วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 245 - หนึ่งปีผ่านไป



ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ซูเฮินจึงได้จ้องมองไปที่ลูกสาวทั้งสองของตนแต่เขากลับพบว่าใบหน้าของ ซูรู่และ ซูเหมยนั้นเต็มไปด้วยใบหน้าที่มีความสุขและรอยยิ้ม มันอาจเห็นได้จริงๆว่าทั้งสองคนนั้นได้หวั่นไหวโดยชูเฟิง



ในทันที ซูเฮินได้พยายามที่จะเข้าไปใกล้ลูกสาวของเขาทั้งสองคนและกล่าวว่า “ชูเฟิงนั้นเป็นอัจฉริยะที่หายากจริงๆและนอกจากนี้เขายังมีความรู้สึกดีกับพวกเจ้าทั้งสอง เห็นเขากล่าวเอาไว้นิว่าเขาต้องการที่จะแต่งงานกับพวกเจ้าทั้งสองดังนั้นพวกเจ้าควรจะสร้างความสัมพันธ์กับชูเฟิงให้มากขึ้น ถ้าเขายังต้องการที่จะแต่งงานกับพวกเจ้าทั้งสองคนและกลายเป็นสามีของพวกเจ้าแน่นอนเลยว่าตระกูลซูของข้าจะไม่ใช่เพียงแค่ปกครองเมืองวิหคเพลิงอย่างเดียวแน่นอน”



อย่างไรก็ตามเมื่อ ซูเฮินคิดถึงเรื่องที่เขาได้เคยบอกลูกสาวของเขาทั้งสองเอาไว้ว่าให้พวกเขานั้นอยู่ให้ห่างและห้ามพูดคุยหรือสร้างความสัมพันธ์กับชูเฟิงอีกต่อไป เพราะในขณะที่ตระกูลชูได้ถูกทำลายในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ณ เวลานั้นชูเฟิงจำเป็นมากที่สุดที่จะต้องการความช่วยเหลือแต่เขาไม่สามารถที่จะทำมันได้



เพราะเขาได้รับรู้ว่าในตอนนั้นชูเฟิงได้ตกอยู่ในอันตรายจากคนที่โหดเหี้ยม ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงในการที่จะถูกลากไปเกี่ยวข้องด้วยเขาจึงได้สั่งห้ามลูกสาวทั้งสองของเขาให้ออกห่างจากชูเฟิง แต่ในตอนนี้เขารู้สึกว่าชูเฟิงนั้นค่อนข้างมีอนาคตที่ไกลดังนั้นเพื่อที่จะให้ตระกูลซูพัฒนาเขาจึงต้องการให้ลูกสาวทั้งสองคนของเขากลับเข้าไปใกล้ชิดกับชูเฟิงอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าเขาไม่สามารถที่จะบรรยายคำพูดเหล่านั้นได้



แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้นั้นเขาได้แค่คิดแต่ยังไม่ได้พูดออกไปเพราะไม่เพียงแต่เขาไม่ได้รู้สึกดีกับมัน เขายังคงจำการกระทำของนายเสื้อคลุมสีเทาที่ทำลายตระกูลชางกวนและจดหมายที่นายเสื้อคลุมสีเทาให้เขามา ในขณะที่เขาคิดว่าวิธีการที่โหดร้ายของนายเสื้อคลุมสีเทาเขาจึงไม่มีทางเลือก ที่จะต้องลบล้างความคิดของเขาที่จะให้ลูกสาวทั้งสองของเขาแต่งงานกับชูเฟิงออกไป



ภายใต้สายตาของคนนับไม่ถ้วน หลังจากที่เหล่าบุคคลยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจากนิกายโลกวิญญาณได้รับการต้อนรับเข้าสู่ที่นั่งพักคนดู มีเพียงแค่ชูเฟิงเท่านั้นที่ยังคงยื่นอยู่บนใจกลางของเวทีประลอง



* * * * หวืบบ* * * *



ทันใดนั้นชูเฟิงได้นำเสื้อคลุมของนิกายโลกวิญญาณของเขาออกไปและเปิดเผยเสื้อของศิษย์หลักสำนักมังกรฟ้า ในทันที ชูเฟิงนั้นดูเคร่งขรึมอย่างผิดปกติ เพราะในขณะที่เขาได้ยืนอยู่บนเวทีเขาไม่ได้แสดงอาการของความกลัวหรือตื่นตระหนกใดๆจากการมองตาของฝูงชนโดยรอบ ในดวงตาของเขานั้นเปรียบได้ดั่งกับเปลวเพลิงในขณะที่เขามองไปรอบ เขาก็เปล่งเสียงดังออกมาและกล่าวว่า



“ในหนึ่งปีที่ผ่านมาข้าน้อยชูเฟิงได้ก้าวเข้ามาในฝ่ายหลักของสำนักมังกรฟ้าเป็นครั้งแรกและได้กลายเป็นศิษย์หลักของสำนักมังกรฟ้า นั้นคือวันที่ข้าน้อยนั้นรู้สึกเป็นเกียรติและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเพราะข้าน้อยนั้นได้รับการพิสูจน์ตัวเองว่าข้าน้อยนั้นมีคุณสมบัติพอที่จะกลายเป็นศิษย์หลักของสำนักมังกรฟ้า



       “แต่อย่างไรก็ตามในวันนั้นผมได้ถูกรังแกโดยศิษย์หลัก เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำโดยที่ไม่กลัวสิ่งใดเพราะเขานั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศิษย์อันดับ 1 ของสำนักมังกรฟ้าและมีพลังวิญญาณอยู่ที่ระดับ 1 ของแดนแก่นแท้วิญญาณเขาได้เยียบย่ำ ศักดิ์ศรีของเราเหล่าศิษย์หลักที่พึ่งเข้ามาใหม่ และนอกเหนือจากนั้นยังบังคับให้เราทำลายนิกายของเรา”



      “เมื่อถูกกดดันจากเขาหลายๆคนเลือกที่จะปฏิบัติตาม แต่ข้าน้อยนั้นไม่เต็มใจ เพราะการสร้างนิกายขึ้นมานั้นคือการกระทำที่ได้รับอนุญาตจากสำนัก ซึ่งเจ้าสำนักนั้นก็ไม่ได้ห้าม ผู้อาวุโสต่างๆก็ไม่ได้ห้ามเช่นกัน แต่มันกำถูกห้ามโดยคนที่เป็นเพียงแค่ศิษย์หลัก?”



      “แต่อย่างไรก็ตามข้าน้อยนั้นไม่อาจที่จะต้านทานหรือตอบโต้เขาได้ เขานั้นไม่สนใจถึงกฎระเบียบของสำนักและยังไม่สนใจถึงความสัมพันธ์ของคนที่มาจากสำนักเดียวกันและเขายังทำร้ายข้าน้อยต่อหน้าฝูงชนของเหล่าศิษย์หลัก”



      “เขาซึ่งมีอายุถึง 20 ปีและมีพลังวิญญาณอยู่ในแดนแก่แท้กลับโจมตีเด็กอายุเพียงแค่ 15 ปีและมีเพียงแค่พลังวิญญาณอยู่ในแดนห้วงวิญญาณ เขาบังคับให้ข้าน้อยคุกเข่าและขอโทษเขา เขาได้เยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าน้อยและยังต้องการที่จะใช้ชีวิตของข้าน้อย”



       “ถ้าในวันนั้นข้าน้อยไม่ได้สำหรับการช่วยเหลือของพี่หลี่ในสำนักมังกรฟ้าข้าน้อยชูเฟิงอาจสิ้นชีพไปแล้วโดยมือของเขา ข้าน้อยคงจะต้องถูกฆ่าตายอย่างน่าสังเวชโดยลูกศิษย์ผู้นี้ที่ไม่ได้เคารพกฎของสำนัก”



       “แต่เมื่อเขาก่อการกระทำผิดต่อหน้าของฝูงชนกลับไม่มีใครกล่าวว่าเขาเป็นคนผิด แต่พวกเขาเหล่านั้นกับมองมาที่ข้าน้อยด้วยสายตาที่เยาะเย้ย พวกเขาเห็นว่าข้าน้อยเป็นเพียงศิษย์หลักรุ่นใหม่เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆที่อ่อนแอ ที่ควรจะตายเพื่อเป็นการลงโทษหลังจากที่ขัดใจศิษย์หมายเลข 1 ของสำนัก พวกเขารู้สึกว่าการที่ข้าน้อยได้รับความอับอายขายหน้านั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสม”



      “แต่ข้าน้อยชูเฟิงนั้นไม่เต็มใจที่จะยอมรับ ถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้อายุมากกว่าข้าน้อยและพลังวิญญาณไม่ได้ห่างกว่าข้างน้อยมากนัก ข้าน้อยมั่นใจว่าความแข็งแรงของข้าน้อยนั้นจะไม่ได้ด่อยไปกว่าเขา ทำใมข้าน้อยถึงต้องโดนปฏิเศษและสาปแช่งให้ตายทั้งๆที่ข้าน้อยนั้นยังไม่ได้เติบโต? ทำใมทุกคนถึงได้คิกว่าข้าน้อยนั้นด่อยกว่าเขา?”



      “ดังนั้นภายใต้สายตาที่เยาะเย้ยของผู้คนข้าน้อยจึงได้ยื่นคำท้าทายต่อศิษย์หมายเลขหนึ่งของสำนักมังกรฟ้า ว่าข้าน้อยจะต่อสู้กับเขาในอีกหนึ่งปีต่อมา ในเวลานั้นข้าน้อยต้องการที่จะล้างความอัปยศของข้าน้อยทั้งหมด ข้าน้อยจะบอกให้เขาได้รับรู้ว่าในวันนี้ข้าน้อยนั้นไม่ได้อ่อนแอกว่าเขา”



      “แต่สำหรับเขา เขานั้นไม่เพียงแต่รับคำท้าทายเขายังพูดเต๊ะอีกว่าตราบใดที่ข้าน้อยสามารถหลับการโจมตีของเขาได้ สามกระบวนท่าเขาจะยอมฆ่าตัวตาย เขาจะใช้ชีวิตของเขาเอง”



      “ในวันนี้สำหรับหนึ่งปีที่ผ่านมามันถึงเวลาที่เราจะต้องสะสางบัญชีระหว่างเราแล้ว ข้าชูเฟิงกำลังยื่นอยู่ที่นี่ตรงนี้ แล้วศิษย์ที่เรียกตัวเองว่าหมายเลขหนึ่งของสำนักมังกรฟ้ามันมุดหัวอยู่ที่ใด?!”



ทุกคำพูดของชูเฟิงนั้นชั่งเสียงดังและชัดเจนทุกๆคำพูดนั้นดังเหมือนกับฟ้าร้องเขาได้ย้ำสาเหตุของการต่อสู้ในวันนี้ และเขาก็ได้ประสบความสำเร็จในการวิพากษ์วิจารณ์ภาพลักษณ์ของ กง ลู่หยุน ทั้งหมด



หลังจากทราบความจริงได้มีหลายคนเริ่มที่จะชื่นชมความกล้าหาญของชูเฟิงไม่น้อย ในขณะที่เขาต้องเผชิญกับความแข็งแรงที่ไม่มีเหตุผล เขาก็ยังไม่ยอมที่จะลดหัวของตัวเองลงและยังส่งคำท้าประลองการต่อสู้เพื่อที่จะล้างความอัปยศของตน นี่เป็นสิ่งที่มีคนเพียงไม่กี่คนที่กล้าที่จะทำเช่นนี้



ในเวลาเดียวกัน ได้มีการระเบิดเสียงซุบซิบนินทากันขนาดใหญ่สำหรับ กง ลู่หยุน ถึงแม้ว่าผู้คนจะนับถือคนที่มีอำนาจและความแข็งแกร่งในโลกนี้แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบคนที่ไม่สนใจกฎระเบียบและเข่นฆ่าพวกพ้องที่มาจากสำนักเดียวกัน



        “เฮอะเหลวไหล ชูเฟิงเจ้าชั่งพูดไร้ยางอายยิ่งนักไอ้ขี้โม้ !!”



ในขณะเดียวกันได้มีเสียงร้องแห่งความโกรธดังออกมาในสถานที่แห่งหนึ่งในที่นั่งชมของผู้เข้าพัก หลังจากนั้นก็ได้มีร่างกายหนึ่งพุ่งตรงมายังใจกลางของเวทีราวกับอุกกาบาต ซึ่งคนที่อยู่ตรงหน้าของชูเฟิงนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก กง ลู่หยุน



       “ชูเฟิง ข้ากง ลู่หยุน ไม่ได้เป็นเช่นเดียวอย่างที่เจ้าพูด วันนี้ที่ข้ามาที่นี่ก็เพียงแค่เคารพในการต่อสู้ที่จัดขึ้นในอีกหนึ่งปีที่ผ่านมาเท่านั้นและยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าจะต้องจัดการกับสิ่งที่ค้างคาเอาไว้เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา ข้ามาที่นี่ก็เพื่อที่จะจัดการเจ้าซะ”



       “แต่ถ้าเจ้าเกิดกลัวขึ้นมาล่ะก็จะคุกเข่าและอ้อนวอนข้าตรงนี้ก็ได้นะ เห็นแก่ใบหน้าของผู้เข้าชมที่น่านับถือจำนวนมากที่นี่ข้าอาจสามารถไว้ชีวิตเจ้าก็ได้นะ” กง ลู่หยุน พูดด้วยร่างกายที่สูงสง่าตรงกับใบหน้าที่ดูหล่อเหลาของเขา แน่นอนว่าเขามีมาดที่เต็มไปด้วยของการเป็นหมายเลขหนึ่งของเหล่าศิษย์และมันจะทำให้เหล่าเพศหญิงเกิดอารมทางเพศต่อเขาเสมอ



      “กง ลู่หยุน เจ้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาใดๆกับคำพูดที่ไร้ประโยชน์ เดินเข้ามาข้างและเริ่มการโจมตีได้แล้ว มาดูกันซิว่าเพียงแค่สามกระบวนท่าเจ้าจะสามารถจัดการข้าได้ไหม” ชูเฟิง พูดยิ้มเบาๆและชูนิ้วกลางของเขาไปที่ กง ลู่หยุน



       “ถ้าเจ้าต้องการที่จะรีบตายมากนักล่ะวันนี้เจ้าจะได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ”



       "ฮ่าาาา!"



กง ลู่หยุน ได้ตะโกนคำรามเสียงของเขาออกมาพร้อมกับอำนาจแก่นแท้วิญญาณที่มองไม่เห็นระเบิดออกมาจากร่างกายของเขาเหมือนกับภูเขาไฟ หลังจากนั้นเขาได้เหวี่ยงกำปันของเขาไปที่ชูเฟิง พลังแก่นแท้วิญญาณได้ออกมาจากร่างกายของเขาได้กลายเป็นความดันขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นและมีบรรยากาศที่น่ากลัวพุ่งเข้าใส่ชูเฟิง



        “เขามีวิธีการที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้ยังใงกัน พลังอำนาจที่แข็งแกร่งของแดนแก่นแท้วิญญาณที่ส่งออกมาจากหมัดของ กง ลู่หยุนในตอนนี่หรือว่าจริงๆแล้วเขาจะอยู่ในระดับที่ 4 ของแดนแก่นแท้วิญญาณ



        “โอ้วเขาชั่งแข็งแกร่งจริงๆ ดูเหมือนว่าข่าวลือที่ กง ลู่หยุน ได้หมอบความพ่ายแพ้ให้กับศิษย์หมายเลขหนึ่งของสำนักพัดลมนี่คงจะเป็นเรื่องจริงซินะ ถ้าเขาก้าวเข้ามาในระดับที่ 4 แดนแก่นแท้วิญญาณด้วยอายุเพียงแค่นี้อนาคตในภายภาคหน้าของเขาจะต้องเป็นที่โดดเด่นอย่างแน่นอน”



กง ลู่หยุน ได้เปิดเผยพลังวิญญาณของเขาออกมาอย่างสมบูรณ์ในระดับ 4 แดนกำเนิดวิญญาณ ซึ่งในเวลาเดียวกันเขาได้ทำให้ผู้เชียวชาญหลายๆคนต่างต้องถอดหายใจไปในความชื่นชมและอาศัยการมองตาของพวกเขาจ้องมองไปที่แรงหมัดของ กง ลู่หยุน ที่กำลังพุ่งเข้าใส่ชูเฟิง พวกเขาทั้งหมดอยากรู้ว่าคนอ่อนแอเช่นชูเฟิงจะมีวิธีการใดกันที่จะสามารถป้องกันหมัดนี้ได้?



#################################################################################################

เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : โธ่ไอ่แก่ซูเฮินความคิดมึงนี่เกินเยียวยาจริงๆถ้าไม่ใช่เพราะลูกสาวทั้งสองของมึงนะ มึงโดนชูเฟิงฆ่าตายไปตั้งแต่ตอน

แต่งงานและ หื้มพูดและขึ้นเลย B2

B2 : ใช่ฉันก็ขึ้นเหมือนนายเลย B1

B3 : พวกมึงจะขึ้นเรื่องไรกันก็ช่างแต่กูเกลียดไอ่ชูเฟิงที่เอาเปรียบไอ่กง ใครๆอาจไม่ใส่ใจแต่กูใส่ใจเว้ย แม้งพล่ามมาตั้ง 10

กว่าย่อหน้า แต่พอไอ่กง ลงมาพูดยังไม่ถึง 4 ย่อหน้าแม้งบอกอย่าพูดเรื่องไร้สาระ โธ่แม้งโครตเอาเปรียบพระเอกหัว

ควยกว่ามันเด่นกว่าก็บอกมา

B1,B2 : อาการของนายนี่เป็นเอามากเลยนะ B3

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..