วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 290 - เนื้อบด

    

    ชูเฟิง สามารถสร้างรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณสีเทาเพื่อป้องกันได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เขาสามารถปรับเปลี่ยนให้มันเป็นรูปแบบโจมตีได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน



     ในขณะนั้น รูปแบบอำนาจพลังวิญญาณปรากฏขึ้นตามความคิดของ ชูเฟิง มันปิดกั้น ตู่ก๋ โอวหยุน ทั้งหกทิศ คือ บน ล่าง ซ้าย ขวา หน้า และหลัง รูปแบบกำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว ถ้า ตู่กู๋ โอวหยุน ไม่สามารถทำลายรูปแบบเหล่านั้นได้ เขาจะต้องกลายเป็นกองเลือดอย่างแน่นอน



     ในสถานการณ์เช่นนั้น ใบหน้าของ ตู่กู๋ โอวหยุน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพียงชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาของเขาฉายแววของความน่สะพรึงกลัวออกมา



     ทันใดนั้ย ร่างกายของ ตู่กู๋ โอวหยุน เปลี่ยแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผิวหนังของเขากลายเป็นสีเลือด และเส้นเลือดสีน้ำเงินปูดโปนขึ้นมาตามผิวหนัง ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด มองดูราวกับสัตว์อสูรในร่างของมนุษย์ มันช่างน่ากลัวยิ่งนัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พลังวิญญาณของเขากำลังพุ่งสูงขึ้น และแผ่กระจายออกมารอบด้าน



     *****โฮกกกกก*****



     ในขณะนั้น ตู่กู๋ โอวหยุน อ้าปากของเขา พร้อมกับคำรามอย่างกึกก้องขึ้นสู่ท้องฟ้า พลันพื้นดิ้นสั่นสะเทือน ผู้คนรอบข้างต่างยกมือขึ้นเพื่อปิดหูของตน



     เสียงคำรามนั้น ไม่ใช่เสียงที่มนุษย์สามารถทำได้ แต่มันดังราวกับเสียงของ สัตว์ป่าที่ดุร้าย หรือเสียงของสัตว์ยักษ์



     คลื่นเสียงของการคำรามนั้น แผ่กระจายออกมา พร้อมทั้งส่งคลื่นพลังออกมาเป็นระรอก กระแทกเข้ากับรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณของ ชูเฟิง จนแตกสลาย



     “อ่อร่าเช่นนี้มัน……หรือว่าศิษย์พี่ ตู่กู๋ โอวหยุน จะสามารถสำเร็จทักษะหมัดเจ็ดทำร้ายขั้นที่ 7 แล้ว !!” ทันทีที่ ตู่กู๋ โอวหยุน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เหล่าลูกศิษย์ของสำนักหลิงหยุน ต่างเชื่อโยงเข้ากับความสามารถของทักษะหมัดเจ็ดทำร้ายของสูงสุดทันที



     “โอวหยุน สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ได้เชียวเหรอ แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้” เมื่อเห็นเช่นนั้น ใบหน้าและแววตาของ หยาน หยางเทียง ก็เปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างบ้าคลั่ง



     แม้ว่าทักษะหมัดเจ็ดทำร้าย จะเป็นเพียงทักษะระดับ 5 แต่ความยากลำบากในการฝึกฝนทักษะนี้นั้นสูงมาก แม้แต่ตัวเขาเองยังสมารถฝึกได้เพียงแค่ขั้นที่ 6 เท่านั้น แต่ในตอนนี้ ตู่กู่ โอวหยุน สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 7 ของทักษะหมัดเจ็ดทำร้าย นั่นแสดงว่า ตู่กู๋ โอวหยุน มีพรสวรรค์ที่เหนื่อล้ำยิ่วกว่าเขา และสำนักหลิงหยุนมีผู้สืบทอดเช่นนี้ จึงทำให้เขามีความสุขอย่างมาก



     “ด้วยความสามารถของ ตู่กู่ โอวหยุน นั้น เขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นแดนสวรรค์ได้ภายในห้าปี และเมื่อถึงเวลานั้น สำนักหลิงหยุนจะไม่ถูกจำกัดให้อยู่ภายในอาณาจักรมังกรฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ชื่อเสียงของสำนักจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเดียวกับทั้งเก้าอาณาจักรได้อย่างแน่นอน”



     “ท่านเจ้าสำนัก…..ผลข้างเคียงจากการใช้ทักษะหมัดเจ็ดทำร้ายนั้น รุนแรงมาก ข้าเกรงว่า…..” เมื้อเทียบกับความยินดีของ หยาน หยางเทียน นั้น เหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบสองคนของสำนัก มีความกังวลเกี่ยวกับร่างกายของ ตู่กู๋ โอวหยุน อย่างเห็นได้ชัด



     “ไม่ต้องกังวลไป เพราะตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะต้องช่วย ตู่กู๋ โอวหยุน ให้จงได้ และไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร ข้าก็พร้อมที่จะทำมัน ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเราคงจะไม่เหลืออะไรอีก” ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับชุดคลุมสีเทา กล่าวอย่างแผ่วเบา



     “ถูกต้อง !! ในการประลองนี้เราจะต้องชนะ ตั้งแต่ ชูเฟิง กำหนดผลของผู้แพ้ให้ทำลายพลังวิญญาณของตนเอง ข้าก็มั่นใจแล้วว่า เด็กคนนี้จะต้องเป็น นายชุดคลุมสีเทา ที่กว่าดล้างตระกูล ซางกวน อย่างแน่นอน”



     “เพราะคนอย่างเขา หากผู้ใดไปล่วงเกินเข้าแล้วล่ะก็ เขาจะต้องเอาคืนมากกว่าที่เขาเสียไปหลายเท่า และก่อนที่เขาจะพัฒนาไปได้มากกว่านี้ เป็นจะเป็นการดีกว่า หากว่าเรากำจัดเขาซะตั้งแต่ตอนนี้ และการใช้ ตู่กู๋ โอวหยุน กำจัดเขาก็ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”



     หยาน หยางเทียน จ้องมองไปที่ ชูเฟิง ใบหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สายตาของเขาบ่งบอกถึงเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน เพราะในสายตาของเขา ชูเฟิง น่ากลัวมากที่สุด ไม่ใช่เพราะความสามารถด้านทักษะ หรือพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลัง แต่เป็นความโหดเหี้ยม ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญ ทั้งหมดเหล่านี้ มันไม่ควรมีอยู่ในตัวของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับ ชูเฟิง



     ดังนั้น หยาน หยางเทียน จึงเตือนตัวเองอยู่ลึกๆ ภายในหัวใจว่า ชูเฟิง จะต้องถูกกำจัด ไม่ว่าจะต้องแลกกับสิ่งใด หรือต้องจ่ายมากเท่าไหร่ เขาจะต้องกำจัด ชูเฟิง ออกไปให้ได้



     *****โฮกกกกกกก*****



     ในขณะนั้น ตู่กู๋ โอวหยุน กำลังคำรามอย่างบ้าคลั่ง หลังจากที่เขาลุกขึ้นยืนมาได้ เขาก็กระโจนใส่ ชูเฟิง อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปล่อยพลังออกไปอย่างรุนแรง มันเป็นพลังที่แข็งแกร่งกว่าครั้งไหนๆ เพราะตอนนี้ ตู่กู๋ โอวหยุน อยู่ไม่ไกลจากพลังของขั้นแดนสวรรค์นัก



***** ตูมมมม ***** ตูมมมม ***** ตูมมมม *****



     ในตอนนี้ แม้แต่ ชูเฟิง ก็ไม่กล้าที่จะต้านรับพลังของ ตู่กู๋ โอวหยุน ซึ่งๆ หน้า เขาบีบอัดรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณของเขา และใช้ร่วมกับทักษะเพื่อโจมตีใส่ ตู่กู๋ โอวหยุน



     อย่างไรก็ตาม แต่เดิงด้วยนะดับพลังของเขาก็ต่างกันมากอยู่แล้ว แต่ในตอนนี้ ตู่กู๋ โอวหยุน สามารถทำลายรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณที่ ชูเฟิง สร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ใช้การเตะเท่านั้น



     ในตอนนี้ ตู่กู๋ โอวหยุน ไม่หลบ หรือป้องกันการโจมตีของ ชูเฟิง ที่ปล่อยออกมาแต่อย่างใด เขาใช้ร่างกายของเขาต้านรับการโจมตีของ ชูเฟิง แม้แต่การก้าวเท้าของเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอลงเลยแม้แต่น้อย



     “เปล่าประโยชน์ !! ในตอนนี้ร่างกายของ ตู่กู๋ โอวหยุน เป็นอมตะ ร่างกายของเขาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด มันไม่มีวันถูกทำลาย และเป็นอมตะ”



     “แม้แต่ข้ายังเป็นเรื่องยากที่จะทำร้าย ตู่กู๋ โอวหยุน ที่อยู่ในสภาวะนี้ นับประสาอะไรกับเด็กสวะเช่นเจ้า ที่มีพลังเพียงระดับ 4 ขั้นแก่นวิญญาณ” เมื่อเห็นการโจมตีของ ชูเฟิง ไร้ผล ทั้ง หยาน หยางเทียน และเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหลิงหยุน ก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน ที่เห็นการกระทำของ ชูเฟิง นั้นเปล่าประโยชน์



     “อ่าาาาาา….”



     ในใจของ ตู่กู๋ โอวหยุน ตอนนี้นั้น มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ในตอนนี้ลักษณะของเขาผิดไปจากมนุษย์ทั่วๆ ไป แม้ในยามที่เขาวิ่ง ทั้งมือและเท้าทั้งสี่ข้างของเขาอยู่บนพื้นดิน ตอนนี้เขามีสภาพคล้ายกับสัตว์ในร่างมนุษย์เท่านั้น อีกทั้งเสียงคำรามที่บาดลึกเข้าไปในหู และความบ้าเลือดที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นเพราะ ชูเฟิง



     “ข้าไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ร่างกายของเขาจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะต้องใช้ทักษะที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว” เมื่อเห็นการโจมตีของตนเองไม่ได้ผล ชูเฟิง จึงหยุดโจมตี และหยุดรอรับการโจมตีของ ตู่กู๋ โอวหยุน อย่างสงบนิ่ง



     “ทำไม ชูเฟิง ถึงไม่หลบ !! หรือว่าเขาจะยอมแพ้แล้ว” การกระทำของ ชูเฟิง ทำให้ทุกคนพากันประหลาดใจ ไม่เว้นแม้แต่ หยาน หยางเทียน ที่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย



     ในขณะที่ ตู่กู๋ โอวหยุน กระโดดเข้าใส่ ชูเฟิง หมายที่จะโจมตี ทันใดนั้น ชูเฟิง คำรามออกมาอย่างก้องกังวาล “พยัฆค์ขาวสังหาร !!”



     *****โฮกกกกกกกก*****



     ทันทีที่ พยัฆค์ขาวปรากฏออกมา มันก็ยากที่จะป้องกันได้ กรงเล็บของพยัฆค์ขาวสร้างขึ้นจากอ่อร่า และคว้าจับไปที่ ตู่กู๋ โอวหยุน ราวกับ พญาเหยี่ยวจับหนู ด้วยพลังของทักษะนั้น ทำให้ ตู่กู๋ โอวหยุน ลอยขึ้นไปในอากาศ เขาพยายามต่อสู้ดินรน แต่ไม่อาจทำลายกรงเล็บพยัฆค์ขาวนี้ได้



     “ดูซิ….นั่นมันอะไรน่ะ !?”



     กรงเล็บของพยัฆค์ขาวมีสีที่สดใสสมจริง มีลายสีดำ มีขนสีขาว มันดูราวกับกรงเล็บของพยัฆค์ขาวอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือมันสามารถคว้าเอาบุคคลที่แข็งแกร่งอย่าง ตู่กู๋ โอวหยุน ไว้ในอุ้งเท้าได้โดยสมบูรณ์ ทุกคนต่างพากันตกใจ เพราะพวกเขาไม่สามารถจินตนาการถึงทักษะที่ทรงพลังขาดนี้ได้



     “ยังไงมันก็เปล่าประโยชน์ ถึงทักษะนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถอันตรายใดๆ ให้กับศิษย์พี่ ตู่กู๋ โอวหยุน ได้หรอก เพราะตอนนี้ศิษย์พี่ได้ใช้ทักษะหมัดเจ็ดสังหารขั้นที่ 7 แล้ว ร่างกายของเขาจะเป็นอมตะ ไม่มีใครที่สามารถทำอันตรายร่างกายเขาได้ ถึงแม้เจ้าจะสามารถทำร้ายผู้อื่นได้ แต่ไม่ใช่กับเขา ชูเฟิง เจ้าไม่ต้องพยายามอีกต่อไปแล้ว รีบๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ไปซะ !!” ในตอนนั้น เสียงตะโกนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ก็ดังขึ้นมากจากเหล่าลูกศิษย์ของสำนักหลิงหยุน



     เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ชูเฟิง สูดหายใจเข้าพร้อมกับสะบัดแขนของเขาอย่างรุนแรง พลันกรงเล็บพยัฆค์ขาวที่จับ ตู่กู๋ โอวหยุน ก็หยุดชะงัก และกระแทก ตู่กู๋ โอวหยุน ลงสู่พื้นอย่างรุนแรง



     พลังที่แข็งแกร่งนั้น ทำให้เกิดหลุมลึกบนพื้น และปรากฏรอยแตกกระจายออกไปกว่าพันเมตร รอยแตกกระจายไปถึงจุดของเหล่าผู้ชม ทำให้ที่นั่งบางส่วนล้มลง



     ชูเฟิง ค่อยๆ ผายมือออก ฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่ค่อยๆ จางหายไป พลันพวกเขาพบว่า ตู่กู๋ โอวหยุน ที่มีร่างกายเป็นอมตะจากคำกล่าวของ เหล่าลูกศิษย์สำนักหลิงหยุน กลายเป็นเนื้อบดไปแล้ว


/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


แปลโดยคุณ#Abhisit Siriroop