วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 215 - ตายทั้งเป็น!!!



        "นั้นมันนกอินทรีหัวขาว!"



ขณะที่พวกเขามองไปที่นกอินทรีหัวขาวขนาดใหญ่ที่อยู่บนท้องฟ้าแล้วบนหลังนกก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งคนแต่มีถึงสองคน พวกเขาจึงสงสัยว่าจะเป็นผู้ใดกันถึงได้นำนกอินทรีหัวขาวมาที่นี่? เพราะธรรมชาติพวกเขาทั้งหมดรู้ว่านกอินทรีหัวขาวนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามาก



แม้แต่เมืองวิหคเพลิงยังไม่มีนกอินทรีหัวขาวเลยแม้แต่ตัวเดียว ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้ใดกันที่นั่งอยู่บนหลังของนกอินทรีหัวขาว? หรือจะเป็นไปได้ว่าพวกเขาคือคนที่กวาดล้างเมืองทอง-ม่วง? เมื่อพวกเขามีความคิดเช่นนั้นมันจึงทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกที่จะหวาดกลัวแล้วตื่นตระหนก



แต่หลังจากที่นกอินทรีหัวขาวร่อนลงสู่พื้นดินไม่เพียง แต่ความไม่สบายใจของพวกเขาหายไปพวกเขากับเปรมปรีดิ์แทนเพราะคนสองคนที่นั่งอยู่บนนกอินทรีหัวขาวนั้นไม่ใช่ศัตรู แต่มันเป็นองค์หญิงลำดับที่ 2 ของเมืองวิหคเพลิง ซูรู่ และ อัจฉริยะหนุ่มที่สั่นสะท้านไปทั่วเมืองวิหคเพลิงชูเฟิง



         "มันเป็นองค์หญิงลำดับสอง! นี้เป็นสิ่งที่ดีองค์หญิงลำดับสองยู่ที่นี่ ตอนนี้เราก็มีคนหนุนหลังแล้ว. "



หลังจากที่ได้เห็น ซูรู่ เหล่าเจ้าเมืองทั้งหลายต่างได้รีบกันไปเพื่อต้อนรับเธอ เพราะพลังวิญญาณของพวกเขานั้นอยู่แค่ที่จุดสูงสุดของแดนกำเนิดวิญญาณเท่านั้น ถ้าเกิดมีคนที่ทำลายเมืองปรากฏตัวขึ้นมาในตอนนี้อย่างแน่นอนว่าพวกไม่มีความสามารถที่จะสู้กับพวกมันได้



อย่างไรก็ตาม ซูรู่ นั้นเป็นผู้อาวุโสของสำนักมังกรฟ้าและเธอก็ยังเป็นคนที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงในแดนแก่นแท้วิญญาณดังนั้นการปรากฏตัวของซูรู่ จึงเป็นธรรมชาติที่จะทำให้พวกเขามีความปลอดภัยมากขึ้น



         “ชูเฟิงเจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้นะ” ในขณะที่พวกเขายินดีต่อการปรากฏตัวของซูรู่ แต่พวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะปลอบใจชูเฟิง เพราะ พวกเขากลัวเป็นอย่างมากว่าชายหนุ่มผู้นี้จะไม่สามารถที่จะทนเห็นกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้



ชูเฟิงพยักหน้าพร้อมแสดงรอยยิ้มอย่างฝืนๆและผลักดันฝูงชนออกและเดินออกไปมุ่งหน้าสู่ในใจกลางเมืองทอง-ม่วง



เมื่อเดินมาถึงเขาได้เห็นคำใหญ่ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดอยู่ในอากาศ มันจึงทำให้เขารู้ว่าภัยพิบัตินี้ได้ถูกนำมาโดยเขา



เขาจึงเดินเข้าไปในใจกลางเมืองและได้เห็นคนถูกแขวนคออยู่บนคลานสูง มีทั้งคนเฒ่าคนแก่ยันไปจนถึงเด็กเล็กๆที่พึ่งหัดดูดนมแม่ และทุกคนยังเป็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคยทั้งนั้นมันเลยทำให้หัวใจของชูเฟิงนั้นแตกสลาย รู้สึกเหมือนถูกมีดกวนอยู่ในท้องของเขา เพราะการที่พวกคนเหล่านั้นต้องตายล้วนเป็นเพราะเขา



ทันใดนั้นร่างกายของชูเฟิงได้สั่นอย่างรุนแรงหัวใจของเขานั้นรู้สึกเหมือนโดนมีดนับร้อยนับพันแทงทะลุผ่านร่างกาย น้ำตาของเขาได้เริ่มหลั่งไหลออกมาอย่างบ้าคลั่ง



เพราะเขาได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย มันเป็นคนที่คอยดูแลและเอาใจใส่เขามาตลอด 15 ปีมันเป็นพ่อบุญธรรมของเขา ชูหยวนและถัดออกไปก็เป็นอดีดผู้นำตระกูล ชูหยวนป้า และเช่นเดียวกับพ่อของชูเยว่ ชูเร้นยี่



ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำดีต่อเขาหรือเป็นคนที่ทำร้ายเขาก็ตามในอดีตที่ผ่านมาแต่ ณ ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดล้วนตายสิ้น ผู้คนเหล่านี้ต่างตายเพราะเขา



         "ข้าขอโทษ ... ข้าขอโทษ ... ข้าฆ่าพวกท่านทั้งหมด ... พวกท่านทั้งหมดต่างตายเพราะข้า ... ข้าขอโทษ!!!!"



ทันใดนั้นชูเฟิงได้คุกเข่าบนพื้นดินและพูดขอโทษอย่างฉกาจฉกรรจ์พร้อมกระแทกหัวของเขาลงไปที่พื้น พลังที่แข็งแกร่งของเขาได้ทำให้กินที่อยู่ด้านล่างนั้นยุบตัวและกลายเป็นหลุมลึก ในขณะนั้นหินที่ถูกกระแทกก็ได้มีเศษหินกระเดนออกมาพร้อมกับน้ำตาของเขา



          “ชูเฟิงอย่าทำร้ายตัวเองเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาแล้วเจ้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้โดยการกระทำเช่นนี้” พอเห็นเช่นนั้น ซูรู่ได้รีบออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะดึงชูเฟิงออกมา แต่เธอก็ไม่มีความสามารถที่ดึงชูเฟิงออกมาได้



ต่อมาเมื่อเธอก็ไม่ได้ขัดขวางเขาอีกต่อไป เมื่อเธอรู้ว่าชูเฟิงนั้นจะต้องเจ็บปวดเท่าใดที่ได้รับรู้ความจริงว่าตระกูลของเขาเองได้ถูกฆ่าตายทั้งหมดก็เพราะเขา แค่ความรู้สึกตรงนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้คนรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ไม่สามารถที่จะตำหนิใครได้นอกจากตัวเองด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับมันก็มากเกินพอที่จะทำให้เขารู้สึกต้องการที่จะตาย



วันเวลาได้ผ่านล่วงเลยไป 3 วันชูเฟิงยังคงที่จะคุกเข่าอยู่อย่างนั้นไม่ขยับไปไหน ในวันที่สี่กองทัพจากเมืองวิหคเพลิงได้มาถึง ซูเฮิน และ ซูเหม่ย ได้รีบเข้ามาอย่างรวดเร็ว



และเมื่อได้เห็นภาพเหล่านั้นและชูเฟิงที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นมันทำให้หัวใจของพวกเขาทุกคนรู้สึกปวดร้าวและไม่ทราบว่าจะเข้าไปปลอบชูเฟิงด้วยวิธีใด ในช่วงเทียงของวันที่สี่คนหนุ่มสาวของตระกูลชูที่ได้รับการปลูกฝังพลังวิญญาณที่สำนักมังกรฟ้า ก็ได้มาถึง



"พ่อ ~~~~~"



"แม่ ~~~~~"



"อ้าา ~~~~~" (***ออกแนวกรี๊ดและร้องโหยหวน***)



เมื่อ ชูเว้ย ชูเฉิง ชูเซิน ชูเยว่ ชูซุย และคนอื่น ๆ เข้ามาใน เมืองทอง-ม่วง และเห็นหัวพ่อแม่ของตัวเองถูกแขวนอยู่บนคลานมันจึงทำให้พวกเขาทั้งหมดสูญเสียการควบคุมเอง



พวกเขาทั้งหมดรีบวิ่งและกระโดดข้ามกันมายังศพของพ่อแม่อย่างรวดเร็ว พวกเขาตกอยู่ในความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง ขนาดใหญ่ที่ไม่อาจหลุดพ้นได้ แม้แต่ ชูซุยที่ออกมาจากที่เกิดเหตุแล้วก็ยังไม่อาจยอมรับความเป็นจริงนี้ได้



          "ชูเฟิง ไอ้สารเลวเอ้ย! หากเจ้าไม่ได้ไปก่อปัญหาขึ้นมาละก็ตระกูลชูของข้าก็คงไม่จบลงเช่นนี้!!? เอาพ่อแม่ของข้าคืนมา!! "



บางคนก็ได้สูญเสียจิตใจของตัวเองไปเมื่อเห็นคนในตระกูลของตนเองนั้นเสียชีวิตอย่างอนาถพวกเขาได้วิ่งไปที่ชูเฟิงด้วยความโมโห พวกเขาทั้งเตะทั้งจิกและกัด ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากลับการโจมตีที่แสนจะรุนแรงของพวกเขา ชูเฟิงไม่ได้หลบหลีกหรือหลีกเลี่ยงพวกเขาเลยแม้แต่น้อยเขายังคงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนไปไหน เขายินดีที่จะรับความเจ็บปวดและคำสาปแช่งจากพวกเขาโดยที่ไม่ส่งเสียงใดๆออกมา



            “พอได้แล้ว!! เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของเขา ถ้าพวกเจ้าทุกคนโกรธแค้นกันละก็ ก็ไปลงกลับไอ่พวกที่มันฆ่าพ่อแม่ของพวกเรา ไม่ใช่เอามาลงกลับเขาโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้?”



ในขณะนี้คนที่มีเหตุผลมากที่สุดคือ ชูเว่ย ในฐานะที่เขาเป็นพี่คนโตในตระกูลชูตอนนี้ เขาจะต้องเข้มแข็งและอดทนความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวในตอนนี้เขาจะต้องลุกขึ้นยืนให้ได้



เขาได้ดึงคนที่ทำร้ายชูเฟิงออกไปและเข้าไปปลอบโยนชูเฟิง “ชูเฟิง เจ้าไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเองมากเกินไป เจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้เพราะคนเดียวที่สามารถล้างแค้นให้กลับตระกูลของข้าได้นั้นก็คือเจ้า”



แต่ชูเฟิงนั้นไม่ได้ตอบโต้กลับเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกลับว่าเขาได้ตัดขาดจากทางโลกและไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆรอบตัวได้ เขายังคงนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้นและแสดงออกถึงความเจ็บปวดในใจออกมาทางสีหน้า



ตอนนี้ผู้คนเริ่มที่จะสังเกตเห็นแล้วว่าชูเฟิงนั้นไม่ได้กระพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียวมาเป็นระยะเวลาที่นานมากแล้ว ทั้งสองตาของเขาเต็มไปด้วยการตำหนิตนเองในขณะที่เขามองไปที่ซากศพของคนในตระกูลชู



         "ชูเฟิง, เจ้ายังไหวอยู่ใช่ไหม? อย่าทำให้พวกเราตกใจแบบนี้สิ. " พอเห็นเช่นนั้น ชูเยว่จึงรีบเดินไป



ในขณะนั้นสิ่งที่ออกมาจากดวงตาของชูเฟิงนั้นไม่ได้เป็นน้ำตาอีกต่อไปแล้วแต่มันคือ เลือด!! น้ำตาของชูเฟิงนั้นได้ไหลออกมาเป็นสายเลือด เคยมีคนได้กล่าวเอาไว้ว่าถ้าเกิดว่าเมื่อถึงจุดๆนึ่งที่คนได้โศกเศร้าเสียใจจนเจียนตาย น้ำตาของพวกเขาเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนเป็น สายเลือด



          “ชูเฟิงเจ้าคิดจะทำอะไร? เจ้าอย่าได้คิดที่จะเหยียบย่ำตัวเองเช่นนี้ การที่เจ้าทำเช่นนี้มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มันจะเป็นอันตรายต่อตัวเจ้าเอง” ซูรู่ รีบวิ่งเข้าไปด้วยความกังวลที่เต็มใบหน้าของเธอ



         “ชูเฟิงเจ้าคิดจะทำอะไร? ข้าขอร้องละเจ้าอย่าทำเช่นนี้เลย….” ซูเหม่ยได้รีบวิ่งออกไปเช่นกัน แต่เธอไม่ได้มีใบหน้าที่สงบเหมือน ซูรู่เพราะในตอนนี้ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา



แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าไปกระตุ้นชูเฟิงพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเคลื่อนย้ายชูเฟิงออกมาได้เลย มันราวเหมือนกลับว่าเขาถูกครอบงำโดยปีศาจ และเขาในตอนนี้นั้นยังคงคุกเข้าอยู่เช่นเดิมทำได้แค่ร้องไห้ต่อไปเท่านั้น น้ำตาที่กลายเป็นเลือดของเขาได้ไหลลงมาจนอาบเสื้อผ้าจนเปียกชุ่ม



ที่ว่ามานี้ไม่ต้องพูดถึงคนที่คอยเป็นห่วงชูเฟิงอยู่ตลอดแม้แต่เหล่าหนุ่มสาวตระกูลชูที่เกลียดชูเฟิงเพราะพ่อแม่ของตัวเองต้องถูกฆ่ายังเริ่มที่จะไปช่วยกระตุ้นชูเฟิง



แต่จะไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ไร้ประโยชน์ไม่ว่าใครจะพูดยังใงก็ไม่สามารถที่จะกระตุ้นชูเฟิงได้แม้แต่นิดเดียว จนมาถึงยามค่ำคืนชูเฟิงได้เริ่มกระสับกระส่ายและดวงตาทั้งสองของเขาได้ปิดลงและเริ่มเอียงตัวล้มลงไปที่พื้น ในที่สุดเขาก็หมดสภาพด้วยความเจ็บปวดจากความโศกเศร้าของเขาได้ทะลุขีดจำกัดของตัวเอง เขาจึงหมดสติไป



และเขาในตอนนี้เขาก็ได้อยู่ในอาการโคม่าเป็นเวลาสองวันสองคืน เมื่อสติของเขากลับมาเขาก็ได้ลืมตาและพบว่าเขานั้นได้นอนอยู่บนเตียง



ซึ่งมันดูเหมือนเป็นเต็นท์ทหารชั่วคราวโดยพื้นที่ภายในก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่สิ่งที่เขาได้เห็นคือใบหน้าของ ซูรู่ และ ซูเหม่ย องค์หญิงของเมืองวิหคเพลิงและยังมีอาหารและยาบางอย่างอยู่อีก โดยไม่ต้องคิดไรมากเพราะชูเฟิงรู้ว่ามันจะต้องเป็นสำหรับเขาอย่างแน่นอน



“ฮึบ” ชูเฟิงนั้นพยายามที่จะลุกขึ้น แต่เขาก็ค้นพบว่าซูเหม่ยนั้นได้นอนหลับอยู่ที่หน้าอกของเขาและไม่เพียงแค่นั้นมันดูเหมือนว่าเธอจะเหนื่อยมากและหมดแรง มีแม้กระทั่งคราบน้ำตาที่ติดอยู่ที่แก้มของเธอ



ในทันทีหัวใจของชูเฟิงยิ่งรู้สึกปวดรวดร้าวขึ้นไปอีก เพราะเขาได้รับรู้ว่าการที่ซูเหม่ยตกอยู่ในสภาพแบบนี้นั้นจะต้องเป็นเพราะว่าเธอนั้นกังวลเกี่ยวกับตัวของเขาอย่างแน่นอน



         "เจ้าคุกเข่าเป็นเวลาสามวันสามคืนและเธอลุกยืนอยู่กับเจ้าเป็นเวลาสามวันสามคืนด้วยเช่นกัน แม้ว่าเจ้าจะออกมาแล้วเธอก็ยังคงอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ. "ซูรู่ ได้เดินเข้ามาแล้วกล่าวกับชูเฟิง


################################################################################################# เอาล่ะเข้าสู่สาระเร้าใจท้ายบทกับ By: นายกระทิข้น



ปล.ที่ 1. (ว่ากันด้วยเรื่องเม้ามอย) เรื่องในตอนนี้นั้นก็ไม่มีไรมากครับพูดง่ายๆก็กำตามสนองเท่านั้นเอง 55555 แต่คือแบบมันทำไปได้ไงนั่งคุกเข่าอยู่กับที สามวันสามคืน แถมยังไม่มีใครสามารถขยับมันได้อีกนะแหม่จะโหดไปไหน



ปล.ที่ 2.(ว่ากันด้วยเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่อง) คือในตอนนี้ผู้อ่านก็คงรู้กันอยู่แล้วว่าการทำลายร้างนี้นั้นมีเบื่องหลังแล้วเบื่องหลังนี้จะซ่อนเงื่อนมากน้อยแค่ไหนก็ต้องติดตามกันไป 5555 และก็ภายในเวลา สามวันสามคืน+นอนโคม่าอีกสองวันของพี่เฟิงเรา ผมไม่เชื่อหรอกว่าเมืองวิหคเพลิงและเจ้าเมืองคนอื่นๆแม้งจะไม่ได้ข่าวสารส้นตีนอะไรกันมาเลย ผมบอกได้เลยว่ามันจะต้องมีข่าวของตัวการผู้ที่ได้ทำลายล้างเมืองทอง-ม่วงมาแล้วแน่ๆ แล้วยิ่งถ้าข่าวนี้มาถึงหูพี่เฟิงของเราล่ะก็มันจะเป็นเช่นไรกันล่ะที่นี้ 55555 พวกมันจะต้องชดใช้กับการคุกเข่าสามวันสามคืน+นอนโคม่าอีกสองวันของข้า



ปล.ที่ 3. (ว่ากันด้วยเรื่องพระเอกในตอน) ตอนนี้ชูเว่ยเป็นพระเอกจริงๆนะ



ปล.ที่ 4. (ทิ้งท้าย) แล้วพี่ชายชูเฟิงชูกูยู กูละหายไปน๊ายยยย ยถากรรมจะเป็นเช่นไรโปรดติดตามเนื้อเรื่องกันต่อไปไม่ใกล้ไม่ไกลเดี้ยวเราจะได้รู้กัน ชูกูยู ผู้โดดเดียวแม้แต่พ่อตายก็ยังไม่มีสิทธิได้รับรู้แม่มน่าสงสาร R.I.P ชูหยวน T^T



ปล.ที่ 5.(เดี้ยวก่อนขออีกสัก ปล.) สาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้นในช่วงหน้านั้นจะเป็นการออกแนว สปอยในเชิงลึกเกี่ยวกับเนื้อเรื่องย่อยก่อนที่จะถึงงานประลองว่าสถานหลังจากการกวาดล้างตระกูลชูเฟิงแล้วจะเกิดเหตุการณ์ใดต่อไปในช่วงหน้าเราจะได้รู้กันแต่รับลองได้ว่ามันจะไม่ทำให้ผู้อ่านเสียอรรถรสในการอ่านอย่างแน่นอน



#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..