วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 350 - สะท้อนกลับ



*** ปัง ปัง ปัง *** ชูเฟิงและ เจี่ย ฉิงหมิงนั้นต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายพวกเขาออกอาวุธทั้งเตะและต่อยทุกๆครั้งที่มือและเท้าของพวกเขาชนกันมันจะทำให้เกิดเสียง เสียงที่เหมือนกับเหล็กสองอันปะทะกัน พื้นดินโดยรอบยังถูกเขย่าทุกครั้งที่พวกเขาเข้าปะทะกันแม้แต่อากาศโดยรอบยังถูกทำให้สั่นไหว



ความเร็วในการออกแม่ไม้มวยจีนของพวกเขาทั้งสองคนนั้นชั่งเป็นอะไรที่รวดเร็วมาก จนหลาย ๆคนที่อยู่ในแดนแก่นแท้วิญญาณไม่สามารถที่จับตามองทันการเคลื่อนไหวและรูปแบบการโจมตีของพวกเขาทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน มีแต่ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของแดนแก่นแท้วิญญาณเท่านั้นที่สามารถมองรูปแบบการโจมตีและการเคลื่อนไหวของพวกเขาทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน



ส่วนผู้ที่ไม่สามารถมองเห็นรูปแบบการโจมตีของพวกเขาทั้งสองคนได้อย่างชัดเจนนั้นต่างก็พากันถอนหายใจเฮือกใหญ่และสรรเสริญความสามารถของพวกเขาทั้งสองคน เพราะพวกเขาต่างพบกันว่าพลังงานแก่นแท้วิญญาณที่ทั้งสองคนได้แสดงให้เห็นนั้นชั่งล้ำลึกมากและแม้แต่ความเข้าใจในศิลปะเชิงยุทธ์ทั้งรุกและรับของทั้งสองคนนั้นยังห่างไกลเกินกว่าคนปกติทั่วไปอยู่เป็นอย่างมาก



ในสถานการณ์เช่นนี้พวกเขาทุกคนต่างรับรู้ว่า เจี่ย ฉิงหมิง นั้นคืออัจฉริยะที่ทุกคนยอมรับจึงไม่มีใครสงสัยในความสามารถของเขา



แต่สำหรับชูเฟิงที่มีความสามารถทำได้ดียิ่งกว่า เจี่ย ฉิงหมิง นั้นมันทำให้เหล่าผู้คนที่ได้เห็นถึงกับต้องตกตะลึงไม่รู้จบเพราะนั้นหมายความว่าในแง่ความสามารถของทักษะยุทธ์ของชูเฟิงนั้นได้อยู่เหนือกว่า เจี่ย ฉิงหมิง



       “นี่มันเกิดบ้าอะไรกัน ทั้งๆที่ข้าได้รับการปลูกฝังทักษะลับขั้นสูงแล้วแท้ ๆ แต่แล้วทำใมข้าถึงไม่สามารถเป็นผู้ควบคุมกระแสการต่อสู้ในครั้งนี้ได้ หรือมันจะเป็นไปได้ว่ามันก็ได้รับการปลูกฝังทักษะลับระดับสูงเช่นกัน? อย่างเช่นทักษะลับขั้นสูงที่มีค่าและหายาก…ไม่ มันเป็นไปไม่ได้สถานที่เช่นอาณาจักรมังกรฟ้าจะมีทักษะลับระดับนั้นได้ยังใงกัน?”



แต่เดิม เจี่ย ฉิงหมิงได้คิดไว้แล้วว่าถ้าเกิดเขาได้ใช้พลังอำนาจสูงสุดบุกเข้าโจมตีใส่ชูเฟิงละก็ถึงแม้ว่าจะไม่ชนะแต่เขาคิดว่าก็ยังคงที่จะสามารถปราบปรามชูเฟิงได้และการเป็นผู้ควบคุมกระแสการต่อสู้ในครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ประสบการณ์ในการต่อสู้ของเขานั้นได้ผ่านมาแล้วอย่างมากมายและในระดับการใช้พลังอำนาจของเขาก็ยังได้ก้าวเข้ามาแล้วในระดับแก่นแท้วิญญาณขึ้นสุดท้าย แต่เขากับไม่เคยคิดเลยว่าถึงแม้ว่าเขาจะได้ใช้พลังอำนาจสูงสุดของเขาแล้วเขาก็ยังคงถูกปราบปรามโดยชูเฟิง



ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เจี่ย ฉิงหมิง นั้นแข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดาคู่ต่อสู้ที่ชูเฟิงได้เคยต่อสู้มาทั้งหมด ถ้าไม่นับรวมกับหญิงสาวชุดม่วงที่มีพลังอำนาจในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งคนนั้น



แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ฝ่ายตรงข้ามของเขานั้นคือชูเฟิง และชูเฟิงยังมีอีกสองสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่รวมอยู่เข้ากับเลือดของเขาในแง่ของความแข็งแกร่งทางร่างกายแล้วชูเฟิงนั้นถือได้ว่าได้เปรียบ เจี่ย ฉิงหมิง อยู่มาก



       “เจี่ย ฉิงหมิง หลังจากที่เจ้าใช้มือและเท้าของเจ้า ข้าก็ยังไม่เห็นความแข็งแกร่งใด ๆอย่างที่เจ้าได้กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้เลยนิ ถ้าเกิดหลังจากนี้ผ่านไปในไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อข้าชูเฟิงมีพลังวิญญาณที่สามารถเทียบเคียงเจ้าได้และเมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะสามารถต่อสู้กับข้าได้หรือไม่”



ชูเฟิงกล่าวยิ้มเยาะเย้ยอย่างเย็นชาและประกายแสงจ้าเย็นออกมาจากรอยยิ้มของเขา ธรรมชาติแล้วชูเฟิงนั้นคือคนที่จะไม่ไปรุกรานใครก่อน แต่ถ้าเกิดเขาได้รุกรานแล้วล่ะก็เขาก็จะรุกรานให้ถึงที่สุดเพราะศัตรูนั้นไม่อาจที่จะอยู่ร่วมโลกกันได้



       “เหอะ ต้องการที่จะเทียบเคียงกับข้าอย่างนั้นรึ งั้นเรามาดูกันว่าเจ้าจะได้มีโอกาสเช่นนั้นหรือไม่”



เจี่ย ฉิงหมิง กล่าวอย่างเย็นชาและเริ่มที่จะเปลี่ยนการก้าวเท้าของเขาค่อย ๆเร็วขึ้นและเร็วขึ้นกว่าก่อน ทุกย่างก้าวของเขานั้นเต็มไปด้วยการวางรากฐานในระดับที่ลึกล้ำมาก



พร้อมกับหมัดของเขาเริ่มกลายเป็นหนักขึ้นและเร็วขึ้น ทุก ๆฝ่ามือที่ปล่อยออกมานั้นเริ่มกลายเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาเขาได้เริ่มที่จะตอบโต้ชูเฟิงและบังคับให้ชูเฟิงต้องเป็นฝ่ายถดถอยออกมาอย่างต่อเนื่อง



        “บ้าเอ้ย ผู้ชายคนนี้มันซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้?”



ชูเฟิงเริ่มขมวดคิ้วเบา ๆ เขาพบว่าฝ่ามือของ เจี่ย ฉิงหมิง นั้นกลายเป็นหนักขึ้นและความเร็วก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกินเขาแล้วในตอนนี้ถ้าเกิดยังเป็นเช่นนี้ต่อไปผู้ที่จะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จะต้องเป็นเขาอย่างแน่นอน



        “ฮ่า ๆ ในที่สุด เจี่ย ฉิงหมิงก็ได้ใช้ความแข็งแรงของเขาแล้วใช่หรือไม่? มิน่าเล่าก่อนหน้าข้ารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ เจี่ย ฉิงหมิงจะไม่สามารถเอาชนะชูเฟิงได้ ฮ่าอันที่จริงก่อนหน้านี้เขาแค่ไม่อยากแสดงพลังที่แท้จริงของเขาเพียงเพราะว่าเขากลัวชูเฟิงจะต้องตายด้วยมือของเขาถ้าเกิดเขาใช้มัน”



พอเห็นว่า เจี่ย ฉิงหมิงเป็นต่อและปราบปรามชูเฟิงกลับ คนที่เชียร์ข้าง เจี่ย ฉิงหมิงอยู่แล้วก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุขอยู่บนใบหน้าของพวกเขาในทันที



         “เหอะไอ้ขี้โกง เจี่ย ฉิงหมิงมันแอบใช้ทักษะการต่อสู้” ซู ซ่งหยู ขมวดคิ้วของเขาเบา ๆ และในขณะที่เขาได้รับรู้ว่า เจี่ย ฉิงหมิงใช้ทักษะอะไร เขาก็ได้มีความคิดดีดีปรากฏขึ้นมาและเปล่งเสียงตะโกนออกไปอย่างรวดเร็ว “เจี่ย ฉิงหมิง ชูเฟิงยังคงสู้กับเจ้าด้วยแม่ไม้มวยจีนอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ใช้ก้าวย่างเมฆและฝ่ามือยักษ์ษากันหือ นี่มันแสดงความไม่เป็นธรรมเกินไปหน่อยหรือไม่?”



        “เจ้าสามารถหลอกคนอื่น ๆ ได้แต่เจ้าไม่สามารถที่จะหลอกข้า ซู ซ่งหยู ได้เจ้าเคลื่อนไหวด้วยการใช้ก้าวย่างเมฆและโจมตีด้วยฝ่ามือยักษ์ษา แม้ผิวเผินมันจะดูเหมือนไม่ใช่ทักษะการต่อสู้ แต่รูปแบบและรากฐานที่เป็นเอกลักษณ์ของมันนั้นเจ้าได้แสดงมันออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน”



พอเห็นเช่นนั้นคนจากนิกายโลกวิญญาณก็ได้ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ตะโกนออกมาจากลำคอของพวกเขาอย่างเสียงดังและกล่าว “โอ่มันเป็นเช่นนั้นนี่เอง ข้าถึงได้สงสัยว่าทำใมอยู่ดีดี เจี่ย ฉิงหมิง ถึงได้แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน มันเป็นเพราะว่าเขาใช้ทักษะการต่อสู้นี่เอง”



        “การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวก้าวย่างเมฆและฝ่ามือยักษ์ษานั้นเป็นทักษะติดตัวของตระกูลเจี่ย เจ้าสามารถปกปิดมันจากคนอื่นได้แต่เจ้าไม่สามารถปกปิดมันจากนิกายโลกวิญญาณของข้าได้”



       “เป็นเช่นนั้นเขาใช้ทักษะการต่อสู้ ข้าก็สงสัยว่าทำใมอยู่ดีดีเขาถึงได้แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน” ในทันทีที่ชูเฟิงตระหนักได้เขาก็เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีของเขา เขาจึงเริ่มใช้ทักษะท่องนภาใต้ฝ่าเท้าของเขาจนทำให้เกินลมกระโชกแรงและยกตัวของเขาขึ้นและเขาจึงเริ่มโจมตีด้วยการใช้ฝ่ามือลวงตา



*** หวืบ หวืบ *** ชูเฟิงได้บรรลุฝ่ามือลวงตาจนถึงขั้นจุดสูงสุดแล้ว ขณะที่เขาใช้มันก็ดูไม่เหมือนฝ่ามือธรรมดาอีกแล้ว แต่มันเป็นเหมือนกันผนังที่เต็มไปด้วยฝ่ามือจนไม่อาจแยกแยะได้ว่าฝ่ามือไหนเป็นของจริงและฝ่ามือไหนเป็นลวงตา



*** ปัง *** ทันใดนั้นหนึ่งฝ่ามือของเขาได้กระแทกเข้ากับหน้าอกของ เจี่ย ฉิงหมิง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อฝ่ามือของเขากระแทกเข้ากับหน้าอกของ เจี่ย ฉิงหมิงมันก็ได้ระเบิดและส่งแรงกระแทกกลับเข้ามาที่ฝ่ามือและแขนของชูเฟิงในทันที ร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาได้พุ่งกระเด็นห่างออกไปหลายเมตรและล้มลงกับพื้นดินเขาตกอยู่ในสภาพที่งงงวย



ชูเฟิงมองไปที่ฝ่ามือของเขาที่อยู่ในสภาพบวมใหญ่และปรากฏลอยช้ำสีม่วงอยู่บนฝ่ามือของเขา ตอนนี้คือเรื่องจริงฝ่ามือของเขาได้รับบาทเจ็บ หากสภาพร่างกายของเขาไม่แข็งแกร่งพอบางทีมือของเขาอาจถูกทำลายจนใช้การไม่ได้อีกแล้วก็เป็นได้



       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เห็นได้ชัดว่า เจี่ย ฉิงหมิงถูกตีโดยชูเฟิง แล้วเหตุใดทำใมชูเฟิงถึงกระเด็นออกมา?” การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้สร้างความสับสนให้กับผู้คนและตกใจอยู่ในทำนองเดียวกันไม่รู้จบ



       “บัดซบ มันเป็นเกราะหนาม เจี่ย ฉิงหมิงสวมเกราะหนามในร่างกายของเขา มันมีความสามารถสะท้อนกลับความเสียหายที่เขาได้รับได้โดยที่เขาจะได้รับการปกป้องโดยมันและไม่ได้รับบาทเจ็บใด ๆ เพราะเหตุนี้ชูเฟิงจึงได้รับความเสียหายในตอนที่กระแทกฝ่ามือเข้าไปที่น่าอกของ เจี่ย ฉิงหมิง ชูเฟิงทางที่ดีอย่าโจมตี เจี่ย ฉิงหมิง! ถ้าเจ้าโจมตีเขาคนที่จะเป็นฝ่ายเจ็บตัวก็คือตัวเจ้าเอง” ซู ซ่งหยู กล่าวด้วยความกังวล



        “ชูเฟิงอย่าโจมตีร่างกายของมัน! เกราะหนามบนร่างกายของมันนั้นแข็งแกร่งมากและมันยังไม่ได้เป็นสิ่งที่ไว้ใช้สำหรับการป้องกันเพียงอย่างเดียวมันยังสามารถนำมาพลิกแพลงเป็นอาวุธชั้นดีได้อีกด้วย!.” กู่ โบ๋ รีบที่จะตะโกนเตือนชูเฟิง



        “มันเป็นเช่นนี้นี่เอง งั้นก็ดีถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสมพอที่จะทดลองอะไรสักอย่างหนึ่งพอดี”



ชูเฟิงยิ้มเบาๆ หลังจากที่ได้รู้ความสามารถของมัน ไม่เพียงแต่เขาไม่หนีเขายังเน้นฝีเท้าของย้ำเข้าไปที่พื้นและพุ่งไปข้างหน้าต่อ เจี่ย ฉิงหมิง อีกครั้งแต่ครั้งนี่ร่างกายของชูเฟิงกับถูกปกคลุมไปด้วยออร่าสีเขียวทั้งร่างกาย



ออร่าสีเขียวที่ปกคลุมร่างกายของชูเฟิงนั้น หากไม่สังเกตอย่างใกล้ชิดแล้วล่ะก็จะไม่มีทางเห็นมันอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากมองและสังเกตดีดีพวกเขาจะเห็นออร่าสีเขียวและรวมไปถึงรูปแบบพิเศษที่ให้ความรู้สึกว่าไม่มีวิธีการใดที่จะสามารถทำลายมันได้ มันคือทักษะเร้นลับเกราะเต่าทมิฬ



         “เหอะเจ้าประเมินค่าความสามารถของตัวเองสูเกินไปนะ(ไอ้สอง)” เห็นชูเฟิงเป็นจริงพยายามที่จะโจมตีอีกครั้ง เจี่ย ฉิงหมิง จึงไม่ได้มีความคิดที่จะหลบหลีกหรือหลีกเหลี่ยงใด ๆ เขายืนตรงพร้อมอาแขนรับหมัดของชูเฟิงอย่างเต็มที่เพราะเขานั้นมีเกราะหนามคอยปกป้องตัวเองอยู่เขาจึงมั่นใจว่าเขาจะไม่ได้รับอันตรายใด ๆจากชูเฟิงและมีเพียงชูเฟิงเท่านั้นที่จะต้องได้รับบาทเจ็บกลับไปและคลานเหมือนหมาที่กำลังจะตาย



*** หวืบ *** เพียงแค่ในเวลานั้นชูเฟิงก็ได้มาถึงด้านหน้าของ เจี่ย ฉิงหมิง เขารวบรวมอำนาจแก่นแท้ในร่างกายของเขาถ่ายไปที่เอวและขาจากนั้นก็ตั้งฉากให้มั่นพร้อมบิดเอวของเขาและส่งพลังอำนาจแก่นแท้ทั่งหมดกลับมาที่ฝ่ามือและซัดเข้าไปที่ใบหน้าของ เจี่ย ฉิงหมิง



*** ตูม!! *** แต่ก่อนหน้าที่หมัดของชูเฟิงจะซัดเข้าไปที่ใบหน้าของ เจี่ย ฉิงหมิง ก็ได้มีชั้นออร่าสีแดงปรากฏจากร่างกายของเขาออกมาและถ้าจ้องมองอย่างละเอียดจะค้นพบว่ามีออร่าหนามสีแดงออกมาเป็นตัวคอยที่จะสะท้อนความเสียหายกลับไปยังฝ่ายตรงข้าม



แต่ถึงยังงั้นชุเฟิงก็ยังไม่ได้มีท่าที่ใด ๆว่าจะหยุดเข้าอดไม่ได้ที่จะเพิ่มพลังอำนาจของเขาอย่างรวดเร็วแล้วอัดเข้าไปที่หน้าของเจี่ย ฉิงหมิงและหลังจากที่หมัดของชูเฟิงได้ชนเข้ากับออร่าสีแดงก็ได้เกิดการระเบิดดังเสียงโครมครามออกมา



และหลังจากที่สิ้นเสียงพวกเขาต่างพบกันว่าชูเฟิงนั้นไม่ได้กระเด็นกลับออกมา แต่มันกลายเป็น เจี่ย ฉิงหมิงที่ร่างเคว้งขว้างอยู่บนอากาศโดยแรงหมัดของชูเฟิง


#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : เป็นใงล่ะมึงห้าวดีนัก 55555 อ้าแขนรับหมดเป็นใงล่ะเจอวงสวิงเข้าไป นายคิดว่ามันจะตายไหม B2

B2 : ดูจากสภาพแล้วคงตายยากว่า B1 ถถถถถถ ไม่ดั่งหัก ก็ฟันแตกล่ะว่ะ

B1 : 55555 ควายทั้งนั้นไม่มีวัวผสม

B2 : ควายตั้งแต่มาแย้มกับพี่เฟิงกูและ ไอ้หมิง!! 555555

B3 : หมดกันภาพพจตัวร้ายกู บางที่เอาตัวที่มันเก่งๆโพล่มาโชว์พลาวหน่อยก็ได้นะไม่ใช่เอาตัวกากมาเลี้ยงมันแบบนี้!!

B1 : 555555 ว๊ายๆตัวโกงโครตกากนึกว่าจะเจ๋งที่แท้ก็ตัวเลี้ยง

B2 : ตัวแจก อ่ะ ตัวแจก รอเกิดไปงานนี้แครี่ขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วพี่จะหนาวตูด

B3 : หึ้ยล้อได้ล้ออย่าให้ถึงที่กู!!

B1,B2 : กูรออยู่!!!

B3 : &*^^$&^^&(*^%%$%#$#

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..