วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 240 - การสร้างจิตวิญญาณต้องห้าม



    “พี่ชาย…….มันเป็นความผิดของข้า ข้ามันไรประโยช์ หากว่าข้ามาเร็วกว่านี้ ท่านคงไม่…….”



     เขากอด ชู กู่หยู แน่น ขณะนั้นเขามองไปที่ขาที่หัก และจุดตันเถียนที่ถูกแทงของพี่ชายของเขา ขณะนั้นน้ำตาอุ่นๆ ไหลอาบใบหน้าของเขา เขารู้ดีว่าพลังวิญญาณนั้นสำคัญเพียงใด และจะรู้สึกเช่นไรเมื่อถูกทำลายพลังวิญญาณ



     “ข้าสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าคือ……….ความหวังของตระกูลเรา” เมื่อ ชู กู่หยู กล่าวจบ ใบหน้าของเขายังคงเป็นสีขาวซีด แต่ใบหน้าของเขายังคงปรากฏรอยยิ้มจางๆ สุดท้ายเขาก็ปิดตาลงและหลับไป



     “พี่ชาย….พี่ชายยยย !!” ชูเฟิง รู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก เขาใช้สองมือจับไปบนตัวของ ชู กู่หยู พร้อมทั้งเขย่าตัวของพี่ชายเขา เขากลัวจริงๆ ว่าพี่ชายของเขาจะหลับไปเช่นนั้น และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย



     “ชูเฟิง !! ดึงเขากลับมา อย่าลืมว่าเจ้าเป็นผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับชุดคลุมสีเทา !!” ในขณะนั้นเสียงของต้นๆ ก็ดังขึ้น



     “ต้านต้าน เจ้ามีวิธีช่วยเขาหรือไม่ ข้าไม่อยากให้พี่ชายของข้าต้องกลายเป็นคนพิการ !!” ถึงแม้ว่า ชูเฟิง จะเป็นถึงผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับเสื้อคลุมสีเทา แต่ทักษะต่างๆ ของเขาก็มีจำกัด ดังนั้นเขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ ต้านต้าน



     “เขาเพียงแค่กระดูกแตกหัก ดังนั้นทักษะที่เจ้ามี ก็เพียงพอที่จะรักษาเขา ส่วนในเรื่องของพลังวิญญาณนั้น ค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีช่วยเหลือ”



     “ยังไงก็ตาม โอกาสสำเร็จยังมีค่อนข้างน้อย แต่เจ้าก็สามารถที่จะลองทำมันดูได้” ต้านต้าน กล่าวอธิบาย



     “วิธีการใด ต้านต้าน !! บอกข้ามาเร็ว !!” เมื่อรู้ว่ามีวิธีช่วยเหลือ ชูเฟิง จึงไม่ลังเลยที่จะทำมัน แม้มีความหวังเพียงเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าไม่มีหวังเลย



     “ในพิภพอสูร มีจิตวิญญาณต้องห้ามก่อตัวอยู่ มันสามารถนำมาใช้ในการบ่มเพาะพลังได้ และสามารถโอนถ่ายมายังบุคคลอื่นได้ แต่เพราะจิตวิญญาณต้องห้ามนั้นเป็นสิ่งที่โหดเหี้ยม และอันตรายมาก ดังนั้นอัตราความสำเร็จจึงต่ำมากเช่นกัน และหากว่ามันล้มเหลว เขาอาจจะต้องจบชีวิตของเขาลง ในพิภพอสูรของข้า มีข้อห้ามไม่ให้นำจิตวิญญาณต้องห้าม เข้าสู่โลกวิญญาณ”



     “ยังไงก็ตาม การก่อตัวของจิตวิญญาณต้องห้ามนั้น คือวิธีการเดียวที่สามารถกู้เอาพลังวิญญาณของเขากลับมาได้ โชคยังดีที่พี่ชายของเจ้ายังไม่ตาย เราจึงยังสามารถนำการบ่มเพาะพลังของเขากลับมาได้ หากทำสำเร็จ พี่ชายของเจ้าจะมีพลังวิญญาณอยู่ในขั้นกำเนิดวิญญาณ แต่ถ้าหากว่าล้มเหลว พี่ของเจ้าก็จะ…..” ต้านต้าน กล่าวอธิบาย



     “ต้านต้าน การโอนถ่ายจิตวิญญาณต้องห้ามนั้น สามารถทำได้เลยหรือไม่”  ชูเฟิง ถามขึ้น



     “สามารถทำได้ แต่หากว่าล้มเหลวชีวิตของพี่ชายเจ้าก็จะหายไป เจ้าพร้อมที่จะแบกรับความผิดหวังแล้วอย่างนั้นเหรอ” ต้านต้าน กล่าวตอบ



     “ข้ารู้ดีว่า การบ่มเพาะพลังวิญญาณนั้น สำคัญกับเขามาก หากเขาต้องอยู่โดยไม่มีมัน เขาคงยอมตายไปยังดีเสียกว่า”



     “การตัดสินใจครั้งนี้ เพื่อพี่ชายของข้า แต่ถ้ามันเสี่ยง ข้าจะลองทำกับคนอื่นดูก่อน” ชูเฟิง มองไปที่ชายเคราแพะอย่าละเอียดด้วยสายตาของเขา 



     ในตอนแรก ต้านต้าน ไม่เข้าใจถึงการกระทำของ ชูเฟิง อย่างไรก็ตาม เมื่อ ชูเฟิง นำอวัยวะบางส่วนของชายเคราแพะกลับไปที่สำนักหลิงหยุน ก็มีชายชราผู้หนึ่งติดตามเขากลับมาที่โรงเตี๊ยม ในตอนนั้น นางก็เข้าใจถึงจุดประสงค์ของ ชูเฟิง ทันที



     “ตี๋เอ๋อ !! ตี๋เอ๋อ !! ใครทำกับเจ้าอย่างนี้ !! ว้ากกก…………”



     เขาคือผู้อาวุโสฝ่ายในของสำนักหลิงหยุน และในขณะเดียวกันเขาก็ตาของชายเคราแพะ และยังเป็นคนที่ขับไล่ ชู กู่หยู ออกจาก สำนักหลิงหยุน



     ในขณะนั้น ชายเคราแพะยังไม่ตาย อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ ร่างกายของเขาไม่มีแม้แต่เนื้อหนัง เหลือเพียงแต่อวัยวะภายใน ลักษะของเขาตอนนี้ช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง



     เมื่อเขาเห็นหลานชายของเขาถูกทรมานอย่างสาหัส เขาที่เป็นญาติผู้ใหญ่ เขากลับไม่ได้แสดงความเสียใจออกมา แต่ด้วยความโกรธแค้นแทบคลั่งของเขา เขาสาบานออกมาว่า “ถ้าคนที่มันทรมานหลานข้าเช่นนี้ กล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าข้า ข้าสาบานว่าจะสับมันเป็นหมื่นๆ ชิ้น !!”



     “ใคร !! มันเป็นใคร !! จงก้าวออกมาสู่นรกซะ ข้าจะถลกหนังของเจ้า กระชากเส้นเอ็น และสับศพเจ้าให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น” ในขณะที่ชายชราตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณระดับ 1 ขั้นแก่นวิญญาณออกมา จนทำให้พื้นดินบริเวณนั้นสั่นสะเทือน



     “เจ้าจะถลกหนัง กระชากเส้นเอ็น และสับข้าเป็นหมื่นๆ ชิ้นอย่างนั้นรึ” ในขณะนั้น ชูเฟิง โผล่มายืนที่ด้านหน้าของชายชราราวกับภูติผี พร้อมทั้งสร้างแรงกดดันลงมาจากท้องฟ้า บังคับให้ชายชราต้องคุกเข่าลง



     “เจ้า…..เจ้า…..เจ้าเป็นใคร ตระกูลเซาของข้าไปทำอะไรให้เจ้าเกลียดชัง ถึงขนาดทรมานหลานข้าถึงเพียงนี้”



     เมื่อชายชราเผชิญกับ ชูเฟิง ใบหน้าที่ไปด้วยความโกรธ พลันถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของความหวาดกลัวทัน เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มตรงหน้า แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่คาดเลยว่าจะต้องพบกับศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นนี้



     หลังจากที่ได้ยินคำกล่าวของชายชรา ชูเฟิง ยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย และกล่าวขึ้นว่า “ข้าคือน้องชายของ ชู กู่หยู”



     “อะไรนะ….เจ้า….” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชราก็เข้าใจในทันที แต่เชาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ชู กู่หยู ผู้อ่อนแอในสำนักหลิงหยุน จะมีน้องชายที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ที่แม้แต่เขาก็ไม่อาจเทียบได้



     ขณะนี้นั้น ใบหน้าของชายชราเปลี่ยนเป็นหมองคล้ำราวกับขี้เถ้า เขาไม่ได้ต่อต้านใดๆ อีก เพราะเมื่อเขาเห็นสภาพอันน่าเวทนาของหลานชายของเขา ซึ่งมีระดับพลังใกล้เคียงกัน เขาก็รู้แล้วว่า เขาพบกับดาวสังหาร ถึงแม้จะร้องขอไปก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้น สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือ รอความตายเท่านั้น



     ชูเฟิง เดินไปที่ด้านหน้าของชายชราอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็มองไปที่ชายเคราแพะที่อยู่ด้านข้าง และกล่าวออกมาว่า “จงจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ ในชีวิตหน้าของเจ้า เจ้าจะทำอะไรต่อใครก็ได้ แต่ไม่ใช่คนจากตระกูลชูของข้า” หลังจากพูดจบ ไวเท่าความคิด เลือดสองสายสาดกระจายลงบนพื้นดิน



     หลายวันต่อมา ได้มีกลุ่มคนหนุ่มสาวเดินทางเข้ามาในอาณาจักรมังกรฟ้า คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มของคนหนุ่มสาว และคนที่อาวุโสทีสุดในกลุ่มก็ยังอยู่ในรุ่นของคนหนุ่มสาว



     พวกเขาได้ซื้อคฤหาสน์หลังหนึ่งไว้ที่นั่น มันเป็นคฤหาสน์ที่สวยงาม แม้แต่ตระกลูลต่างๆ ในพื้นที่ต่างก็พากันชื่นชมพวกเขา เพราะพวกนั้นดูร่ำรวย และหากว่าร่ำรวยเพียงอย่างเดียว ก็ไม่อาจจะซื้อคฤหาสน์เช่นนี้ได้



     ชู กู่หยู พักอยู่ในห้องภายในคฤหาสน์นั้น ชูเว่ย ชูเยว่ และคนอื่นๆ ของคนรุ่นใหม่จากตระกูลชูอยู่รอบๆ เตียงของ ชู กู่หยู ไม่ใช่เพียงแค่ ชูเฟิง แต่ทุกคนในรุ่นใหม่นั้นยังมีชีวิตรอดอยู่ทุกคน



     ขณะนี้นั้น พวกเขาทุกคนต่างมารวมตัวกันที่ห้องนั้น และเฝ้ารอคอยการฟื้นคืนของ ชู กู่หยู ด้วยความกังวล



     “เขาฟื้นแล้ว !! เขาฟื้นแล้ว !!” ในขณะนั้น ชูซุย ตะโกนออกมาเสียงดัง ทุกๆ คนต่างวิ่งขึ้นมาเพื่อพบกับ ชู กู่หยู 



     “ชูเว่ย ชูเยว่ ชูหยู พวกเจ้าทำไมมาอยู่ที่นี่ แล้วข้า……อยู่ที่ไหน !?” ในขณะที่เขามองใบหน้าที่คุ้นเคย เขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไร



     เมื่อ ชูหยู เห็นเช่นนั้น เขาจึงอธิบายทุกอย่างให้กับ ชู กู่หยู ฟังว่า เนื่องจาก ชูเฟิง กังวลว่าเหล่าคนรุ่นใหม่ของตระกูลชูจะตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงบอกให้พวกเราออกจากสำนัก และให้ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ เขาซื้อคฤหาสน์ไว้ จากนั้นเขาเปลี่ยนชื่อและสถานที่ตั้งของตระกูล เขาเป็นคนจัดการทุกอย่าง ดังนั้น พวกเราจึงยอมรับความคิดของเขาและออกจากสำนัก และมาอยู่ในพื้นที่ๆ สงบ และปิดบังชื่อของทุกๆ คน



////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



ผู้แปลโดยคุณ#Abhisit Siriroop


โอ้ว รวยแท้ ชูเฟิง . . . . . .

อ่อ พอดีไปปล้นเขามา . . . . . .

แล้ว คนในตระกูลล่ะ จะเป็นยังไงต่อไป . . . . . .

เราปั๊ม ลูก กับ ชูเยว่ และ ชูซุย ไว้แล้ว . . . . .

อ่อ จะค่อยๆขยาย สาขา ว่างั้นเถอะ . . . . .

ก็อะไรประมาณนั้น . . . .

เหี้ย เนาะ . . . .

อืม . . . .