วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 352 - สาวงามกำลังมาเยือน



**** ปั้งงง **** หมัดที่รุนแรงแผ่ขยายอำนาจพลังกวาดกระจายไปรอบๆ ความรุนแรงของพลังนั้นโถโถมใส่ เจี่ย ฉิงหมิง จนลอยกระเด็นออกไป แต่ครั้งนี้เขาไม่ทรงตัวเอาไว้ได้ จึงต้องล้มขมำลงพื้นอย่างน่าสมเพช



**** ตูมมมม **** พลังนั้นทำให้รูปแบบอำนาจฯสีฟ้าที่ก่อตัวปกคลุมทั่วพื้นดินสั่นสะท้าน ราวกับว่าไม่สามารถทนกับพลังนั้นได้ ร่างกาย เจี่ย ฉิงหมิง ในตอนนั้นรู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าหัวใจจะฉีกออกปอดแตกสลาย อวัยวะภายในปั่นป่วน จากนั้นก็มีของเหลวอุ่นๆไหลออกมาภายในปากของเขา มันก็คือเลือดของ เจี่ย ฉิงหมิง ที่โดนหมัดของ ชูเฟิง 



        " บ้าเอ้ย. . . " เป็นเรื่องธรรมดาที่ เจี่ย ฉิงหมิง จะไม่ยอมให้ใครได้เห็น ดังนั้นเขาจึงได้แต่กัดฟันและกลืนเลือดเหล่านั้นกลับไป เวลาเดียวกันเขาก็โกรธอย่างมาก



เมื่อเขาถูกไล่ต้อนโดย ชูเฟิง ด้วยพลังนั้น เขาก็เริ่มครุ่นคิดอยู่ภายในใจ เขาที่อยู่ในอาณาจักรสวรรค์วิญญาณระดับ 1 หากไม่ใช้พลังที่แท้จริงมีหวังตายขามือชูเฟิงแน่ๆ



แต่ภายในใจเขาก็ไม่สามารถค้นพบคำตอบนั้นได้ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่เขาเห็นว่าแม้พวกนั้นจะใช้พลังทั้งหมดของพวกเขา แต่ก็ไม่อาจฆ่า ชูเฟิง ได้



หากเขาฆ่า ชูเฟิง ไม่ได้ เขาคงต้องเสียหน้ามากแน่ๆ แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ให้สัญญากับ เจียง หวู่ชาง หากเขากลับคำพูดของเขาเอง เขาคงกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้คน ตอนนี้เขาจึงได้แต่คิดอย่างหนัก



* พรึบบบ * .



ขณะที่ เจี่ย ฉิงหมิงกำลังลังเล ชูเฟิงก็พุ่งเขามาด้านหน้าเขาอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ชูเฟิง ที่ถูกปกคลุมด้วยวิชา เกราะเต่าทมิฬ ก็ระดมหมัดที่รุนแรงดั่งพายุเข้าไปที่ เจี่ย ฉิงหมิง  



* ฟิ้ว *


แต่ก่อนที่หมัดจำนวนมากของชูเฟิงจะถึงร่าง เจี่ย ฉิงหมิง ก็มีร่างขึ้นมาปรากฏตรงระหว่างพวกเขาทั้งสอง นอกจากนี้มือที่ทรงอำนาจยังคว้าข้อมือของชูเฟิงไว้อย่างแน่น



        ' พลังนี้มัน!!! ' .



ตอนนั้น ชูเฟิง ก็พบว่ามีออร่าจำนวนมหาศาล และดุดันทะลวงเข้าไปในร่างกายผ่านของมือของเขา แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมันคือพลังของผู้ที่อยู่อาณาจักรสวรรค์ พลังที่แข็งแกร่งของเขาผู้นั้นครอบงำไปทั่วร่างของชูเฟิง ซึ่งแม้แต่การจะขยับนิ้วเขายังไม่สามารถทำได้ จึงได้แต่ยืนหยุดอยู่ตรงนั้น



หลังจากที่หยุดการโจมตีของชูเฟิงได้สำเร็จ เขาก็รีบปล่อยมือของเขาออก จากนั้น ชูเฟิงก็เค้นพลังเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงกับมา



หลังจากนั้นเขาก็ยกดวงตาของเขาขึ้นมอง ชูเฟิงก็ได้พบว่ายินที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นชายวัยกลางคน



เขามีคิ้วเหมือนดาบ ดวงตาดั่งพญาเหยี่ยว และใบหน้าของเขาเรียวคมราวกับใบมัด อีกทั้งยังมีมีออร่าของผู้นำ



ที่สำคัญที่สุดคือเสื้อที่เขาสวมใส่ มันคือชุดของนครอันทรงเกียรติ แต่เขานั้นดูต่างจากคนทั่วๆไป โดยเฉพาะพลังวิญญาณของเขาที่โดดเด่นยิ่ง บอกได้แค่ 4 คำ " น่ากลัว ชิบหาย "



         " ท่านเจ้านคร!!! "



ในเวลาเดียวกันที่ชายวัยกลางคน ปรากฏออกมาคนที่อยู่รอบๆทั้งหมด ต่างมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที และ จากคำพูดของพวกนั้น ทำให้ ชูเฟิง รู้ว่าผู้ชายทีอยู่หน้าเขาคือ เจ้านครอันทรงเกียรติ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรทั้ง 9 ณ ปัจจุบัน ที่อยู่ในนี้ [T/N แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ ไม่รวมคนภายนอกนะคับ ] 



        " สหายทั้งหลายโปรดวางมือ ข้าเห็นว่าทั้งสองต่างก็มีฝีมือร้ายกาจ หากท่านทั้งสองยังคงต่อสู้ต่อไป แล้วมันจะเป็นยังไง " เจ้านครอันทรงเกียรติกล่าวกับทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม



พวกเขาที่เผชิญหน้ากับเจ้านครอันทรงเกียรติ ต่อให้เป็น เจี่ย ฉิงหมิง ที่หยิ่งยโส ยังต้องให้เกียรติเขา นอกจากนี้การหยุดการต่อสู้ ในความเป็นจริงแล้ว ถือเป็นการช่วย เจี่ย ฉิงหมิง ให้รอดพ้นจากการขายหน้า ดังนั้นเขาจึงได้แต่พยักหน้าลงยอมรับ



ส่วนชูเฟิง ที่ไล่ต้อน เจี่ย ฉิงหมิง ให้เห็นต่อหน้าทุกคนทุกคนมากมาย นั้นก็คือเป้าหมายเดิมของเขา ดังนั้น ชูเฟิง จึงไม่ติดใจใดๆ



        " เกือบจวนจะได้เวลาชุมนุมการแต่งงานแล้ว ดังนั้นสหายของข้าที่เดินทางมาจากแดนไกล โปรดเชิญไปยังที่นั่ง "



หลังจากที่ทำการแก้ไขเรื่องระหว่าง ชูเฟิง กับ เจี่ย ฉิงหมิงได้แล้ว เจ้านครอันทรงเกียรติ ก็ยิ้มพร้อมกับยกมือให้ผู้คนเบาๆ จากนั้นผู้คนที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถจะอดที่จะส่งเสียงแสดงความประทับใจ จากนั้นพวกเขาทังหมดก็เดินทางมายัง จุดสูงสุดเทือกเขาเพื่อเริ่มการชุมนุม



       " เรียนท่านเจ้านคร " ในตอนนั้น อาวุโสจากนครอันทรงเกียรติ เดินเข้ามาและพูดต่อด้วยเสียงต่ำอีกว่า " จาง เทียนยี่ ยังไม่ปรากฏตัวมาเลย และดูเหมือนว่าเขาไม่ได้คิดจะมาร่วมงาน "



       " โอ้ว " หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เจ้านครอันทรงเกียรติก็ถึงกับ งง เล็กน้อย แต่การแสดงออกของเขายังคงดูสงบ หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มไปที่ ชูเฟิง และกล่าว " ชูเฟิง ทำไมท่านไม่ไปกับเราบนลานรับรอง เพื่อพักผ่อนสักหน่อยล่ะ "



หลังจากได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าเกือบจะทุกคนก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะ หลิว จื่อจุน สายตาที่เขามอง ชูเฟิง เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา และแสนจะไม่พอใจ



เพราะทุกคนรู้ว่า การได้รับเชิญไปพักผ่อนบนลานรับรองของการชุมนุมการแต่งงาน เป็นสถานที่ ที่ทุกคนต่างชื่นชมและใฝ่ฝัน บนนั้นดูหรูหรา มีเก้าอี้พิเศษตั้งอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าใครจะไปนั่งมันก็ได้



เก้าอี้พวกนั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีสถานะพิเศษ อาจกล่าวได้ว่าคนที่ได้นั่งบนเก้าอี้พิเศษนั้น จะบอกถึงความสำคัญของคนๆนั้น ที่มาเข้าร่วมงานชุมนุมการแต่งงาน



สำหรับคนหนุ่มสาว มีแค่ 10 ทีนั่ง พวกเขาได้แก่ แปดอัจฉริยะที่ได้รับจดหมายเชิญจากนครอันทรงเกียรติ ส่วนอีก 2 ที่นั้งเป็นของ กู๋ โบ่ และ เจียง หวู่ชาง ที่ได้รับรางวัลในการผ่านราชวังใต้ดินในแต่ละระดับ เป็นคนแรก



และเหตุผลที่เจ้านครอันทรงเกียรติ เชิญ ชูเฟิง ไปนั่งนั้นเป็นเพราะจาง เทียนยี่ ไม่ปรากฏ และมีหนึ่งที่นั่งพิเศษที่ยังคงว่าง โดยปกติแล้ว คนที่ได้รับเชิญน่าจะเป็น หลิว จื่อจุน แต่เขาไม่มีโอกาสนั้นแล้ว จากนั้น ชูเฟิง ก็ตอบกับด้วยความสุภาพว่า " แบบนี้ มันจะถูกต้องแล้วหรอ . . . . . "



       " อ่า!!! เดิมทีที่นั่งพิเศษบนลานรับรองก็เป็นสำหรับแขกพิเศษคนสำคัญ ชูเฟิง ทุกคนก็ประจักษ์ความแข็งแกร่งของท่าน มากับตา ดังนั้นแน่นอนว่าท่านคือคนที่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับเกียรติ "



       " ชูเฟิง ท่านอย่าได้ปฏิเสธเลย มากับเราบนลานรับลองเถิด " เจ้านครอันทรงเกียรติกล่าวพร้อมกับยิ้มด้วยความจริงใจ



      " ใช่ พี่ชูเฟิงอย่าได้ปฏิเสธเลย!!! "



ในเวลาเดียวกัน คนรอบๆตัวเขาก็เริ่มที่จะสงเสริมผลักดัน แม้ว่าพลังวิญญาณของชูเฟิง จะไม่น่ากลัว แต่ความแข็งแกร่งของเขาที่แสดงออกมาต่อผู้คนก่อนหน้านี้ พวกเขาก็เต็มใจที่จะยอมรับ และทุกคนก็ต่างรู้ว่า ชูเฟิง มีความสมบัติพอที่จะไปบนลานรับรอง



       " เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะยอมรับคำเชิญ " ชูเฟิงเลิกที่จะหลีกเลี่ยง ดังนั้นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของหลิว จื่อจุน จึงได้แต่กวาดสายตาไล่ตามเจ้านครอันทรงเกียรติ ชูเฟิง, กู๋โบ่, เจียง หวู่ชาง, สู่ จงยู๋ และคนอื่นๆ ที่กำลังก้าวขึ้นสู่ ลานรับรองอันหรูหรา



หลังจากที่ทุกๆคนก็นั่งลงบนเก้าอี้ เจ้านครอันทรงเกียรติก็เริ่มกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการ " เนื่องจากคนสำคัญทั้งหมดมาถึงงานชุมนุมการแต่งงานนี้หมดแล้ว เราจะขอเริ่มงาน "



***** โอ้วววว ~ ~ ~ *****



หลังจากที่เขาพูดจบ เสียงร้องก็ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ที่มีดาวส่องประกายระยิบระยับ มีกระเรียนยักษ์หลากสี บินร่อนอยู่บนนั้น



กระเรียนยักษ์หลากสีมีขนาดเท่าภูเขา ความเร็วของมันก็พอๆกับนกอินทรีหัวขาว แต่น้อยคนจะมีมัน เนื่องจากราคาของมันเหนือกว่าอินทรีหัวขาว หลายเท่านัก



และในเวลานั้น ก็พบว่ามีร้อยคนลอยวนรอบบนท้องนภาพร้อมกับกระเรียนยักษ์ คนทั้งร้อยล้วนแต่เป็นสาวงามอีกทั้งยังสวมชุดต่างสีกันไป เมื่อพวกนางอยู่รวมกันนับร้อย อีกทั้งยังได้แสงจันทร์ที่ส่องกระทบทำให้พวกเขาดูงดงามอย่างจับใจ



ทุกคนที่เงยหน้ามองไปยังท้องนภา โดยที่ตาจ้องกันไม่กระพริบ เพราะทุกคนรู้ดีว่า สาวงามทั้งร้อยของนครอันทรงเกียรติกำลังจะมาเยือน

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ชูเฟิง : 100 คน นี้คิดเท่าไหร่

เจ้านคร : คนละ 50000 ลูกแก้วแก่นแท้ 

ชูเฟิง : ข้า ไม่มีเงินขนาดหรอก 

เจ้านคร : งั้นก็อย่าถาม!!!

ชูเฟิง : เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไม๊!!!

เจ้านคร : อะไร??? 

ชูเฟิง : เพิ่มประชากรเด็กให้แก่ นครอันทรงเกียรติ

เจ้านคร : . . . . . . . . . .

มึงคิดได้ไง๊เนี่ย !!!