วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 328 - ช่วยเขา



       “ เฮ่สหายตัวน้อยข้าไม่ได้ฟังเจ้าผิดไปใช่หรือไม่? เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าเจ้าต้องการที่จะไปหุบเขาพันปีศาจ?” ใต้เท้าหลี่เกิดอาการช็อกไปทั่วใบหน้าของเขา เขาจ้องมองไปที่ชูเฟิงด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็นและเต็มไปด้วยเตือนภัยกับตัวเองว่าบุคคลที่เขามองอยู่นั้นอาจไม่ใช่คนแต่เป็นปีศาจ



จากปฏิกิริยาของผู้เฒ่าหลี่เช่นเดียวกับผู้คนที่อยู่ในละแวกนั้นชูเฟิงจึงสามารถคาดเดาได้ว่า หุบเขาพันปีศาจนั้นมีแนวโน้มที่อาจเป็นสถานที่ที่ไม่รู้จักหรือไม่ก็อาจเป็นพื้นที่ต้องห้ามก็ได้ ฉะนั้นด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา เขาจึงกล่าวออกไปว่า



       “ ข้าเรียนท่านตามตรงเลยว่าจริงๆแล้วข้านั้นคือผู้เยี่ยมยุทธ์จากอาณาจักรมังกรฟ้าและข้ายังได้ยินมาอีกว่าหุบเขาพันปีศาจนั้นได้อยู่ในอาณาจักรฉินซึ่งมันยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสมบัติที่มีผลประโยชน์มากมายต่อเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ ฉะนั้นข้าจึงได้เดินทางไกลเพื่อที่จะมายังสถานที่แห่งนี้เพียงเพราะข้านั้นต้องการที่จะได้เห็นและสัมผัสความมั่งคลั่งของหุบเขาพันปีศาจเท่านั้น”



      “ ผู้เยี่ยมยุทธ์? เด็กเหลือขอตัวเล็กๆเช่นเจ้าเนี่ยนะ?” หลังจากที่ได้ยินคำเพียงสองคำ “เยี่ยมยุทธ์” ชายหนวดเคราสูงใหญ่ประมาณแปดคนและร่วมถึงคนอื่นๆอีก ต่างจ้องมองชูเฟิงด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่เชื่อว่าชูเฟิงนั้นคือผู้เยี่ยมยุทธ์



     “ นี่สหายตัวน้อยข้าเองนั้นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องซักเท่าไหร่หรอกนะว่าหุบเขาพันปีศาจนั้นมันมีผลประโยชน์อันใดสำหรับเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ แต่ข้ารู้มาว่าหุบเขาพันปีศาจนั้นเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับมนุษย์ มันนั้นเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเหล่าปีศาจร้ายและสัตว์ยักษ์”



     “ ครั้งหนึ่งคฤหาสน์องค์ชายอันทรงเกียรติได้สั่งห้ามเอาไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดหรือขุมอำนาจใดก็ตามหากพวกเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังหุบเขาพันปีศาจพวกเขาก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นได้เพราะถ้าหากเหล่าปีศาจร้ายหรือสัตว์ยักษ์เกิดโมโหขึ้นมาละก็มันอาจกลายเป็นการจุดฉนวนสงครามขนาดใหญ่ในทันที” ใต้เท้าหลี่กล่าวเตือนอย่างเคร่งขรึมเพราะเขารู้สึกกลัวว่าชูเฟิงจะไม่รู้ถึงผลที่จะตามมาอย่างร้ายแรงหากเข้าไปยังหุบเขาพันปีศาจ



       “ คฤหาสน์องค์ชายอันทรงเกียรติ? พวกเขาคือผู้ปกครองอาณาจักรฉินอย่างนั้นหรือ?” ชูเฟิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น



       “ ฮืมสหายน้อยนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่เจ้ามายังอาณาจักรฉินใช่หรือไม่และดูเหมือนว่าเจ้าคงจะไม่รู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับที่นี่เลยซินะ” เมื่อเห็นเช่นนั้นชายชรารู้สึกประหลาดใจไปชั่วครู่แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานนักเขาก็เริ่มเล่าถึงรายละเอียดให้ฟังว่า



       “ คฤหาสน์องค์ชายอันมีเกียรตินั้นแต่เดิมได้ถูกเรียกว่าหมู่บ้านอันทรงเกียรติซึ่งพวกเขานั้นได้ถูกขนานนามว่าเป็นขุมพลังอำนาจอันดับหนึ่งในอาณาจักรฉิน และด้วยความแข็งแกร่งของหมู่บ้านอันทรงเกียรติพวกเขานั้นได้มีความแข็งแกร่งเกินกว่าผู้ปกครองเดิมของอาณาจักรฉินลานคฤหาสน์องค์ชาย ดังนั้นราชวงศ์จึงได้ถอนอำนาจการปกครองของลานคฤหาสน์องค์ชายออกและส่งมอบการปกครองของอาณาจักรฉินให้กับหมู่บ้านอันทรงเกียรติให้เป็นผู้ดูแลต่อไป”



หลังจากได้ยินคำพูดของใต้เท้าหลี่ชูเฟิงก็สามารถที่จะเข้าใจได้ถึงความแข็งแกร่งของหมู่บ้านอันทรงเกียรติได้ เพราะการที่หมู่บ้านอันทรงเกียรตินั้นสามารถใช้การพัฒนาของตนจนเกินผู้ปกครองอาณาจักรไปได้และยังได้รับการยอมรับจากราชวงศ์เช่นนี้อีกไม่แน่ว่าหมู่บ้านอันทรงเกียรตินั้นอาจมีวิธีการบางอย่างก็เป็นไปได้ เพราะอย่างน้อยสำนักหลิง-หยุนก็ยังไม่สามารถที่จะกระทำการเช่นนี้ได้



        “ งั้นปีศาจร้ายที่อยู่ในหุบเขาพันปีศาจก็แข็งแกร่งมากเลยเช่นนั้นหรือ? แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขุมพลังอำนาจเช่นนั้นก็ยังไม่กล้าที่จะขัดใจพวกมัน?” ชูเฟิงพยายามที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุบเขาพันปีศาจ



       “ ใช่แล้ว! ปีศาจร้ายที่อยู่ในหุบเขาพันปีศาจนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัว พวกมันนั้นได้ปกครองหุบเขาพันปีศาจมาแล้วเกือบพันปีและข้ายังได้ยินมาอีกว่าจำนวนปีศาจที่อาศัยอยู่ในหุบเขาพันปีศาจนั้นมีถึงหลายล้านตัว พวกมันทุกตัวนั้นล้วนแล้วแต่เป็นปีศาจที่ดุร้ายแถมบางตัวยังสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้กลายเป็นมนุษย์ได้อีกด้วย”



        “ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าสี่กษัตริย์ปีศาจที่ปกครองอยู่ในหุบเขาพันปีศาจ พวกมันมีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากแม้แต่ผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงของคฤหาสน์องค์ชายยังเกรงกลัวพวกมัน”



        “ แต่โชคยังดีที่พวกเขาได้ตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาพันปีศาจเพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นละก็พลเมืองของอาณาจักรฉินจะต้องเจอกับความโชคร้ายอย่างแน่นอน”



        “ และด้วยเหตุผลที่หมู่บ้านอันทรงเกียรติได้มีคำสั่งที่ว่าหากบุคคลใดก็ตามที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังหุบเขาพันปีศาจพวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ขึ้นไปนั้น เพราะว่าถ้าหากมีใครก็ตามที่ไปกระตุ่นพวกปีศาจจนทำให้มันโกรธขึ้นมาละก็พวกมันจะบุกเข้ามาโจมตีมนุษย์เบื่องล่างและอาจหนักจนถึงขั้นที่ต้องโดนขุดรากถอนโคนตระกูล” ใต้เท้าหลี่ยังคงเน้นย้ำ



        “ อื้มมันเป็นเช่นนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าใต้เท้าหลี่จะรู้เรื่องราวในอาณาจักรฉินไม่น้อยเลยจริงๆ” ชูเฟิงนั้นอดไม่ได้ที่จะต้องชื่นชมใต้เท้าฉินเพราะว่าข้อมูลนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญด้วยสถานการณ์ที่มีข้อมูลจำกัด ผู้ที่มีข้อมูลน้อยกว่าย่อมต้องตกเป็นรองผู้ที่มีข้อมูลมากกว่าเสมอ



โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองเล็กๆที่ใต้เท้าหลี่และผู้คนอื่นๆอาศัยอยู่นั้น ถือได้ว่าเป็นพื้นที่เขตชายแดนของอาณาจักรฉินซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสถานะของพวกเขานั้นถือได้ว่าต่ำต่อยเลียดินมากและพวกเขานั้นไม่ควรที่จะมีความรู้และข้อมูลที่มากมายเช่นนี้



      “ โฮ…อันที่จริงแล้วข้าได้ยินมันมากจากหลานชายของข้าอีกทีน่ะ”



      “ หลานชายของข้านั้นเขาเป็นถึงศิษย์หลักของสำนักลำดับ #2 สำนักสายฟ้าลวงตา ด้วยความซื่อสัตว์แต่เดิมครอบครัวของข้านั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่ยากจน แต่มันเป็นเพราะหลานชายของข้านั้นมีศักยภาพที่ค่อนข้างดีฉะนั้นแล้วนี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเรานั้นสามารถมีความมั่งคั่งมาได้จนถึงทุกวันนี้” ในขณะที่เขากล่าวถึงหลานชายของเขาใบหน้าของใต้เท้าหลี่ก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ



       “ ท่านใต้เท้า!!” แต่เพียงในเวลานั้นจู่ๆก็ได้มีเสียงตะโกนระเบิดดังออกมาภายในห้องโถง ซึ่งต้นต่อของเสียงตะโกนนั้นก็คือชายหนุ่มที่มีร่างกายอ่อนแอเขาวิ่งเขามาอย่างรวดเร็ว



        “ มีเหตุอันใดรึ วัง เอ๋อ! เกิดอะไรขึ้น? ทำใมถึงได้เร่งรีบเช่นนั้น?” เมื่อเห็นผู้ที่เข้ามาใต้เท้าหลี่หัวเราะและถามอย่างใจเย็นซึ่งมันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาดูแลรักษาคนรับใช้ในคฤหาสน์ของเขาได้เป็นอย่างดี



        “ มันเป็นจดหมายจากสำนักสายฟ้าลวงตาครับท่าน” ชายที่เรียกว่า วัง เอ๋อ ยื่นจดหมายให้ใต้เท้าหลี่



        “ มันเป็นจดหมายของหลานชายข้าอย่างนั้นรึ” ทันทีใต้เท้าหลี่รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากเขายิบจดหมายมาและฉีกมันออกพร้อมเปิดมันอ่านอย่างชำชองเขาเริ่มที่จะอ่านมันด้วยใบหน้าที่เปรี่ยมไปด้วยความสุขที่ล้นหลาม



แต่ในตอนนั้นชูเฟิงกลับค้นพบว่าใบหน้าของใต้เท้าหลี่นั้นกลายเป็นบิดเบี้ยวและสีขาวอ่อน จากนั้นมันก็กลายเป็นฟ้า และท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นสีม่วงและแม้กระทั่งร่างกายของเขาก็ยังเกิดอาการสั่น และท้ายที่สุดร่างกายของเขาก็โน้มตัวไปข้างหน้าและเป็นลมในทันที



         “ ใต้เท้าหลี่,ท่านเป็นเช่นไร?” โชคดีที่ชูเฟิงยืนมือรับไว้ทันและพาเขาไปนั่งพักบนเก้าอี้ คนที่อยู่ในคฤหาสน์หลี่พอเห็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้พวกเขาจึงได้รีบวิ่งเข้ามาตรวจสอบว่ามันเป็นเหตุอันใดขึ้น กับใต้เท้าหลี่



ชูเฟิงได้เดินไปหยิบจดหมายของใต้เท้าหลี่ที่ตกอยู่พื้น หลังจากที่ชูเฟิงได้อ่านมันทั้งหมดแล้วจึงทำให้เขาเข้าใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้ทั้งหมดว่ามันเกิดเหตุอันใดขึ้นกับใต้เท้าหลี่จนทำให้เขาเป็นลมไปเช่นนั้น



เพราะว่าจดหมายที่ส่งมานั้นมันไม่ได้ถูกส่งมากจากหลานชายของเขาแต่มันถูกแอบส่งมาโดยเพื่อนสนิทของหลานชายของเขาในสำนักสายฟ้าลวงตา



เนื้อหาคร่าวๆในจดหมายได้กล่าวเอาไว้ว่าหลานชายของใต้เท้าหลี่นั้นได้กระทำความผิดบางอย่างจนทำให้เจ้าสำนักของสำนักสายฟ้าลวงตานั้นโกรธจนมันทำให้เขาในตอนนี้นั้นถูกคุมขังอยู่ภายในสำนักฉะนั้นเพื่อนของเขาจึงหวังว่าใต้เท้าหลี่จะสามารถคิดหาวิธีที่จะสามารถช่วยเขาออกมาได้



แต่ด้วยการที่ใต้เท้าหลี่นั้นเกิดมาเป็นตระกูลที่ยากจนอยู่แล้วเขาจะมีความสามารถใดกันที่จะสามารถช่วยหลานชายของเขาออกมาจากคุกได้? ความมั่งคั่งของเขาทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ล้วนได้มันมาจากหลานชายของเขาทั้งนั้น



นอกจากนี้การที่พวกเขาจะต้องไปสำนักสายฟ้าลวงตานั้นก็ต้องผ่านเหล่าฝูงปีศาจมากมายมหาศาลจนถึงขนาดที่พวกเขาไม่อาจคาดคิดได้ เพียงแค่คิดถึงปีศาจพวกเขาต่างก็ต้องกลัวจนตัวสั่นจึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการไปช่วยหลานชายของเขาเลย



ดังนั้นจึงไม่อาจตำหนิใต้เท้าหลี่ได้สำหรับการที่เขาเป็นลมไปเพียงเพราะแค่ได้อ่านมัน สำหรับเขาแล้วมันเป็นเหมือนดั่งเช่นฟ้าที่ผ่าลงมาในสภาพอากาศที่แจ่มใส มันคือฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง



         “ เฮ้ย หลานชายของใต้เท้าหลี่มีชื่อเรียกว่าเช่นไร?” ชูเฟิงถามไปยังชายหนวดเคราทั้งแปด



         “ จะอยากรู้ไปทำใม?” ชายหนวดเคราทั้งแปดต่างมองชูเฟิงด้วยการเตือน



         “ ข้าถามว่าเขามีชื่อเรียกว่าเช่นไร” ชูเฟิงหลี่สายตาของเขาและสัมผัสได้ถึงประกายแสงจ้าเย็นที่ปรากฏออกมา



ชายหนวดเคราทั้งแปดคนต่างหวาดกลัวการจ้องมองของชูเฟิง พวกเขาได้ล้มลงและนั่งแผละอยู่ที่พื้น พวกเขาไม่กล้าที่จะปกปิดชูเฟิงอีกต่อไปพร้อมกล่าวออกมาด้วยเสียงที่สั่นครือ “เขา…เขา…เขามีชื่อเรียกว่า หลี่ ต้าโต๋ว”



        “ แล้วสำนักสายฟ้าลวงตาไปทางไหน?” ชูเฟิงถามเหล่าชายหนวดเคราทั้งแปดอีกครั้งและครั้งนี้พวกเขาบอกถึงทิศทางที่จะไปสำนักสายฟ้าลวงตาและรวมถึงระยะทางที่จะไปเท่าที่พวกเขารู้



หลังจากที่ได้รับรู้ทุกอย่างชูเฟิงก็ทิ้งให้พวกเขาอยู่กันอย่างนั้นและออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนรับใช้ของตระกูลหลี่พวกเขาทุกคนต่างมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนในขณะที่พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำใมชายหนุ่มเช่นเขาถึงได้ถามอะไรเช่นนั้น



แต่ในทางกลับกันชายหนวดเคราทั้งแปดคนต่างนั่งค้างอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานในขณะที่ความรู้สึกของพวกเขานั้นยังคงถูกกดดันด้วยสายตาอันสยองขวัญของชูเฟิงอยู่เช่นนั้น



สำหรับเหตุผลที่ชูเฟิงถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นมันเป็นเพราะว่าชูเฟิงนั้นต้องการที่จะช่วยใต้เท้าหลี่ เพราะชูเฟิงเห็นได้ชัดว่าใต้เท้าหลี่นั้นเป็นคนดีจริงและรวมไปถึงพลเมืองทั้งหลายก็ต่างยอมรับเขา



บางที่เขาไม่จำเป็นต้องบอกข้อมูลของหุบเขาพันปีศาจให้กับเขาก็ได้แต่เขากลับเลือกที่จะบอกข้อมูลที่มีค่าเช่นนี้ให้กลับชูเฟิงแถมยังเลี้ยงอาหารเขาอีกด้วยบุคคลที่เปรี่ยมล้นไปด้วยความดีเช่นเขามีหรือที่ชูเฟิงจะไม่ต้องการที่จะช่วย




#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : ง่ะโธ่ไอ้ ชายหนวดเคราทั้งแปดถ้าไม่ได้ใต้เท้าหลี่นะมึงคงโดนพี่เฟิงกูฆ่าตายไปตั้งแต่ต้นบทและโธ่ไอ้ขี้ไก่เอ้ย!!

B2 : 5555 ว่าแต่ B1 นายคิดว่าสำนักสายฟ้าลวงตาไรนั้นมันจะรอดไหม

B1 : B2 นายไม่น่าถามนะดูจากสภาพแล้วคงเละเป็นโจ๊ก

B2 : 5555 ต้าโต๋วนี่โชคดีจริงๆ

B3 : โชคดี? มึงบอกว่าโชคดีหรอ B2!! เนี่ยไอ้พวกที่แบบคิดน้อยๆมันจะเป็นเช่นนี้แหละอุ๊ยว๊ายถูกพระเอกของเรื่องช่วย

เอาไว้ดีใจจุงเบย!! ถุย!! อย่างน้องกูคนนึงแหละที่ไม่คิดแบบนั้นไอ้พวกโลกคิดไอ้พวกไม่ชอบคิดให้ละเอียดลองนึก

ภาพตามเฒ่าหลี่เขาบอกว่าเขามั่งคั่งเพราะหลานชาย หลานชายรวยได้เพราะสำนักสายฟ้าลวงตา และถูกขังเพราะทำไร

ผิดบางอย่างซึ่งถ้าเกิดเป็นคนอื่นไปช่วยกูจะไม่แอนตี้เลยแต่นี้เป็นไอ้เฟิง มันเป็นไอ้เฟิง!! จากประสบการอ่านแล้วกูว่า

สำนักคงไม่เหลือและ ต้าโต๋วและพ้องเพื่อนของมันก็จะกลายเป็นคนไร้สำนักเพราะสำนักถูกทำลายและรวมไปถึงคน

อื่นๆด้วยเพียงเพราะแค่ไอ้เฟิงคนเดี่ยวก็สร้างความชิบหายไปทุกย่อมย่าพอดีไม่มีสำนักไม่มีเงินจนอดแดกไม่มีจะกลิ่น

กลับไปอยู่แบบจนๆเหมือนเดิมเห้อสงสารผู้เฒ่าหลี่

B1 : มึงก็โลกแคบเกิ๊นไป๊ B3 นี่ถามจริงโลกของมึงนี่เท่าหีมดรึป่าวเนียแคบชิบหาย

B2 : เอ้อนี่ถ้ามึงมีตัวตนอยู่ในนิยายด้วยล่ะก็นะกูบอกชูเฟิงให้ไปฆ่ามึงเป็นตนแรกเลย

B3 : ฮ่างั้นก็เข้ามาเลยกูบอกได้คำเดียวกับว่ากูคือตัวร้ายทุกคนที่อยู่ในเรื่องนี้เว้ย!!!

B1,B2 : ได้เดี้ยวเจอกันเพราะพวกกูก็คือตัวดีที่อยู่ในเรื่องนี้เหมือนกัน

B3 : ได้ตอนหน้าเดี้ยวรู้เลย!!!

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..