมาอย่างรุนแรง พลันปรากฏชายชราขึ้นเบื้องหน้าของ ซางก้วน เทียน และ ซางก้วน หยา


       “นั่นมัน ซางก้วน หยู ตามข่าลือเขามีพลังระดับ 6 ขั้นแก่นสวรรค์ เขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองวิหคสีเพลิงแห่งนี้ !! ข้าสงสัยจริงๆ ว่าข่าวนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ !?”


หลังจากการปรากฏตัวของชายชรานั้น ได้มีเสียงกล่าวออกมาจากกลุ่มคนที้ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือดังขึ้น ขณะนั้น ทั้ง ซางก้วน เทียน และ ซางก้วน หยา รีบลงมาจากหลังมา จากนั้นพวกเขาจึงคาราวะด้วยความเคารพอย่างสูง พร้อมทั้งกล่าวว่า “ท่านปู่ !!”


        “พวกเจ้าทั้งสองคนถอยไปก่อน ข้าเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะจัดการกับคนกลุ่มนี้ !!” ขณะนั้น ซางก้วน หยู โบกมือเบาพลันปรากฏคมดาบพุ่งทะยานออกไป แรงกดดันมหาศาลแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างมาก


โดยไม่มีลมใดๆ เสื้อคลุมของเขาโบกสะบัดพริ้วไหว แรงกดดันมหาศาลถูกแผ่กระจายออกมา มันราวกับคลื่นยักษ์สูงเทียบท้องฟ้า กำลังถาโถมเข้าใส่สวนกุหลาบเล็กๆ แรงกดดันนี้ทำให้ผู้คนด้านหลังต่างกระเด็นลอยไป


       “ สวรรค์ !! นี่มันพลังระดับ 6 ขั้นแก่นวิญญาณ เขาสามารถเข้าถึง ระดับ 6 ขั้นแก่นวิญญาณได้จริงๆ !!”


แรงกดดันนี้ทำให้ใบหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่อยู่กับตระกูลของท่านเจ้าเมือง ใบหน้าของพวกเขานั้นเปลี่ยนแปลงไปจนน่าเกลียด ยากที่จะอธิบาย นี่หมายความว่า การบ่มเพาะพลังของ ซางก้วน หยู นั้นสูงล้ำกว่าท่านเจ้าเมือง ซูเฮิน ตำแหน่งเจ้าเมืองอาจจะหลุดไปได้เพราะตระกูลซางก้วน


ในความเป็นจริงนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลนี้ หัวหน้าของกลุ่มคนที่เข้ามาขัดขวางงานแต่ง รู้สึกหวาดวิตกขึ้นมา เขาไม่คิดเลยว่า ซางก้วน หยู นั้น จะสามารถเข้าถึงระดับ 6 ขั้นแก่นวิญญาณได้


ขั้นแก่นวิญญาณในแต่ละระดับนั้น เปรียบเหมือนกับเหวลึก พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ พลังขนาดนี้มันเหมือนกับคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกวาดล้างทุกอย่าง ไม่มีที่ให้หลบ หรือหนี มีแต่ความตายรอพวกเขาอยู่


ในตอนนั้นทุกคนภายในกลุ่มล้วนรู้สึกถึงความผิดพลาด และเสียใจ แม้ว่าพวกเขาจะได้รับประโยชน์มากมายหากพวกเขาทำสำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังไม่อยากตาย


       “หืม….นี่มันกลุ่มของเด็กน้อยอย่างนั้นรึ”


เมื่อมองไปที่กบุ่มด้านหน้าของเขา ซางก้วน หยู ตีไปที่หน้าอกของเขาพร้อมกับระบายลมหายใจออกอย่างเย็นชา เมื่อเขามองไปที่พื้นที่ด้านหน้านั้น เขารู้พึงำพอใจมาก เขาไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มาเพื่ออะไร และต้องการสิ่งใด แต่พวกนั้นก็ทำให้เขารู้สึกมีความสุข ที่ได้แสดงความแข็งแกร่งออกมาให้ได้ประจักษ์


เขารู้ว่าวันนี้ประชาชนจะไม่เกรงกลัวตระกูลซูอีกต่อไป แต่คนที่ทุกคนจะต้องยำเกรงคือตัวเขา ซางก้วน หยู และสิทธิ์ที่จะได้ปกครองเมืองวิหคเพลิงต้องตกเป็นของตระกูลซางก้วน


       “ทักษะกระจอกๆ !!”


อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าคนกลุ่มนี้ต้องตายภายใต้พายุดาบแน่นอน กลับมีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมา


ในขณะเดียวกันที่เสียงนั้นดังขึ้น ได้มีกลุ่มควันสีเทาปรากฏที่ด้านหน้าของกลุ่มคน กลุ่มควันค่อยๆ รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับกระจกใส



///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




ผู้แปล โดยคุณ#Abhisit Siriroop



สนุกกันล่ะสิ . . . . . . .



ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทีมแปลของพวกเรา