วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 261 - ปิดทางจู่โจม



     เขามองไปที่ ฉี เฟิงหยาง ในขณะนั้นใบหน้าและแววตาของ ชูเฟิง แสดงออกถึงความครุ่นคิด พลันเขาก็หัวเราะออกมา พร้อมทั้งยิ้มไปที่ ฉี เฟิงหยาง และกล่าวว่า “ ท่านพี่ !!”



     “อ่า….ใช่” เมื่อเห็นการตอบสนองของ ชูเฟิง ใบหน้าของ ฉี เฟิง หยาง ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มพราย ขณะเดียวกัน เขาเงยหน้าขึ้นและกวาดสายตามองไปรอบๆ พร้อมทั้งกล่าวออกมาเสียงดังว่า



     “ทุกคนฟังทางนี้ !! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชูเฟิง คือน้องชายของข้า หากผู้ใดทำร้ายเขา เท่ากับว่ามันผู้นั้นทำร้ายข้าด้วย ตราบใดที่ข้า ฉี เฟิงหยาง ยังมีลมหายใจ ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้แก่ผู้ใด ที่คิดร้ายต่อน้องชายของข้า !!”



     “นอกจากนี้ สำนักมังกรฟ้ายังมีคุณสมบัติที่จะขึ้นเป็นสำนักอันดับหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะน่องชายของข้า แต่ด้วยระดับพลังของท่านเจ้าสำนัก หลี่ สำนักมังกรฟ้าจึงเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นสำนักอันดับหนึ่ง”



     “ดังนั้นข้า ฉี เฟิงหยาง จึงจะขอถามท่านเจ้าสำนัก หลี่ ว่าทำไมไม่ใช้โอกาสนี้ในการสนทนาเพื่อส่งเสริมให้สำนักมังกรฟ้าที่อยู่ในอันดับสอง ก้าวขึ้นสู่สำนักอันดับหนึ่ง” ฉี เฟิงหยาง กล่าวพร้อมกับยิ้มบางไปที่ หลี่ ซางฉิง



     “ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามที่ท่านกล่าว” เห็นได้ชัดว่า หลี่ ซางฉิง ไม่กล้าขัดใจ ฉี เฟิงหยาง แต่จริงๆ แล้วนั้น เขาก็ต้องการยกระดับของสำนักมังกรฟ้าขึ้นสู่อันดับหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อมีโอกาสที่ดีเช่นนี้ เขาจึงไม่พลาดที่จะคว้ามันไว้ ยิ่งด้วยเป็นการกระทำของผู้ที่อยู่อันดับสองในคฤหาสน์กิเลนแล้วนั้น เขายิ่งยินดีที่จะรับมันไว้



     “ฮ่าๆ..ดี !! วันนี้จะเป็นการฉลองเพื่อสำนักของน้องชายข้า และในอีกสองวันคฤหาสน์กิเลนจะเป็นผู้จัดการทุกอย่าง โดยให้สำนักมังกรฟ้าเป็นเจ้าภาพ เพื่อเริ่มต้นสู่ยุคใหม่”



     “ทุกๆ คนจะได้เข้าร่วมเป็นแขกทั้งหมด หลังจากนี้สองวันก็ขอให้พวกเจ้ามาเข้าร่วมการประชุม เพื่อส่งเสริมสำนักมังกรฟ้านี้”



     ฉี เฟิงหยาง รู้สึกมีความสุขอย่างมาก และทุกคนที่อยู่รอบๆ เวที ในหัวใจของพวกเขาก็อัดแน่นไปด้วยความตื่นเต้นจนอธิบายไม่หมด เมื่อพวกเขาจะได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการสนับสนุนสำนักมังกรฟ้า ภายใต้การจัดการของ ฉี เฟิงหยาง



     ในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของสำนักมังกรฟ้า ยังคงไม่เป็นที่เด่นชัด แต่ไม่ต้องกล่าวถึงเจ้าสำนัก หลี่ ซางฉิง และคลื่นลูกใหม่อย่าง ชูเฟิง เพียงแค่พวกเขามองไปที่ผู้ที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง นั่นก็เพียงพอที่พวกเขาจะสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อสำนักมังกรฟ้าแล้ว



     อย่างไรก็ตาม บางคนไม่สามารถแสดงความยินดีออกมาได้ เพราะความหดหู่ในหัวใจของเขา และหนึ่งในนั้นก็คือ กง เทียนผิง เขาต้องแบกรับความเจ็บปวดที่ลูกชายของเขาถูกสังหาร โดยที่เขาไม่อาจแก้แค้นใดๆ ได้ เขาจึงไม่ต้องการเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการสนับสนุนสำนักมังกรฟ้า ดังนั้นเขาจึงนำคนจากเมืองเต่าทมิฬหลีกออกไป



     สำหรับเหล่าเจ้าสำนักชั้นหนึ่งนั้น พวกเขาไม่ได้เลือกที่จะจากไป ด้วยชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่ของ ฉี เฟิงหยาง พวกเขาไม่เลือกที่จะตาม กง เทียนผิง ไป และเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อสำนักมังกรฟ้า



     การกระทำเช่นนี้ ยิ่งทำให้ กง เทียนผิง ยิ่งรู้สึกหดหู่ และยิ่งเจ็บปวดใจจากการสูญเสียลูกชายของเขา เนื่องจากพันธมิตรที่เขาพามา ต่างเข้าร่วมกับศัตรูของเขา มันยิ่งทำให้หัวใจของเขาอ้างว้างและหนาวเหน็บ และความหวังที่เขาจะล้างแค้น ก็ยิ่งเลือนลางและห่างไกลออกไป



     แต่คนที่หดหู่ที่สุดคือ คนของ ตระกูลหลิน จากคฤหาสน์กิเลน ภายใต้การจัดการของ ฉี เฟิงหยาง ที่มีอำนาจมากกว่าพวกเขานั้น เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สำนักมังกรฟ้า



     พวกเขาทั้งเก็บกวาดพื้นที่ จัดเตรียมโต๊ะ เก้าอี้ พร้อมทั้งตกแต่งสถานที่…….การจัดเตรียมทุกอย่างนั้น ทำโดยพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยคำปะท้วงออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เนื่อจากความหวาดกลัวที่มีต่อ ฉี เฟิงหยาง



     ในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาทำได้เพียงปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะพวกเขาต่างกลัวที่จะถูกกำจัด หากว่าพวกเขาลุกขึ้นต่อต้าน



     เนื่องจาก ฉี เฟิงหยาง เคยกล่าวไว้ว่า หากมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นที่นี่ แม้จะไม่ใช่ฝีมือของคนจากตระกูลหลิน แต่คนจากตระกูลหลิน จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าที่จะต่อต้านใดๆ อีก



     อย่างไรก็ตาม ฉี เฟิงหยาง ไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผลเท่าใดนัก แม้เขาจะรูว่าแรงงานส่วนใหญ่นั้นมาจากคนของตระกูลหลิน แต่เขาก็ยังคงปล่อยผู้เชี่ยวชาญกว่ายี่สิบคน ที่มีการบ่มเพาะพลังในระดับสูงออกไป



     “แค่กๆๆๆ…” 



     บนเส้นทางกลับสู่คฤหาสน์กิเลน ผู้เชี่ยวชาญทั้งยี่สิบคนที่สวมเกราะสีทองอยู่บนหลังม้า กำลังคุ้มกันรถม้าที่สวยงามบนเส้นทาง ตลอดเส้นทางจะได้ยินเสียงไอที่ราวกับว่า ปอดและหัวใจจะถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ดังออกมาเป็นระยะๆ บางครั้งก็มีเสียงครางด้วยความทรมานดังออกมาจากรถม้านั่น



       “ฉี เฟิงหยาง ได้โจมตีท่าน หลิน หลาน เช่นนี้ เมื่อพวกเรากลับไปถึงคฤหาสน์กิเลน พวกเราจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้แก่ท่านเจ้าคฤหาสน์ทราบ เพื่อทำการลงโทษ ฉี เฟิงหยาง” องครักษ์หนุ่มกล่าวอย่างฉุนเฉียว



     “เจ้าจะไปรู้อะไร แม้แต่ท่านเจ้าคฤหาสน์ก็ไม่อาจจัดการ ฉี เฟิงหยาง ได้ เจ้าคิดเหรอว่าท่านเจ้าคฤหาสน์จะฟังคำของเจ้า เจ้าคิดว่าใครสำคัญสำหรับท่านเจ้าคฤหาสน์มากกว่ากัน ระหว่าง ฉี เฟิงหยาง กับท่าน หลิน หลาน”



     “…..และอีกอย่าง อาการบาดเจ็บภายในของท่าน หลิน หลาน ในตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากฝีมือของ ฉี เฟิงหยาง แต่เป็นผลข้างเคียงของยาต้องห้าม” องครักษ์วัยกลางคนกล่าว



     “มันเป็นผลของยาต้องห้าม !? ถึงมันจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าก็อาจเห็นท่าน หลิน หลาน ต้องเจ็บปวดและทรมานเช่นนี้” องครักษ์หนุ่มกล่าวพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล



     “มีคนอยู่ข้างหน้า !!”



     ในขณะนั้น องครักษ์ที่อยู่ด้านหน้าได้ส่งเสียงตะโกนเตือนออกมา ในขณะที่พวกเขากำลังเข้าสู่อาณาเขตของคฤหาสน์กิเลน



     ที่ด้านหน้าของพวกเขา ปรากฏคนผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางเส้นทางนั้น ใบหน้าของเขาไม่อาจเห็นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเขาสวมหมวกทรงกรวยเพื้อปิดบังใบหน้าของเขา



     “พวกข้าคือคนของคฤหาสน์กิเลน !! ผู้ที่อยู่ด้านหน้ารีบหลีกทางซะ !!” หนึ่งในองครักษ์ตะโกนออกมา



     อย่างไรก็ตาม คนที่นั่งอยู่กลางเส้นทางนั้น ไม่ได้ขยับหรือมีปฏิกิริยาใดๆ ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของ องครักษ์



     “เห้ย !! ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึ !!” หรึ่งในองครักษ์ยังคงตะโกนออกไป และบุคคลผู้นั้นก็ไม่มีทีท่าสนใจใดๆ ออกมา



     “ไอ้เวรนี่…!! เจ้าอยากตายจริงๆ ซินะ” หนึ่งในองครักษ์กล่าวออกมาด้วยความโกรธ พร้อมทั้งกระโดดลงจากหลังม้า และเดินไปที่คนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว



     ในขณะนั้น รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าขององครักษ์คนอื่นๆ เพราะพวกเขารู้ว่าองครักษ์ที่เดินไปนั้นต้องการจะทำอะไร หากเขาต้องการที่จะฆ่าผู้ที่นั่งอยู่บนเส้นทางนั้น เขาเพียงแค่ส่งพลังผ่านอากาศออกไป นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้คนผู้นั้นแหลกเป็นชิ้นๆ โดยที่ไทม่ต้องก้าวเข้าไปใกล้กว่านี้



     เหตุผลที่เขาเดินเข้าไปใกล้นั่นเพราะว่า เขาต้องการที่จะทรมานคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนั้น เนื่องจากภายในหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและคับแค้น ที่อัดแน่นอยู่ภายในหัวใจของเขา ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะระบายมันออกไปที่คนผู้นั้นที่ไม่รู้จักเจียมตัว



     “ยืนขึ้น !!” องครักษ์กล่าว ขณะที่เขายื่นมือออกไป หมายที่จะคว้าไปที่คอเสื้อของอีกฝ่าย



     *****ขวับ*****



     อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นมีประกายแสงราวกับพระจันทร์เสี้ยว พาดผ่านไปที่ข้อมือขององครักษ์ จากนั้นเลือดสีแดงสดกระสาดกระจายออกมา และประกายแสงนั้นก็พาดผ่านไปที่ลำคอ พลันศรีษะขององครักษ์ก็กระเด็นขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะตกลงสู่พื้น



////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////



แปลโดยคุณ#Abhisit


นี้ไงที่ทุกท่านคาดหวัง พี่น้องร่วมสาบานคนแรกของ ชูเฟิง

ฉี เฟิงหยาง ประมุขตระกูลฉี ของคฤหาสน์องค์ชายกิเลน

เขานั้น อยู่ในอาณาจักรสวรรค์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของผู้เชี่ยวชาญสูงสุดของอาณาจักรมังกรฟ้าที่ยังมีชีวิตอยู่ ( ไม่รวมอาณาจักรอื่นๆ )

ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเขา

สถานะของ ชูเฟิง จะเพื่มขึ้นสูงขนาดไหน เราต้องรอติดตาม