วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 341 - ก้าวข้ามมัน



       “กู่ โบ๋ ท่านผ่าน?” ชูเฟิงรู้สึกมีความสุขมากหลังจากที่เขาได้เห็น กู่ โบ๋ เพราะหลังจากที่พวกเขาได้อยู่ร่วมกันในไม่กี่วันที่ผ่านมาชูเฟิงนั้นเห็น กู่ โบ๋เปรียบเสมือนดั่งพี่ชายมันจึงเป็นธรรมชาติที่เขาจะคาดหวังเอาไว้ว่า กู่ โบ๋นั้นจะสามารถผ่านการทดสอบได้



       “ไม่เพียงแต่ผ่านการทดสอบเท่านั้นท่าน กู่ โบ๋ ยังเป็นคนแรกที่ได้ผ่านการทดสอบปราสาทไร้สิ้นสุดในระดับแหล่งกำเนิดวิญญาณออกมาเป็นคนแรกและยังได้รับตราสัญลักษณ์อันทรงเกียรติอีกด้วย!!” ก่อนที่ กู่ โบ๋ จะได้กล่าวก็ดันมีชายที่อยู่เบื่อหลังของเขากล่าวออกมาให้แทนใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับว่าเขาเป็นคนที่ออกมาเป็นคนแรกยังใงยังงั้น



       “พี่ชาย กู่ โบ๋ ข้าขอแสดงความยินดีกับท่านด้วยอย่างแท้จริง” ชูเฟิงนั้นไม่แปลกใจเลยที่ผลมันออกมาเป็นเช่นนี้ใบหน้าของเขานั้นแสดงออกถึงความสุขอย่างแท้จริงมาจากใจของเขาและเขายังรู้อีกว่าในเวลานี้เขาควรจะแสดงความยินดีให้กับ กู่ โบ๋



เพราะ กู่ โบ๋ ไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่งทางอำนาจพลังวิญญาณเท่านั้นเขายังมีอำนาจทางจิตวิญญาณที่ยังเป็นที่โดดเด่นอีกด้วยดังนั้นการที่เขาสามารถผ่านการทดสอบปราสาทไร้สิ้นสุดในระดับแหล่งกำเนิดวิญญาณเป็นคนแรกได้นั้นยังคงอยู่ในความคาดหวังของชูเฟิงอยู่



       “น้องชายชูเฟิงถ้าเกิดว่าเจ้าเลือกปราสาทไร้สิ้นสุดในระดับกำเนิดวิญญาณล่ะก็ข้าเชื่อว่าคนที่จะผ่านการทดสอบเป็นคนแรกนั้นจะต้องเป็นเจ้าอย่างแน่นอน” กู่ โบ๋ นั้นยังคงตอบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นอย่างมากแต่สำหรับผู้คนที่มาจากนิกายโลกวิญญาณนั้นกลับรู้สึกค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วยต่อคำพูดของ กู่ โบ๋ สักเท่าไหร่



หลังจากที่พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับความสำเร็จของชูเฟิงในใจของพวกเขานั้นก็เต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมายว่ามันจริงไหมและเชื่อถือได้มากแค่ไหนแต่หลังจากที่เขาได้มาเห็นความแข็งแกร่งที่ชูเฟิงที่สามารถเอาชนะเหล่ากลุ่มผู้เชียวชาญจากดินแดนแก่นแท้วิญญาณได้อย่างง่ายดายทั้งที่เขามีพลังวิญญาณอยู่เพียงแค่ระดับ 9 แดนกำเนิดวิญญาณเพียงเท่านั้นมันจึงทำให้พวกเขารู้สึกชื่นชมและรวมไปถึงความหวาดกลัวที่จะต้องสลักชื่อของชูเฟิงเอาไว้ในใจของพวกเขา



และเมื่อหันหน้าไปทางพวกเขา ชูเฟิงเพียงแค่ส่งยิ้มเบาๆและหันหัวของเขากลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมเปลี่ยนหัวข้อที่จะคุยออกไปในทันที “พี่ชาย กู่ โบ๋ ของข้าคือผู้ที่ได้รับสถานะเป็นคนแรกที่ได้ผ่านการทดสอบในระดับแดนกำเนิดวิญญาณแล้วผู้ใดกันที่ได้รับสถานะเป็นคนแรกที่ได้ผ่านการทดสอบในระดับแดนแก่นแท้วิญญาณ?”



        “ชูเฟิงการทดสอบในครั้งนี้นั้นได้มีม้ามืดปรากฏตัวออกมา!” เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ กู่ โบ๋ มีสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปในทันที



       “ม้ามืด? มีสิ่งใดเกิดขึ้น? ตาเฒ่าลามก หวัง เฉียง ไม่ได้รับสถานะเป็นคนแรกอย่างงั้นหรือ?” ชูเฟิงทำท่าทางงงง่วงและถาม



       “ไม่ใช่เขาแต่เป็นเพียงชายหนุ่ม ชายหนุ่มที่มีอายุเพียงแค่ 15 ปี เขาเป็นคนที่ผ่านการทดสอบเป็นคนแรก” เมื่อ กู่ โบ๋ กล่าวคำพูดเหล่านั้นใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนเพราะชายหนุ่มคนนี้มีอายุน้อยกว่าเขาและแม้แต่ชูเฟิง



ซึ่งมันหมายความว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่เวทีของเหล่าอัจฉริยะแล้วอย่างแท้จริงและการที่เขาสามารถเป็นคนแรกที่ผ่านการทดสอบได้นั้นมันก็บ่งบอกถึงความสามารถของเขาแล้วว่าได้ทะลุเหนือกว่าเหล่าอัจฉริยะทั้งหมดในทวีป 9 อาณาจักร



        “จริง? เขามีชื่อเรียกว่า?” ในทำนองเดียวกันชูเฟิงยังรู้สึกตะลึงมากกับชายหนุ่มผู้นี้



        “เจียง หวู่ชาง” กู่ โบ๋ กล่าวออกมาเพสียงสามคำอย่างเคร่งขรึม



หลังจากที่ทราบชื่อชูเฟิงก็ได้ฉกคิดอยู่ในใจของเขา “อืมมันเป็น เจียง หวู่ชาง งั้นแสดงว่าเขาก็ต้องเป็นคนของราชวงศ์เจียง”



หลังจากนั้นชูเฟิง กู่ โบ๋ และคนอื่น ๆก็ได้เดินเข้าไปในพื้นที่หลักของเมืองนครอันทรงเกียรติ และนอกจากนี้มันยังหมายความว่าพวกเขามีคุณสมบัติพอที่จะได้เข้าร่วมชุมนุมงานแต่ง



ภายในที่พักสำหรับผู้เข้าพักชูเฟิงได้วางอำนาจวิญญาณก่อตัวของเขาเอาไว้ หลังจากที่วางการป้องกันเสร็จสิ้นเขาก็ได้ยิบถุงจักรวาลที่มีลูกแก้วแก่นแท้วิญญาณทั้งหมื่นเม็ดออกมา



ในทันทีที่เห็นชูเฟิงรู้สึกตื่นเต้นออกมาจากใจของเขาอย่างแท้จริงเพราะเขารู้สึกว่าลูกแก้วแก่นแท้วิญญาณทั้งหมื่นเม็ดนี้จะสามารถทำให้เขาทะลวงเข้าไปสู่ดินแดนแก่นแท้วิญญาณได้และอาจก้าวถึงระดับ 2 แดนแก่นแท้วิญญาณเลยก็เป็นไปได้



       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ข้ามั่นใจว่าข้ากลั่นครบไปทั้งหนึ่งหมื่นเม็ดแล้วนะ แล้วเหตุใดทำใมข้าถึงยังไม่สามารถที่จะตัดผ่าน?”



สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันไม่ได้เป็นดั่งที่เขาได้คาดคิดเอาไว้ เขามั่นใจอย่างชัดเจนว่าอำนาจแก่นแท้วิญญาณได้ถูกกลืนกินแล้วโดยสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในดันเถียนของเขาซึ่งมันควรจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาบุกฝ่าเข้าไปยังแดนแก่นแท้วิญญาณ แต่มันกับไม่เป็นเช่นนั้น



และในตอนนี้หลังจากที่เขากลืนกินลูกแก้วแก่นแท้วิญญาณอย่างต่อเนื่องให้กับสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในดันเถียนของเขา เขาก็ไม่มีวิธีการใดที่จะกลั่นพลังงานเพิ่มให้กับดันเถียนของเขาอีก ต้องบอกเลยว่าการตัดผ่านในครั้งนี้นั้นชั่งเป็นขั้นตอนที่ยากกว่าขั้นตอนที่ผ่านมาเป็นไหนๆ



ในตอนนี้ชูเฟิงไม่สามารถที่จะตัดผ่านแม้ความจริงที่ว่าเขาได้กลั่นลูกแก้วแก่นแท้วิญญาณไปทั้งหมื่นเม็ดแล้วก็ตามเขาก็ยังไม่สามารถที่จะตัดผ่านได้พลังงานแก่นแท้วิญญาณของเขาในตอนนี้ทั้งหมดมันได้ถูกครอบงำโดยเหล่าสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งแปดในดันเถียนของเขา เมื่อรู้เช่นนั้นมันจึงทำให้ชุเฟิงตื่นตระหนกอย่างสมบูรณ์



        “เวรเอ้ย! นี่ข้าทำอะไรผิดตรงไหน? พลังงานแก่นแท้จำนวนมากมันก็ได้ถูกเก็บเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วนิและมันยังมากพอที่จะทำให้ตัดผ่านซึ่งมันควรจะเป็นแบบนั้นสิแล้วทำใมตอนนี้มันถึงไม่สามารถที่จะตัดผ่านได้กัน?” หน้าผากของชูเฟิงนั้นเต็มไปด้วยเหงื่ออาการของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในขณะที่เขากังวลใจเขาก็เดินวนไปรอบๆพื้น



        “ชูเฟิงเจ้าไม่จำเป็นต้องตกใจลองคิดอย่างรอบคอบและรู้สึกถึงสิ่งที่อยู่ในดันเถียนของเจ้า พยายามเชื่อมโยงกับพวกเขาและทำความเข้าใจกับพวกเขาซะ”



       “มันเป็นไปไม่ได้ที่เส้นทางของเหล่าผู้เชี่ยวชาญทักษะยุทธ์นั้นจะราบลื่น โดยเฉพาะเมื่อต้องการที่จะตัดผ่านเข้าสู่ดินแดนใหม่พวกเขาจะต้องเข้าใจในดินแดนนั้นอย่างลึกซึง และนี่ก็ยังเป็นขั้นตอนที่ยาวนานมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆก็สามารถตัดผ่านมันได้โดยระยะเวลาอันสั่น”



       “ซึ่งมันยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่สามารถตัดผ่านเข้าสู่แดนสวรรค์วิญญาณได้หรือแม้กระทั่งแดนแก่นแท้วิญญาณก็ยังมีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงมันและยังรวมไปถึงแดนแหล่งกำเนิดวิญญาณด้วย และเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ก็เพราะอำนาจและความเข้าใจในดินแดนนั้น ๆของพวกเขานั้นยังไม่เพียงพอและเมื่อไม่เข้าใจในอำนาจของดินแดนนั้น ๆพวกเขาก็จะไม่สามารถตัดผ่านเข้าสู่ดินแดนใหม่ได้พวกเขาจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพลังอำนาจที่แตกต่างกันระหว่างราวฟ้ากับดินในแต่ละขั้นที่พวกเขาต้องตัดผ่าน”



       “ แต่สำหรับเจ้านั้นมันต่างกัน เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจอำนาจแหล่งกำเนิดหรืออำนาจแก่นแท้เจ้าไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจพวกมันเพียงแต่สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องทำความเข้าใจคือสิ่งที่อยู่ในดันเถียนของเจ้าและทำให้พวกมันสามารถถูกนำออกมาใช้โดยเจ้าซะ”



เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่ชูเฟิงสับสนก็ได้มีเสียงหวานและอ่อนโยนของ ต้าน ต้านดังออกมาในตอนนี้ ต้าน ต้านนั้นดูเหมือนผิดปกติต่างออกไปจากเดิมนางในตอนนี้นั้นเปรียบได้ดั่งโคมไฟที่นิ่งสงบและส่องแสงสว่างในเส้นทางที่มืดมิดนางได้ชี้ทางให้ชูเฟิงว่าชูเฟิงนั้นควรจะเดินไปทางไหน



        “ใช่แล้ว ในเส้นทางของผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์มักจะต้องมีอุปสรรคมาขวางกั้นเสมอ เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้เราก้าวข้ามไปสู่ดินแดนใหม่และได้รับขุมพลังแบบใหม่มีเพียงแค่ข้าต้องก้าวข้ามมันไปเท่านั้น”



        “และการตัดผ่านก่อนหน้านี้สำหรับข้านั้นมันง่ายเกินไปและเพราะความเรียบง่ายแบบนั้นมันทำให้ข้าคิดว่าตราบใดที่ข้ามีทรัพยากรเพียงพอข้าก็สามารถตัดผ่านมันไปได้ทุกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและด้วยความคิดเช่นนั้นมันทำให้ข้าในตอนนี้คิดว่าแค่เพียงมีทรัพยากรเพียงพอก็สามารถทำให้ข้าตัดผ่านเข้าสู่แดนแก่นแท้ได้แล้ว”



       “แต่ข้ากับคิดผิด แม้ว่าข้าจะมีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสิ่งพิเศษในดันเถียนของข้า แต่มันก็ยังคงไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดีที่ข้าจะตัดผ่านเข้าสู่ดินแดนต่อไป”



       “ต้าน ต้าน ข้าขอบคุณเจ้ามากจริง ในตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าควรจะทำเช่นไร”



ชูเฟิงเขาได้นั่งลงไปที่พื้นอย่างรวดเร็วและไม่มีความกังวลในใจของเขาอีกต่อไป เขาเริ่มรักษาสภาพจิตใจและร่างกายของเขาในตอนนี้เขาได้รู้สึกถึงอสูรสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งแปดที่อยู่ในดันเถียนของเขา



ชูเฟิงไม่สามารถตรวจสอบอสูรสายฟ้าทั้งแปดได้ แต่ชูเฟิงสามารถรับรู้ได้ว่าพวกมันมีความฉลาดและมีสติปัญญาเป็นของตนเองพวกมันยังมีลักษณะที่คล้ายๆกันและยังเป็นหนึ่งเดียวกัน



อสูรสายฟ้าในร่างกายของชูเฟิงนั้นได้ร่วมกันจนกลายเป็นหนึ่งเดียวแล้วอยู่ในสภาวะนิ่งสงบคล้ายดั่งพวกมันกำลังจำศีลอยู่แต่มีอยู่ 1 ตนที่ดูหงุดหงิดก้าวร้าวแล้วเกรี้ยวกราดอยู่



         “เจ้าต้องการที่จะผสานเข้ากับร่างกายของข้าและมอบอำนาจใหม่ให้แก่ข้าใช่หรือไม่?”



        “จงอย่าได้ลังเลโปรดเชื่อใจข้า ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังโปรดให้อำนาจของเจ้าแก่ข้าและแน่นอนว่าข้าจะใช้อำนาจของเจ้าให้คุ้มค่ามากที่สุด” เมื่อชูเฟิงรู้สึกได้ถึงสาเหตุของปัญหาเขาก็ดูเหมือนมีความสุขขึ้นมาเขาจึงรีบพูดในใจของเขาและพยายามที่จะเชื่อมโยงกับอสูรสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ตัวนี้



***เสียงคำราม~~~*** ทันใดนั้นราวกับว่ามันเข้าใจคำพูดของชูเฟิงอสูรสายฟ้าขนาดใหญ่คำรามคึกคั่งในทันที เสียงของมันได้สะท้อนก้องและอื้ออยู่ในหูของชูเฟิงราวกับว่าเสียงของมันสามารถที่จะทะลุชั้นฟ้าทั้งหลายและเขย่าโลกได้ทั้งใบ



และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลังจากที่มันแผดเสียงคำรามออกไปอสูรสายฟ้าขนาดใหญ่ก็ได้ใช้อำนาจสายฟ้าของมันแยกตัวออกมาจากอีกเจ็ดอสูรสายฟ้าและเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับดันเถียนของชูเฟิง



ในทันที่ชูเฟิงก็สามารถรู้สึกได้ถึงการปรากฏตัวของอสูรร้ายสายฟ้าขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีรูปร่างคงที่ ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานอกจากนี้มันยังไม่มีดวงตา แต่มันกับมีความคิดและสามารถเดินออกมาในทิศทางที่ถูกต้องได้ อะไรคือสิ่งที่เป็นความสามารถของสายฟ้าสีฟ้าและมันยังเล็ดลอดอำนาจที่แสนจะน่ากลัวออกมา




#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : มาว่ะ เจียง หวู่ชาง

B2 : เห็นเขาบอกว่าอายุ 15 และเด็กที่สุดในหมู่อัจฉริยะ แถมยังเป็นอัจฉริยะที่เก่งที่สุดอีกด้วย

B1 : ใครบอกกันว่ามันเก่งที่สุด ??

B2 : ไม่รู้ดิก็เห็นในเรื่องเขาเขียนมาแบบนั้น

B1 : เหอะจะอยู่ได้สักกี่ตอนไอ้คำว่าอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเนี่ย

B2 : เหอะถ้าอยากรู้ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับเส้นทางของเล่มสองยังคงอีกยาวไกล

B1 : แต่เขาบอกมาว่าขอทานจะออกมาในเล่มนี้ด้วยนะ เห็นว่าออกตัวอย่างอลังกาลโครต

B2 : เห้ยพูดเป็นเล่นมันอลังกาลขนาดนั้นเลยหรอ

B1 : ฮ่าบอกได้คำเดียวว่าต้องติดตามกันต่อไป

B3 : กูไม่สนหรอกนะไอ้ขอทงขอทานไรเนี่ยกูสนแค่ว่าในอีกไม่กี่ตอนข้างหน้า จือ หลิงกูจะมาแล้ว!!!!

B1,B2 : ห่ะ จือ หลิงจะมีบทแล้ว 55555 เอาว่ะๆงานนี้มีมัน

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..