วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 269 - การเพิ่มขึ้นของพลังอำนาจที่ฉับพลัน



      “ต้าน ต้านเจ้าหมายความว่ายังใง?” คำพูดของ ต้าน ต้านนั้นทำให้ ชูเฟิงรู้สึกไขว้เขว เพราะเห็นได้ชัดว่าผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้านั้นเต็มใจที่จะช่วยเหลือเขา แล้วเหตุใดเขาถึงไม่ควรที่จะเชื่อถือ



      “อ่า...เจ้ายังไร้เดียงสาเกินไป เพราะเจ้ามีความกตัญญูต่อเขาและนอกจากนี้เพียงแค่เขาเป็นถึงผู้ก่อตั้งสำนักของเจ้ามันถึงกับต้องทำให้เจ้าไว้ใจเขาอย่างสมบูรณ์ด้วยอย่างงั้นรึ? เจ้าลองยืนอยู่ในมุมมองของเขาแล้วคิดทบทวนอย่างรอบคอบ ว่าการที่เจ้าไว้วางใจในตัวของเขาแต่มันมีเหตุผลใดกันที่เขานั้นจะต้องไว้วางใจในตัวเจ้า?”



      “เขาเป็นถึงหนึ่งในจำนวนผู้เชียวชาญเมื่อพันปีที่ผ่านมา เขากวาดผ่านไปทั้ง 9 อาณาจักรเขามีทั้งความสามารถและความรอบรู้นั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเขานั้นไม่ได้เป็นบุคคลที่อ่อนแอ นับตั้งแต่ที่เขาได้ค้นพบข้าเช่นเดียวกับร่างกายที่พิเศษของเจ้าจากการที่เขาใช้อำนาจในการสังเกตของเขานั้นหมายความเขาจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก”



      “ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิดละก็เขาจะต้องเป็นหนึ่งในคนที่ได้เข้าไปยังสุสานจักรพรรดิ โครงกระดูกนับพันปีที่เจ้าและข้าได้เห็นจะต้องเป็นของคนที่เสียสละในการเข้าไปยังสุสานจักรพรรดิพร้อมกับเขา



      “นอกจากนี้เขายังเป็นคนกล่าวด้วยตัวเองอีกว่าในส่วนลึกของสุสานจักรพรรดินั้นเต็มไปด้วยซากศพของเหล่าผู้เชียวชาญแดนสวรรค์วิญญาณ นั้นหมายความว่าในช่วงพันปีที่ผ่านมาเขาจะต้องรวบรวมเหล่าผู้เชียวชาญแดนสวรรค์วิญญาณหลายคนจากทั่วทั้ง 9 อาณาจักรเพื่อบุกเข้าไปยังสุสานจักรพรรดิ



      “แต่ทำใมเขาถึงยังเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่รอดหลังจากที่หลายผู้เชียวชาญเข้าไปในสุสานจักรพรรดิ? แล้วจะรู้ได้ยังใงว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งพวกมันที่อยู่ในนั้นมีความแข็งแกร่งมากพอที่ฆ่าพวกเขาเพียงแค่การตบเพียงครั้งเดียว พวกมันนั้นมีเพียงแค่จิตสำนึกที่จะโจมตีผู้บุกรุกเพียงอย่างเดียวมันจะไม่ให้อากาศรอดให้กับผู้ใดที่มันพบเห็น แต่ทำใมเขาถึงรอดมาได้แถมยังมีสมบัติไข่มุกสวรรค์ติดตัวมาด้วย”



       “นอกจากนี้เจ้ายังเป็นคนกล่าวเองว่าเหตุผลที่ผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้าสามารถบ่มเพาะพลังวิญญาณได้ถึงเพียงนี้นั้นมันมาจากที่เขาได้อาศัยผลประโยชน์ที่เขาได้รับในสุสานจักรพรรดิ ดันนั้นเขาจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของสุสานจักรพรรดิมากกว่าผู้อื่น มันก็มีความเป็นไปได้ว่าการเสียชีวิตของผู้คนเหล่านั้น...”



       “พอ ข้ารู้แล้วว่าเจ้ากำลังสื่อถึงอะไร เจ้าจะบอกข้าว่าผู้คนที่สูญเสียชีวิตในการสำรวจสุสานจักรพรรดินั้นถูกใช้ประโยชน์จากผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้าของชั้นใช่ไหม?” ก่อนที่ ต้าน ต้านจะพูดจบมันก็ได้ถูกขัดโดย ชูเฟิง



       “ใช่แล้ว ถ้าคนเหล่านั้นได้เข้าไปในสุสานจักรพรรดิจริงในเวลาเดียวกันนั้นพวกเขาจะต้องถูกใช้ประโยชน์โดยเขาอย่างแน่นอน เป็นธรรมชาติที่จะบงบอกว่าเขานั้นจะต้องเป็นตัวปัญหาอย่างแน่นอนแล้วยังงี้เจ้ายังจะไว้วางใจในตัวเขาอยู่อีกหรือไม่” ต้าน ต้านกล่าว



       “มันก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเจ้า แม้ว่าคนที่เสียชีวิตเหล่านั้นจะถูกฆ่าตายหรือใช้ประโยชน์โดยเขามันก็อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขานั้นอาจเป็นศัตรูกันอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ก็อาจมีความไม่ลงรอยกันเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเพียงอดีตที่ผ่านผันไปแล้วไม่ว่าคนเหล้านั้นจะเป็นหรือตายมันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับข้า เพราะงั้นข้าไม่จำเป็นที่จะต้องมาคิดไตร่ตองอะไรกับเรื่องแค่นี้.”



       “ไม่ว่าตอนนี้เขานั้นจะเชื่อถือได้หรือไม่....ข้าก็ไม่ใช่คนโง่ข้าก็ต้องระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว และนอกจากนี้เมื่อข้าเป็นถึงผู้เชื่อต่อฯชุดม่วงเมื่อไหร่ต่อให้เขานั้นต้องการที่จะใช้ข้า แต่เขาก็มิอาจที่จะทำอันตรายใดกับข้าได้” ชูเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ



       “ก็ได้ข้าก็แค่คิดมากเกินไปหน่อย หลังจากที่ข้าได้เห็นผู้คนมามากมายมันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ข้าเชื่อใจว่าสุนัขจิ้งจอกแกอย่างเขานั้นเป็นคนดี.” เห็นว่าชูเฟิงกล่าวอย่างมันใจ ต้าน ต้านก็ไม่ได้พูดมากอีกต่อไป



หลังจากที่เขาได้รับผลประโยชน์จากผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้า เขาก็ได้กลับไปที่ฝ่ายหลักของสำนักมังกรฟ้าและตรงดิ่งไปยังที่พักของ ซูเหม่ยทันทีเป็นที่แรก



หลังจากการพูดคุยกันแค่ช่วงสั้นๆ ในวันที่เขาได้เตรียมตัวไปอาณาจักรพระวิญญาณหลังจากครั้งนั้นเขาก็ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ได้คุยกันอีกเลยมันชั่งเป็นเวลาที่ยาวนาน ดังนั้นในช่วงเวลาพิเศษที่เขาได้มีเวลาว่างอย่างในวันนี้เขาจึงต้องการที่จะไปหา ซูเหม่ยเพื่อพูดคุยและเล่นจ้ำจี้มะเขือเปาะแปะกันสองต่อสองในห้องพักของเธอ



ตามเส้นทางที่ชูเฟิงได้เดินไปนั้นมีตั้งแต่เหล่าศิษย์ไปจนถึงผู้อาวุโสพวกเขาต่างแสดงความเคารพต่อชูเฟิงเมื่อพบเห็น และนอกจากนี้เขายังได้ยินเสียงฮือฮ่าจากเหล่าสาวกหญิงทั้งหลาย ถ้าได้มองไปยังด้านข้างของเขาละก็เขาจะค้นพบได้เลยว่าผู้หญิงเหล่านั้นล้วนได้จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่มีความต้องการที่จะเขมือบน้องชายของเขาอยู่ตลอดเวลา



ชูเฟิงนั้นรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมากที่เขาได้ได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ มันเป็นการเคารพที่ได้ยอมรับจากความแข็งแกร่งของเขา อย่างน้อยในสำนักมังกรฟ้าเขาก็ไม่ได้เป็นเด็กเหลือขอหัวโปกตัวเล็กๆที่จะถูกหัวเราะเยาะเมื่อพบเห็นอีกต่อไป เขาในตอนนี้นั้นเป็นถึงศิษย์อันดับ 1 ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องการที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเขา



แต่ความคิดที่แสนชั่วร้ายต่อซูเหม่ยของเขานั้นก็ต้องหายวับไปกับตาเนืองจากซูเหม่ยนั้นไม่ได้อยู่ในสำนัก ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปยัง ซูรู่แทนแต่มันก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดว่าแม้แต่ ซูรู่เองก็ยังไม่ได้อยู่ในสำนักเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยเพราะมันไม่ใช่เรื่องปกติที่ผู้หญิงสองคนจะหายตัวไปในเวลาเดียวกัน



แต่หลังจากที่ได้รับรู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของพี่ชายของเขาพวกเขาจึงได้กลับไปเพื่อเฉลิมฉลอง ชูเฟิงจึงได้รู้สึกผ่อนคลาย



       “ชูเฟิงข้าลำบากในการพยายามหาตัวเจ้าตั้งนานในที่สุดก็ได้พบสักที!” ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ได้ดังออกมาจากด้านหลังของเขา



      “ท่านเจ้าสำนัก.” หลังจากที่เขาได้หัวหัวของเขาไปข้างหลัง เขาก็ค้นพบว่านั้นคือ หลี่ จางฉิง เจ้าสำนักมังกรฟ้ายืนยิ้มยู่ที่ด้านหลังของเขา



       “ท่านเจ้าสำนักกลิ่นอายของท่าน...” แต่สิ่งที่ชูเฟิงไม่ได้คาดคิดก็คือกลิ่นอายของ หลี่ จางฉิงนั้นได้เปลี่ยนไป เขาในตอนนี้นั้นไม่ได้อยู่ที่ระดับ 7 ของแดนแก่นแท้วิญญาณอีกแล้ว เพียงแค่ระยะเวลาอันสั้นไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาก็ได้บุกเข้าสู่ระดับ 8 ของแดนแก่นแท้วิญญาณเป็นอันที่เรียบร้อย



พลังวิญญาณของเขานั้นเทียบเท่าได้กับ หลิน หลานก่อนที่เขาจะใช้เม็ดยาต้องห้าม! เขาได้เดินเข้าไปในจุดสูงสุดของดินแดนแก่นแท้วิญญาณ อาจพูดได้ว่าพลังวิญญาณของเขาในตอนนี้นั้นเป็นที่โดดเด่นอย่างแท้จริง



      “ฮ่าๆ แต่เดิมข้านั้นได้วางแผนที่จะเข้าสู่ระดับ 8 แดนแก่นแท้วิญญาณก่อนที่จะถึงวันการต่อสู้ที่เดิมพันความเป็นความตายของเจ้าและ กง ลู่หยุนซะอีก แต่ข้าก็ไม่สามารถที่จะบุกฝ่าเข้าไปสู่ระดับ 8 ได้เพราะเวลานั้นมันมีน้อยเกินไปและนอกจากนั้นสำนักมันกรฟ้ายังเกือบได้พบกับภัยพิบัติอย่างแท้จริง.”



       “แต่โชคยังดีที่เจ้าได้รู้จักกับ ฉี เฟิงหยาง ไม่เช่นนั้นละก็สำนักมังกรฟ้าของข้าที่อยู่มานับพันปีจะต้องถูกทำลายลงในรุ่นนี้อย่างแน่นอน” หลี่ จางฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอารมดี



      “ท่านเจ้าสำนักมังกรฟ้า..ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยมันยิ่งทำให้ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก” ชูเฟิงนั้นรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าในวันนั้นถ้า ฉี เฟิงหยางไม่ปรากฏตัวออกมาแน่นอนว่าสำนักมังกรฟ้าจะต้องถูกทำลายและจบสิ้นลงเพราะเขา



      “ฮ่าๆ นี่เจ้ายังรู้สึกระอายใจอยู่อีกงั้นรึ?” มามามา! เจ้ามาดื่มชากับข้าสักหน่อยจะดีกว่า พอดีข้ามีบางอย่างที่อยากพูดคุยกับเจ้า” หลังจากที่เขาได้เห็นการแสดงออกของชูเฟิง หลี่ จางฉิง ก็แสดงออกถึงใบหน้าที่มีความสุขและส่งเสียงหัวเราะดังอีกครั้ง



หลังจากนั้นชูเฟิงก็ได้ถูกพาไปยังศาลาที่เงียบสงบโดย หลี่ จางฉิงจากนั้นเขาก็ร่ายมือของเขาพร้อมปรากฏคัมภีร์หลายเล่มตกลงอยู่เบื่องหน้าของชูเฟิงพร้อมกล่าวว่า “ชูเฟิงเจ้าดูสิ่งนี้.”



       “สิ่งเหล่านี้มัน!!” ตอนแรกเขานั้นไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นคืออะไร แต่พอหลังจากที่เขาได้ตรวจสอบดูแล้วเขาถึงกับตะโกนออกมาด้วยความตกใจ เพราะสิ่งเหล่านี้คือทักษะลึกลับระดับกลางเช่นเดียวกับทักษะการต่อสู้ระดับ 6 ของเหล่านี้ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้าสร้างสรรค์ขึ้นมาเองทั้งหมด มันเป็นทักษะที่หลากหลายอย่างแท้จริงมันได้ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังโดยผู้เชียวชาญระดับสูง



       “ใช่มันเป็นของผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้า เจ้าคิดว่าสำนักมังกรฟ้าของเราเป็นไปไม่ได้ที่จะมีทักษะลึกลับระดับกลางและทักษะการต่อสู้ระดับ 6 ใช่หรือไม่? แน่นอนว่าการที่เจ้าคิดเช่นนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเพราะเนืองจากการที่เราได้ตกอยู่ในสภาพที่ตกต่ำอยู่ก่อนหน้านี้เราจึงไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลตรงนี้ออกไปให้เหล่าฝูงชนได้รับรู้เพราะข้าเกรงว่ามันอาจนำพาให้เราเจ้าสำนักอื่นๆต่างหมายตาที่จะมาปล้นสมบัติของพวกเรา.”



       “ถ้าคนเรานั้นไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องความมั่งคั่งของตัวเองมันก็จะเป็นการดีที่สุดที่เราจะไปเปิดเผยความมั่งคั่งของตัวเองออกไปให้ใครได้รับรู้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันอาจนำพามาซึ่งหายนะและการฆ่าฟันได้



       “แต่สถานการณ์ในตอนนี้นั้นมันได้เปลี่ยนไปแล้ว สำนักมังกรฟ้าของข้านั้นได้มีอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนดังนั้นมันถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เผยแพร่ความมั่งคั่งของเราออกไป มิเช่นนั้นแล้วจะมีแต่คนเยาะเย้ยเราที่ว่าเรานั้นเป็นถึงสำนักลำดับ #1 แต่ยังมีความมั่งคลั่งเทียบเท่าแค่สำนักลำดับ #2 ” หลี่ จางฉิง กล่าว



       “ท่านเจ้าสำนักความคิดของท่านนี่ชั่งรอบคอบอย่างแท้จริงที่สามารถว่างแผนทั้งหมดได้อย่างแยบยลเช่นนี้ ฮ่าฮ่าชั่งยกย่องจริงๆ” ในทันที่ชูเฟิงนั้นอดไม่ได้ที่จะต้องยกถ้วยชาของเขาขึ้นและยกให้กับ หลี่ จางฉิง

(พอนึกภาพออกไหมเวลาในหนังจีนที่คนใหญ่คนโตเขานั่งจิบชาและยกแก้วให้กันอ่า)



เขาได้ค้นพบว่าผู้เฒ่า หลี่ จางฉิงนั้นไม่ใช่คนที่เรียบง่าย เขาได้หลบซ่อนชื่อของตัวเองอยู่ในฝ่ายหลักและคอยมองหาเหล่าผู้คนที่เป็นอัจฉริยะทุกๆปีจนเขากลายเป็นคนที่ดูไร้ประโยชน์ในสายตาของผู้ที่พบเห็นเขาในสำนัก เขานั้นได้หลบซ่อนและเพาะปลูกเหล่าต้นกล้าที่ดีมากมายเอาไว้และในตอนนี้หลังจากที่เขากลับมารับตำแหน่งเจ้าสำนักมันอาจทำให้ต้นกล้าเหล่านั้นได้รับการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น



และนอกจากนี้ หลี่ จางฉิงยังได้เปลี่ยนกฎของสำนักมังกรฟ้าใหม่ทั้งหมด มันอาจกล่าวได้ว่าสำนักมังกรฟ้าจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใหม่อย่างสมบูรณ์และมันยังทำให้สำนักมังกรฟ้านั้นมีพลังอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน


################################################################################################# เอาล่ะเข้าสู่สาระเร้าใจท้ายบทกับ By: นายกระทิข้น



ปล.ที่ 1. (ช่วงเมาส์มอยท้ายบท) : อีกแค่ 2 บทเท่านั้นก็จะถึงภาคการประชุมร้อยโรงเรียนแย้ว >< ข่มขืนแล้วปล่อยในเธอซะบักเฟิง



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : อือหือคัมภีร์ทักษะระดับ 6 กับทักษะลึกลับระดับกลางนิตายแล้วงานนี้พี่เฟิงเราได้วิชาใหม่อีกแล้ว B2

B2 : มันจะเก่งขึ้นอีกแล้วล่ะ B1

B3 : กาก ถึงจะได้ของใหม่มามันก็ กาก อยู่ดี เดะในภาคหน้าก็ยังมีการไปข่มขงข่มขืนกันอีกนี่ขนาดประชุมร้อยสำนักนะมัน

ยังกล้าและไหนได้ข่าวว่าจะไปปิดศึกกับโอวหยางอีกตายๆ สำนักมังกรฟ้ากูจะรอดไหมพึ่งผ่านวิกิตมาแท้ๆ

B1 : เอาน่า B3 ตราบใดที่เจ้าสำนักยังไม่ตายมันก็สร้างใหม่ได้อยู่แล้วอย่าไปคิดไรให้มันมากเลยน่า

B2 : ช่ายช่าย B3 ตราบใดที่ยังไม่ตายก็สร้างใหม่ได้

B3 : สร้างใหม่ พ่อง!! ไหนบอกว่าพวกมึงธรรมะการพูดของพวกมึงนี่แม้งธรรมะมาก!!

B1 : (*-*)

B2 : (*-*)

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..