วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 358 - เปลวไฟแห่งสงคราม




     “นางกล้าข่มขู่เจ้า !! ชูเฟิง ให้ข้าควบคุมร่างกายของเจ้า ข้าจะสั่งสอนนางเอง !!”



     ในเวลานั้น ต้านต้าน โกรธอย่างมาก ชูเฟิง สามารถสัมผัสได้ถึงความกราดเกรี้ยวของนางได้อย่างชัดเจน แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรงที่ ชูเฟิง ถูกคุกคาม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ ต้านต้าน โกรธอย่างแท้จริง



     “ไม่เป็นไร !! ข้าสามารถจัดการเองได้” ชูเฟิง สูดหายใจเข้าอย่างมั่นคง พลันสายฟ้าทั้งสองเส้นภายในร่างกายของเขา ก็เคลื่อนที่ไปตามร่างกายของเขา พร้อมกับระเบิดพลังออกมา



     ***** บูมมม *****



     ในชั่วเวลานั้น พลังออร่าแห่งความกราดเกรี้ยว ก็ปะทุและแตกกระจายออกมาจากร่างกายของ ชูเฟิง



     ขณะนั้น มือของ จื่อ หลิง ที่บีบรัดคอของ ชูเฟิง อยู่ พลันคลายออกอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับที่นางก้าวถอยหลังออกไปสองสามก้าว



     “ดวงตาของเจ้า !!......” เมื่อเห็นว่า แววตาของ ชูเฟิง มีสายฟ้าสีเหลือง และสีฟ้า เป็นประกายภายในดวงตาของเขา พร้อมกับที่ จื่อ หลิง รู้สึกได้ทันทีว่า พลังวิญญาณของ ชูเฟิง เพิ่มสูงขึ้นถึงระดับห้า ขั้นแก่นวิญญาณนั้น ใบหน้าของนางเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่แววตาของนางนั้น ปรากฏความกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด



     “เจ้าเป็นคนที่พิเศษมาก แม้ว่าเจ้าจะไม่มีกายศักดิ์สิทธิ์ แต่เจ้าก็มีพลังบางอย่างที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากายศักดิ์สิทธิ์แม้แต่น้อย”



     “แต่ว่าตอนนี้มันยังไม่เพียงพอที่เจ้าจะเอาชนะข้าได้ เพราะด้วยห่างชั้นของระดับพลังวิญญาณ หากข้าต้องการจะฆ่าเจ้า เจ้าย่อมไม่มีทางรอดมือข้าไปได้”



     “แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป เพราะข้าจะไม่ฆ่าเจ้าในตอนนี้ ข้าเพียงต้องการให้เจ้าเก็บเรื่องกายศักดิ์สิทธิ์ของข้าไว้เป็นความลับ และจะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกแก่ผู้ใด”



     “ในเวลาเดียวกัน ข้าก็จะปิดเรื่องของเจ้าไว้เป็นความลับ ว่าเจ้ายังปกปิดความสามารถที่แท้จริงของเจ้าอยู่เอาไว้”



     จื่อ หลิง กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน มันราวกับว่านางเจราจาต่อรองมากกว่าข่มขู่ แต่ในขณะนั้น ดวงตาคู่งามของนางยังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของ ชูเฟิง อยู่ตลอดเวลา เพราะความจริงนั้น นางยังไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของ ชูเฟิง



     ถึงแม้ว่าในตอนนี้ แววตาของ ชูเฟิง จะดูแปลกประหลาด แต่เมื่อเทียบกับร่างกายของ ชูเฟิง ใรครั้งก่อนที่มีออร่าสีดำห่อหุ้มร่างกายนั้น ความแข็งแกร่งของทั้งสองอย่างนี้ยังมีความห่างชั้นอยู่มาก นางรู้ดีว่า ชูเฟิง นั้น ยังไม่ได้ใช้พลังที่แท้จริงของเขา และพลังแห่งความมืดในครั้งนั้น ยังคงฝังรากแห่งความกลัวลึกลงไปในก้นบึ้งหัวใจของนาง



     ชูเฟิง ไม่ได้ใส่ใจกับคำกล่าวของ จื่อ หลิง มากนัก เขายือขึ้นลูบคอที่ถูกบีบของเขา เพียงชั่วครู่เขาหันมาจ้องที่นาง พร้อมกับกล่าวออกมาว่า “เจ้ามีเรื่องที่จะพูดแค่นี้ใช่ไหม !? หากข้าไม่สามารถต้านทานเจ้าได้ เจ้าคงตรงเข้ามาฆ่าข้าไปแล้ว”



     เมื่อได้ยินเช่นนั้น จื่อ หลิง หรี่ตาของนางลง และมองไปที่ ชูเฟิง จากนั้นนางก็เดินไปที่หน้าต่าง ก่อนที่จะหันกลับมาและกล่าวว่า “จำคำพูดของข้าเอาไว้ให้ดี หากเจ้าเอาเรื่องกายศักดิ์สิทธิ์ของข้าไปบอกแก่ผู้ใด ข้าจะทำให้เจ้าได้ตายอย่างทรมานที่สุด”



     หลังจากกล่าวจบนั้น ไวเท่าความคิด รูปแบบอำนาจพลังวิญญาณที่คอบคลุมห้องอยู่ก็หายไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่างกายที่งดงามของนางหายไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย



     “นางอันตรายเกินไป แม้ว่าในตอนนี้ข้าจะไม่สัมผัสถึงเจตนาสังหารก็ตาม” หลังจากที่ จื่อ หลิง จากไป ชูเฟิง ถอนหายใจยาวๆ ออกมาเพื่อระบายความกดดันที่อยู่ภายในใจของเขา



     เขารู้ดีว่า หากนางต้องการจะฆ่าเขาจริงๆ นั้น เขาย่อมไม่สามารถต้านทานนางได้ และแม้ว่าเขาจะยืมพลังของ ต้านต้าน มา ก็ไม่แน่ว่าเขาจะสามารถต้านทานนางได้เช่นกัน ดังนั้น นางจึงเป็นบุคคลที่อันตรายอย่างมาก



     ครั้งนี้ยังโชคดี ดูเหมือนว่า จื่อ หลิง จะหวั่นเกรง ชูเฟิง อยู่ ไม่เช่นนั้นนางคงสังหารเขาไปแล้ว



     แต่สิ่งที่ทำให้ ชูเฟิง ต้องปวดหัวนั้น ไม่ใช่เพราะการกระทำของ จื่อ หลิง แต่เป็นเพราะว่าเขาพบว่า มีสาวงามที่ต้องการจะฆ่าเขา



     ในตอนนี้นั้น ชูเฟิง ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ เกี่ยวกับนางได้ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเหตุผลที่แท้จริงของเขานั้น คือการค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ภายในหุบเขาพันปิศาจ



     ในเช้าวันถัดมานั้น ชูเฟิง ได้ตามเหล่าผู้อาวุโสของนครอันทรงเกียรติไปที่ยอดเขา เพื่อเริ่มต้นการเดินทางสู่หุบเขาพันปิศาจ



ในการเดินทางครั้งนี้นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้นำนครอันทรงเกียรติ ชูเฟิง และคนอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิ์ในการร่วมชุมนุมเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลที่มากจากขั้วอำนาจต่างๆ ร่วมเดินทางมาด้วย พวกเขาต่างอยากแสดงความจริงใจต่อการชุมนุมในครั้งนี้ ด้วยการเข้าร่วมการต่อสู้ภายในหุบเขาพันปิศาจ



     แม้ว่าฉากหน้าของผู้คนเหล่านั้น จะแสดงออกว่าต้องการแสดงความจริงใจต่อการชุมนุม แต่ ชูเฟิง และคนอื่นๆ ต่างรู้ดีถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพวกเขา เพราะพวกเขาต่างต้องการค้นหาสมบัติที่อยู่ภายในหุบเขาพันปิศาจ



     หลังจากการเดินทางในหลายวันที่ผ่านมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงพื้นที่ต้องห้ามของอาณาจักรฉิน หุบเขาพันปิศาจ



     อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นที่หุบเขาพันปิศาจ ไม่ได้เงียบสงบเหมือนกับหุบเขาอื่นๆ ที่พวกเขาเดินทางผ่านมา ภายในหุบเขาพันปิศาจเต็มไปเปลวเพลิงแห่งสงครามลุกลามไปทั่ว เพราะในช่วงเวลานั้น เหล่าขุมพลังที่นครอันทรงเกียรติได้รวบรวมมานั้น ได้เข้าโจมตีหุบเขาพันปิศาจอย่างรวดเร็ว



     หลังจากที่เห็นเปลวเพลิงแห่งสงครามนั้น ผู้นำนครอันทรงเกียรติ พร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโส และเหล่าบุคคลจากขุมอำนาจต่างๆ พากันพุ่งทะยานเข้าสู่สนามรบแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงสองผู้อาวุโสเพื่อคอยดูแล ชูเฟิง และคนอื่นๆ



     ***** ตูม !! ตูม !! ตูม !! *****



     เมื่ออินทรีศรีษะขาวที่ ชูเฟิง ขี่มานั้น ร่อนลงสู่พื้นภายนอกอาณาเขตของหุบเขาพันปิศาจ พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ๆ เงียบสงบแตกต่างจาก ทิวทัศน์ด้านหลังที่เต็มไปด้วความครุกรุ่นจากไฟแห่งสงคราม อย่างไรก็ตาม พวกเขายังสามารถได้ยินเสียงระเบิดที่ดังมาจากระยะไกล และในบางครั้งยังสามารถได้นินเสียงคำรามด้วยความโกรธของสัตว์ยักษ์ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พื้นดิรนในบริเวณนั้นสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน จากการต่อสู้ที่ดุเดือดจากพื้นที่ๆ ห่างไกล



     “ทุกคน !! นครอันทรงเกียรติของเรานั้น ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งกว่าพันคน เข้าโจมตีกับหุบเขาพันปิศาจ”



     “และในตอนนี้ ท่านเจ้านครได้เข้าร่วมการต่อสู้แล้ว ข้าเชื่อว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้นอย่างมสก เหล่าสัตว์ยักษ์จะต้องชดใช้ให้กับความชั่วร้ายของพวกมันอย่างแน่นอน”



     “ยังไงก็ตาม แม้ว่าในตอนนี้เหล่าสัตว์ยักษ์ถูกโจมตีจนย่อยยับ แต่ภายในหุบเขาพันปิศาจนั้น ยังมีสัตว์ยักษ์ที่ดุร้ายอยู่อีกจำนวนมาก ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องอยู่ภายในบริเวณที่ปลอดภัย และจะต้องไม่ประมาททุกฝีก้าว”



     “เพราะเมื่อพวกเจ้าพบเจอกับสัตว์ยักษ์ที่โหดร้าย และเลือดเย็นนั้น พวกเจ้าอาจจะต้องเผชิญหน้ากันอันตรายที่สามารถพรากชีวิตของพวกเจ้าไปได้ทุกเมื่อ”



     “จากคำกล่าวของท่านเจ้านครนั้น ท่านแนะนำว่าให้ฆ่าพวกมัน อย่าได้มีความปราณีต่อพวกมัน ไม่เช่นนั้นแล้วผู้ที่จะถูกฆ่า อาจจะเป็นตัวพวกเจ้าเอง”



     ผู้อาวุโสของนครอันทรงเกียรติกล่าวอธิบาย และหลังจากนั้นเขาก็แจกจ่ายแผนที่ให้กับทุกๆ คน



     แผนที่ฉบับนี้นั้น สมบูรณ์มากกว่าแผนที่ภายในสมองของ ชูเฟิง เมื่อเขานำมันมาเปรียบเทียบกัน อีกทั้งในแผนที่นั้นยังมีกระทั่งตำแหน่งของวังใต้ดินที่ถูกบันทึกไว้



     อย่างไรก็ตาม ในแผนที่นั้นมีอยู่สองจุดที่ถูกวงกลมไว้ นั่นคือพื้นที่ๆ ชูเฟิง และคนอื่นๆ ต้องเอาอยู่และเอาตัวรอดให้ได้ภายในเวลาสิบวัน อย่างแรกนั้น พวกเขาทุกคนต้องเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวเสียก่อน



     เนื่องจากพื้นที่ทั้งสองนั้นบริเวณนั้น คือพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้น ชูเฟิง และคนอื่นๆ จึงต้องแบ่งกลุ่มกันออกเป็นสองกลุ่ม



     ชูเฟิง นั้นถูกแบ่งให้อยู่ใสกลุ่มของ เจี่ย ฉิงหมิง ,ถัง ยี่สุ่น และคนอื่นๆ ที่ไม่ชอบเขา



     แต่ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะว่า ซู ซ่งหยู ,กู๋โบ่ และสมาชิกคนอื่นๆ ของนิกายโลกวิญญาณ ก็อยู่ภายในกลุ่มเดียวกันกับ ชูเฟิง ดังนั้นเขาจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อย



     แม้ว่า ชูเฟิง จะไม่สนิทกับ ซู ซ่งหยู มากนัก แต่เขาวางใจได้ เพราะว่า ซู ซ่งหยู และ เจี่ย ฉิงหมิง นั้นไม่ลงรอยกัน



     นอกจาก ซู ซ่งหยู และ เจี่ย ฉิงหมิง แล้วนั้น ยังมีอีกบุคคลหนึ่งที่เขาไม่รู้ว่าเป็นมิตร หรือศัตรู นั่นคือ เจียง หวู่ชาง



     อัจฉริยะจากราชวงศ์เจียงผู้นี้นั้น เป็นคนที่ลึกลับอย่างมาก หลังจากการต่อสู้บนยอดเขาในวันนั้น ระหว่างทาง ชูเฟิง ได้พูดกับเขาอยู่บ้าง แต่ ชูเฟิง ก็ได้เพียงความเย็นชากลับมาเท่านั้น และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่สามารถมองข้ามชายผู้นี้ไปได้

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

แปลโดยคุณ#Abhisit Siriroop