วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 293 - เรื่องตกตะลึงของอาณาจักรมังกรฟ้า

     

    “ทักษะลับของจักรพรรดิ์ปราช์……..อืมมมม เป็นทักษะที่ดีทีเดียว” ในขณะที่ ฉี เฟิงหยาง มองดู ชูเฟิง เดินบนอากาศ เขากล่าวออกมาด้วยความชื่นชม



     ทักษะการเดินบนอากาศนั้น แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญขั้นแดนสวรรค์ ยังยากที่จะสร้างทักษะเช่นนี้ออกมา แต่จักรพรรดิ์นภาที่มีพลังขั้นแก่นวิญญาณระดับสูงสุดกลับคิดค้นขึ้นมาได้ มันช่างราวกับปาฏิหารย์



     “พี่ใหญ่ ถึงแม้ว่า ตู่กู๋ โอวหยุน จะเป็นคนน่ารังเกียจ เพราะเขากระชากแขนของท่านเจ้าสำนักของข้าจนขาด แต่การที่ข้าไปฆ่าเขาเช่นนั้น มันจะไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ” ชูเฟิง กล่าวออกมาด้วยความกังวล



     “เจ้าเด็กบ้า !! เจ้าอย่าได้คิดมากเช่นนี้เลย” ฉี เฟิงหยาง เม้มริมฝีปากของเขาขณะมองที่ ชูเฟิง



     เพราะ ชูเฟิง ไม่ได้มีพลังมากระดับเดียวกับ ฉี เฟิงหยาง นั่นจึงทำให้เขาเป็นกังวล เขาจึงเกาศรีษะของเขาแก้เก้อ และไม่ได้กล่าวตอบ ฉี เฟิงหยาง ออกไป



     นั่นเพราะ ฉี เฟิงหยาง นั้นแข็งแกร่งมาก ดังนั้นเขาจึงไม่มีความกังวลใดๆ แต่การที่ ชูเฟิง ฆ่า ตู่กู๋ โอวหยุน เช่นนั้น ทำให้เขาไม่สบายใจ และมีความวิตกกังวลอยู่มาก เป็นธรรมดาที่เขาจะกล่าวถามออกมา เพราะเขามีความคิดเป็นของเขาเอง



     “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นกังวลเกี่ยวกับ หยาน หยางเทียน ที่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญขั้นแดนสวรรค์ ถึงแม้ด้วยทักษะของเจ้า จะทำให้เจ้าเดินบนอากาศได้ แต่มันก็ไม่เกินความสามารถของผู้เชี่ยวชาญขั้นแดนสวรรค์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าเปรี่ยบดั่งมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา”



     “ก่อนหน้านี้ ที่ข้ายังไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นแดนสวรรค์นั้น ข้าคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ตำนาน แต่เมื่อข้าสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นแดนสวรรค์ได้แล้วนั้น ข้าถึงได้รู้อย่างลึกซึ้งถึงพลังนี้” ฉี เฟิงหยาง กล่าวออกมาพร้อมถอนหายใจ

     “เจ้ายังไม่รู้จัก หยาน หยางเทียน ดีพอ เขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก และเมื่อเขาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นแดนสวรรค์ นั่นยิ่งทำให้เขาไม่กลัวสิ่งใดอีก”



     “เขาจะไม่ยอมให้สำนักหลิงหยุนของเขา ต้องถูกบังคับหรือเหยียดหยามจากสำนักต่างๆ ภายในอาณาจักรมังกรฟ้านี้”



     “ยังไงก็ตาม ในตอนนี้สำนักมังกรฟ้า ก็ได้ท้าทายอำนาจของสำนักหลิงหยุนอย่างเปิดเผยแล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ฆ่า ตู่กู๋ โอวหยุน แต่เขาก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป รวมทั้งสำนักของเจ้า และคนรอบข้างของเจ้าด้วย”



     “ถึงเจ้าจะฆ่า ตู่กู๋ โอหยุน เขาก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าเจ้าไม่ฆ่า ตู่กู๋ โอวหยุน เขาก็ยังต้องกำจัดเจ้าอยู่ดี ไม่ว่าทางไหน เขาก็จะต้องมากำจัดเจ้า ดังนั้นการฆ่าศิษย์คนโปรดของเขา ย่อมไม่เป็นการดีกว่าอย่างนั้นรึ” ฉี เฟิงหยาง กล่าวอธิบายให้ ชูเฟิง 



     “พี่ใหญ่ ท่านช่างรอบคอบยิ่งนัก” ชูเฟิง พยักหน้ารับ เพราะบางเรื่อง ฉี เฟิงหยาง ก็มองได้อย่างละเอียดได้มากกว่าเขา



     “ไม่ต้องเป็นห่วงไป ตอนนี้ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นแดนสวรรค์แล้ว และข้ายังมีคฤหาสน์องค์ชายกิเลนคอยสนับสนุน อีกทั้งราชวงศ์เจียงยังคอยสนับสนุนคฤหาสน์องค์ชายกิเลนอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น เมื่อข้าอยู่ที่นี่ หยาน หยางเทียน จะไม่มีปัญญาแตะต้องเจ้า” ฉี เฟิงหยาง กล่าวออกมาพร้อมกับตีไปที้หน้าอกของเขา เป็นการให้คำมั่น



     “พี่ใหญ่ ท่านได้พบกับผู้ที่อยู่ด้านหลังของท่านอยู่ไหม ??” ชูเฟิง กล่าวถามพลางหัวเราะร่า



     “เจ้าหมายถึงผู้ใด ??” ฉี เฟิงหยาง กล่าวตอบด้วยความสับสน



     “ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับชุดคลุมสีฟ้า ที่อาศัยอยู่อย่างสันโดษที่หุบเขาร้อยเลี้ยว” ชูเฟิง กล่าวตอบ



     “อ้อออ….” ฉี เฟิงหยาง เข้าใจในทันที หลังจากได้ยินคำตอบนั้น เขายิ้มบางให้ ชูเฟิง และกล่าวขึ้นว่า “ท่านผู้นั้นเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก และท่านยังรักสันโดษ ท่านรู้ทุกๆ อย่างในอาณาจักรมังกรฟ้าดีกว่าผู้ใด”



     “เหตุผลที่ท่านยังอยู่ที่หุบเขาร้อยเลี้ยว เพราะท่านต้องการสังเกตการณ์ต่างๆ ภายในอาณาจักรมังกรฟ้า เพื่อตามหาคนผู้หนึ่ง”



     “ผู้ใดเหรอ !?” ชูเฟิง ขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับกล่าวถามอีกครั้ง



     “ฮ่าๆ…บุคคลผู้นี้เป็นคนที่โดดเด่น มันเป็นความลับ ถึงแม้จะเป็นเจ้า ข้าก็ไม่สามารถบอกเจ้าได้”



     ฉี เฟิงหยาง ลูบเคราของเขาพร้อมทั้งยิ้มบาง และกล่าวว่า “บุคคลผู้นี้คือความหวังของทั้งเก้าอาณาจักร และเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรมังกรฟ้า”



     ชูเฟิง ไม่ค่อเข้าใจถึงบุลคลที่ ฉี เฟิงหยาง กล่าวถึงเท่าไหร่นัก แต่เขาสามารถบอกได้ว่าตัวตนของ ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับชุดคลุมสีฟ้า นั้นแข็งแกร่งมาก และบุคคลที่เขาตามหาจะต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน (ก็ตัวเฮียแหละครับ ที่เขาตามหากันน่ะ)



     ถึงแม้ว่า ชูเฟิง จะอยากรู้ว่า ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับชุดคลุมสีฟ้า และบุคคลที่เขาตามหาคือใคร แต่ในเมื่อ ฉี เฟิงหยาง ไม่ได้กล่าวตอบออกมา เขาจึงไม่ได้ถามต่อแต่อย่างใด



     เพราะเขาเป็นคนคอยช่วยเหลือให้ ชูเฟิง และ ฉี เฟิงหยาง สามารถช่วยเหลือ หลี่ ซางฉิง ตลอดในระยะเวลาสามวัน และเมื่อเขาเห็นว่าอาการของแขนทั้งสองข้างของ หลี่ ซางฉิง ปลอดภัยดีแล้ว เขาจึงค่อยจากไป



     เพียงเวลาแค่ไม่กี่วัน ข่าวที่ ชูเฟิง สร้าความวุ่นวายในสำนักหลิงหยุน โดยการตัดแขนของ เฟิงห่าว และทำให้ ตู่กู๋ โอวหยุน กลายเป็นเนื้อบด ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในอาณาจักรมังกรฟ้า



     ตั้งแต่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป สำนักต่างๆ ทั้งเหล่าสาวก ผู้อาวุโส แม้กระทั่งเจ้าสำนัก ต่างไม่มีความสงสัยในความสามารถของ ชูเฟิง อีก และก็ไม่มีใครสงสัยในเรื่องความสัมพันธ์ต่างๆ อีกต่อไป



     ในอาณาจักรมังกรฟ้า มีอัจฉริยะเกิดขึ้น มีสัตว์ประหลาดปรากฏตัวออกมา มีปิศาจปรากฏขึ้น ทั่วทุกพื้นที่มีแต่คนที่สนทนาเรื่องนี้



     ชูเฟิง เป็นอัจฉริยะ เพราะพรสวรรค์ทั้งทักษะและการบ่มเพาะพลัง ชูเฟิง เป็นสัตว์ประหลาดพลังของเขาสามารถท้าทายได้แม้แต่สวรรค์ ชูเฟิง เป็นปิศาจเพราะความโหดเหี้ยวขณะลงมือของเขา



     ชื่อเสียงของ ชูเฟิง ทั้งทำให้คนอื่นๆ เลื่อมใส และหวาดกลัว แต่ความหวาดกลัวนั้นมีมากกว่า พวกเขาไม่กล้าที่จะ ว่าร้าย ทำให้โกรธเคือง หรือแม้แต่ทำให้ไม่พอใจ ไม่เช่นนั้นตระกูลของพวกเขาอาจถูกกวาดล้างจนไม่เหลือรอดได้



     เพียงระยะเวลาสั้นๆ ความแข็งแกร่งของ ชูเฟิง ก็เป็นที่ยอมรับว่าแข็งแกร่งราวกับ ปิศาจ และถูกยกให็เป็นหนึ่งในอัจฉริยะของอาณาจักรมังกรฟ้า



     อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ประชาชนของเมืองวิหคเพลิง ต่างพูดถึงข่าวนี้ต่างออกไป……………..



     “ชูเฟิง คือ นายชุดคลุมสีเทา !! ชูเฟิง คือ นายชุดคลุมสีเทา !! สวรรค์………..นี่มันข่าวดียิ่งนัก”



     ในห้องโถงใหญ่ภายในตำหนังเจ้าเมืองวิหคเพลิง ซูเฮิน กำลังตื่นเต้นขณะเดินกลับเข้ามา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุข เพราะเขาไม่เคยลืมว่า นายชุดคลุมสีเทา เคยเตือนเขาไว้ว่าไม่ให้ยกลูกสาวแต่งงานกับผู้ใด



     เดิมทีเขาคิดจะขัดคำเตือนนั้น เพราะเขาพบว่า ชูเฟิง นั้นเป็นอัจฉริยะ อีกทั้งยังมี ฉี เฟิงหยาง คอยให้ความสนับสนุน และตัว ชูเฟิง เอง ก็ชอบพออยู่กับลูกสาวของเขา อีกทั้งยังต้องการที่จะแต่งงานกับลูกสาวของเขา แต่ด้วยเพราะคำขู่ของนายชุดคลุมสีเทา ทำให้เขาเริ่มที่จะสับสน



     แต่ในตอนนี้ เมื่อความจริงปรากฏว่า พวกเขาทั้งสองคน คือคนๆ เดียวกัน ความขัดแย้งและสับสนภายในใจจึงหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ความสุขที่เอ่อล้นออกมา



     “ท่านพ่อ ข่าวนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่ถ้าหากว่า ชูเฟิง คือนายชุดคลุมสีเทา…….ท่านดีใจอะไรน่ะ” ซูเหม่ย จ้องมองบิดาของนางด้วยดวงตาคู่งาม



     “ท่านพ่อกำลังป่วย เจ้าอย่าได้ใส่ใจท่านเลย” ซูรู่ ดึงแขนของ ซูเหม่ย พร้อมทั้งกระซิบที่ข้างหูเบาๆ



     “ฮ่าๆ…รู่น้อย เหม่ยน้อย มีบางสิ่งที่ข้าปิดบังพวกเจ้ามาเป็นเวลานาน และในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าจะต้องบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับมัน”



     “ในวันนั้น ที่นายชุดคลุมสีเทากวาดล้างตระกูลซางกวน เขาได้ทิ้งจดหมายไว้ให้ข้า โดยที่เนื้อหาของจดหมายระบุว่า เขาจะแต่งงานกับบุตรสาวทั้งสองคนของข้า” ซูเฮิน เดินไปที่ด้านหน้าของ ซูรู่ และ ซูเหม่ย พร้อมทั้งวางฝ่ามือของเขาบนไหล่ของทั้งสองคน ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความสุขและความตื่นเต้น



     “อะไรนะ !! นายชุดคลุมสีเทา ต้องการจะแต่งงานกับพวกเราสองคนอย่างนั้นเหรอ” ในขณะนั้น แววตาและใบหน้าของ ซูเหม่ย เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางหวาดกลัวยิ่งกว่าตอนที่ ตระกูลซางกวน ยกขบวนมาแต่งงานกับนางเสียอีก



     นางจำได้เพียงแค่ว่า นายชุดคลุมสีเทา นั้นเป็นชายแก่ และลงมือกวาดล้างตระกูลซางกวนอย่างโหดเหี้ยม นางไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อบุคคลเช่นนั้น จ้องการจะแต่งงานกับนาง



     “ฮ่าๆ เหม่ยน้อย เจ้าไม่กลัวไปหรอก เพราะตอนนี้ตัวตนของ นายชุดคลุมสีเทา ได้ถูเปิดเผยออกมาแล้ว และเขาคือ ชูเฟิง”



     “นั่นหมายความว่า ฉากหน้าคือ นายชุดคลุมสีเทา ต้องการจะแต่งงานกับพวกเจ้าทั้งสองคน แต่ความจริงคือ ชูเฟิง ต้องการจะแต่งงานกับพวกเจ้า” ซูเฮิน กล่าวอธิบาย



     “ท่านพ่อ อย่าได้พูดไร้สาระ มันยังไม่ได้รับการยืนยันในข่าวนี้ และ ชูเฟิง ก็ไม่เคยบอกว่าเขาคือ นายชุดคลุมสีเทา” ในตอนนั้น ซูรู่ โกรธจัด นางผลักแขนของ ซูเฮิน ออกและกล่าวออกมา



     “ท่านไม่ใช่พ่อที่น่านับถือในหัวใจของพวกเรา ท่านไม่เคยคิดพวกเราเป็นลูกของท่าน พวกเราเป็นเพียงผู้เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเท่านั้น” หลังจากกล่าวจบ ซูรู่ ก็ผลักประตูพร้อมกับวิ่งออกไป


//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


แปลโดยคุณ#Abhisit