วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 368 - บุกฝ่าแดนศัตรู



หลังจากที่ จือ ซวนหยวน ได้ตัดสินใจเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องรำคาญจุกจิกเล็กน้อยของชูเฟิงอีกต่อไป เขาได้นำชูเฟิงมุ่งหน้าไปสู่สถานที่รังของราชาคางคกทมิฬ ด้วยเหตุนี้มันอาจกล่าวได้ว่าเขานั้นเป็นคนที่ใจร้อนและไม่ต้องการรีรอหรืออารัมภบทอีกต่อไป



แม้ว่าหุบเขาพันปีศาจนั้นมีพื้นที่ใหญ่และกว้างขวางมาก แต่ด้วยการที่พวกเขาเหาะอยู่บนฟ้านั้นมันทำให้พวกเขาสามารถเห็นพื้นที่ทั่วหุบเขาพันปีศาจทั้งหมดด้วยตาของพวกเขา และนอกจากนี้ชูเฟิงยังเป็นผู้เชื่อมต่อฯที่มีพลังอำนาจวิญญาณแข็งแกร่งมากฉะนั้นการที่เขาจะค้นหารังของราชาคางคกทมิฬนั้นนับว่าไม่ใช่เรื่องที่ยากมากนะ และส่วนหนึ่งมันก็มาจากข้อมูลในแผนที่ของเขาด้วยเช่นกัน



ต้องบอกก่อนว่ารายละเอียดในแผนที่ทั้งหมดนั้นได้ถูกจดจำเอาไว้และฝังรากลึกเข้าไปในสมองของชูเฟิงโดยที่ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆแม้แต่เล็กน้อย และในที่สุดด้วยการเหาะที่รวดเร็วของ จือ ซวนหยวน ชูเฟิงก็ได้มาถึงสถานที่ที่หลบซ่อนตัวอยู่ของราชาคางคกทมิฬ



มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโขดหินขนาดใหญ่ที่ไม่เท่ากันและรายล้อมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า



และในสถานที่ป่าหินนั้นก็ยังเต็มไปด้วยสัตว์ยักษ์ที่สัญจรไปมา ภายในพวกมันนั้นก็ยังมีสัตว์ยักษ์ถึงสองตัวที่อยู่ในระดับแดนสวรรควิญญาณ



ถึงแม้ว่าพวกมันจะดูเหมือนเดินผ่านไปผ่านมาเฉย ๆ แต่แท้จริงแล้วพวกมันนั้นกำลังลาดตระเวนอยู่ ซึ่งนั้นก็หมายความว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องเป็นรังหลบซ่อนตัวของพวกมันอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วเหตุใดถึงได้มีเหล่าสัตว์ยักษ์ที่ดูน่ากลัวและดุร้ายมากมายมาคอยเฝ่าระวังอยู่ในสถานที่แห่งนี้กัน



       “เป็นเช่นไรล่ะ อาวุโส ซวนหยวน เห็นรึยังว่าข้านั้นไม่ได้หลอกลวงท่าน?” ในขณะที่ ชูเฟิง และ จือ เชียนเหยียน หลบซ่อนอยู่ในป่าชูเฟิงก็ได้กล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจถึงข้อมูลที่เขามีและตราบใดที่เขาได้พบกับสถานที่แห่งนี้มันก็หมายความแล้วว่าเขานั้นไม่ได้หลอกลวง จือ ซวนหยวน



        “อืม ไม่เลว ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กน้อยเช่นเจ้านั้นจะเป็นคนที่ไม่ได้เรียบง่ายถึงเพียงนี้ การที่เจ้าได้กลายเป็นผู้เชื่อมต่อฯชุดเทาด้วยวัยเพียงแค่นี้และยังมีพลังอำนาจตรวจจับที่แข็งแกร่งนับได้ว่าเจ้ามีความสามารถที่ถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ” จือ ซวนหยวน พยักหน้าด้วยความรู้สึกที่พึงพอใจแล้วกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว “อืมสำหรับเด็กหนุ่มเช่นเจ้าข้ายังไม่ได้ถามเลยว่าเจ้ามีชื่อเรียกว่าเช่นไร”



ชูเฟิงครุ่นคิดถึงคำถามก่อนหน้านี้สักพักก่อนที่เขาจะหาวิธีว่าควรตอบคำถามของ จือ ซวนหยวน เช่นไรสำหรับชื่อของเขา



แต่ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่บิดบังชื่อของเขาจากผู้เชียวชาญท่านนี้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวไปตามความจริง “ข้าน้อยมีชื่อว่า ชูเฟิง”



         “อ่ามันเป็นชูเฟิง นับได้ว่าเป็นชื่อที่ไม่เลว งั้นชูเฟิงข้าขอให้เจ้าโชคดี!”ทันใดนั้น จือ ซวนหยวน ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มที่แปลก (B3 : ความหมายที่แอบแฝงของตาเฒ่า จือ ซวนหยวน คือ “ชูเฟิงกูขอให้มึงโชคเลือด!” )



        “อาวุโส ซวนหยวน นี่ท่านกำลังหมายความว่าเช่นไร” เห็นเช่นนั้นชูเฟิงขมวดคิ้วของเขาเล็กน้อยและตระหนักได้ว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เขาจึงได้ถอยห่าง



       “เดี้ยวเจ้าก็รู้เอง” เพียงในเวลานั้นฝ่ามือของ จือ ซวนหยวน ได้จับไปที่ไหล่ของชูเฟิงและเหวี่ยงแขนของเขาเหมือนกับกำลังจับหุ่นไร่กาอยู่อย่างใงอย่างงั้น เขาได้โยนชูเฟิงออกไปให้ห่างไกลจากตัวเขา



ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนชุเฟิงนั้นไม่ทันได้ตั้งตัวเขาถูกเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรงและเข้าไปยังป่าหิน ด้วยพลังที่แข็งแกร่งมันทำให้เขาเสียสูญจนใบหน้าของเขานั้นได้กระแทกเข้ากับพื้นดินและรากออกไปเป็นทางยาวพร้อมสร้างหลุมลึก



      “บัดซบ!!!” หลังจากชูเฟิงได้ยืนขึ้นมาด้วยใบหน้าที่รู้สึกชาของเขาเขาอดไม่ได้ที่จะต้องสาปแช่งในใจ



เพราะทันทีที่เขาลุกขึ้นมาเขาก็ได้ถูกล้อมลอบไปด้วยเหล่าสัตว์ยักษ์และในด้านหน้าและด้านหลังของเขาก็ยังมีสัตว์ยักษ์ที่อยู่ในแดนสวรรควิญญาณที่คอยปิดกันทางหนีทั้งหมดของเขาอยู่



        “นี่มันเป็นเด็กเหลือขอจากพวกมนุษย์อย่างนั้นรึ? ไปจับมันมา!” หนึ่งในสัตว์ยักษ์แดนสวรรค์วิญญาณได้จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ซึ่งมันอาจจะเห็นได้อยู่แล้วว่าพวกมันนั้นมีความรู้สึกที่เกลียดชังต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก



แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่มันได้พบชูเฟิงพวกมันกลับเลือกที่จะไม่ฆ่าเขาโดยตรงแต่เลือกที่จะจับเขาแทน ซึ่งหลังจากที่ชูเฟิงถูกจับพวกมันได้ผูกเขาไว้ด้วยเชือกพิเศษและพาตัวเขาไปยังสถานที่ลึกของป่าหินอาจกล่าวได้ว่ามันกำลังพาชูเฟิงไปยังรังของพวกมัน



ทันทีชูเฟิงไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกมากจนเกินไปนักเขาได้คิดอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบในหัวของเขาว่าเหตุใดทำใม จือ ซวนหยวน ถึงได้ทำเช่นนี้กับเขา? ตัวชูเฟิงเองนั้นไม่มีเหตุใดที่จะเป็นอันตรายต่อเขาซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้บ่งบอกแล้วว่าชายชราผู้นี้นั้นมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและยังเป็นที่แน่ชัดอีกว่าเขานั้นไม่ได้ทราบเรื่องบาดหมางระหว่างเขาและ จือหลิง และก็ยังไม่ทราบอีกด้วยว่าเขานั้นเป็นผู้หลบหนี



ในท้ายที่สุดแล้วเขาคิดถึงความเป็นไปได้เพียงแค่สองอย่าง



อย่างแรก จือ ซวนหยวน ต้องการที่จะใช้เขาเป็นนกต่อเพื่อดึงดูดความสนใจของเหล่าสัตว์ยักษ์



หลังจากที่เขายังไม่ทราบแน่ชัดว่าในรังของราชาคางคกทมิฬนั้นได้มีกลไกลหรือกับดักแบบไหนซ่อนอยู่บ้าง ดังนั้นมันจึงไม่เป็นผลดีที่จะผลีผลามบุกรุกเข้าไปในตอนนี้ฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาคือการปล่อยชูเฟิงให้เป็นตัวทดสอบกลไกลทั้งหมดที่อยู่ในรังของมัน



แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ว่า จือ ซวนหยวน นั้นยังคงมีความระมัดระวังต่อชูเฟิงอยู่ เขากลัวว่าชูเฟิงอาจเป็นสายลับที่ส่งมาจากสัตว์ยักษ์ฉะนั้นเขาจึงต้องการที่จะทดสอบดูว่าสัตว์ยักษ์จะมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ได้เห็นชูเฟิง



และท่าเป็นเช่นนั้นมันก็ยังพิสูจน์ได้อยู่ว่าอย่างน้อง จือ ซวนหยวน นั้นไม่ได้คิดที่จะทำร้ายเขาโดยตรงฉะนั้นชูเฟิงจึงไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องมาคอยกังวลเพราะเขาสามารถรับรู้ได้ว่าไม่ช้าก็เร็ว จือ ซวนหยวน จะต้องปรากฏตัวออกมาอย่างแน่นอนเพราะ จือ ซวนหยวน นั้นมีความต้องการที่จะช่วยหลานสาวของเขาเป็นอย่างมาก



ในเวลาเดียวกันชูเฟิงก็ได้คบคิดถึงกลุ่มของเหล่าสัตว์ยักษ์ที่พาเขามาจากป่าหินโดยที่ยังไม่ได้หยุดพัก



ทุกที่บนผนังถ้ำ มีรูปภาพพิเศษต่างสลักเอาไว้อยู่ ส่วนใหญ่มันจะเป็นภาพของเหล่าสัตว์ยักษ์ แต่ก็ยังมีภาพของมนุษย์ด้วยเช่นกัน และแม้แต่ภาพที่มนุษย์ได้ต่อสู้กับเหล่าสัตว์ยักษ์ก็ยังมีด้วยการคาดเดาของชูเฟิงเขาคิดว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังพวกนี้จะต้องมีความหมายอยู่เบื่องหลังเป็นแน่



โดยเฉพาะภาพเหล่านี้นั้นมันได้ถูกวาดขึ้นมาเป็นเรื่องราวที่ว่าเหล่ามนุษย์นั้นได้ข่มขู่และข่มเหงเหล่าสัตว์ยักซ้ำยังมอบความอัปยศให้แก่เหล่าสัตว์ยักษ์อีกซึ่งในข้อสรุปคร่าว ๆแล้วมนุษย์ในมุมมองของเหล้าสัตว์ยักษ์นั้นก็เหมือนดั่งปีศาจที่ชั่วร้าย



และมันอาจจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเหล่าสัตว์ยักษ์นั้นมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนกับมนุษย์มาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณแต่สำหรับชูเฟิงแล้วเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น สิ่งที่เขาเป็นกังวลคือสิ่งที่สัตว์ยักษ์เหล่านี้นั้นกำลังพาเขาไปที่ใด



แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเพราะสิ่งที่เขาเป็นกังวลนั้นจะได้รับรู้ในเร็ว ๆนี้ หลังจากที่ใช้เวลานานในการเดินทางเขาก็ได้มาถึงข้างในใจกลางของถ้ำเสียที พื้นผิวของมันนั้นเป็นขรุขระแต่ก็มีความกว้างขวางและใหญ่มาก



ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเหมือนราวกับพระราชวัง แต่ถ้านำไปเทียบกับพระราชวังสีทองแพรวพราวที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วนั้นสถานที่แห่งนี้มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับท่อระบายน้ำทิ้งหรือแหล่งหมักหมมต่อสิ่งสกปกเท่านั้น



แต่หนึ่งก็ต้องยอมรับก่อนว่าพระราชวังที่เหล่าสัตว์ยักษ์สร้างขึ้นมานั้นเป็นที่หลบซ่อนชั้นดีอาจกล่าวได้ว่าไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถหาเจอเสียสะด้วยซ้ำ แต่สำหรับรสนิยมในเรื่องความสวยงามแล้วนับว่าเป็นปัญหาใหญ่เพียงหนึ่งเดียวสำหรับของพวกมันที่มีอยู่ในตอนนี้



และที่ว่ามาทันทีภายในพระราชวังขนาดใหญ่ก็ได้มีเหล่าสัตว์ยักษ์อาศัยอยู่ในนั้นราว ๆหนึ่งพันตน พวกมันยืนอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยของทั้งสองฝั่งในพระราชวังและพลังวิญญาณของพวกมันทุกตนนั้นก็นับได้ว่าไม่ได้อ่อนแอเลยแม้แต่น้อยพวกมันทั้งหมดล้วนแล้วอยู่ในแดนแก่นแท้วิญญาณ



แต่ถ้าบอกว่าหนึ่งในพวกมันนั้นใครเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คงจะเป็นตัวที่นั่งอยู่บัลลังโครงกระดูก



มันคือปีศาจที่มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่หัวของมันจริงๆเป็นคางคกและมันยังเป็นหัวคางคกสีดำทมิฬอีกด้วย มันอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา บางทีมันอาจอยู่ในระดับเดียวกันกับ หลิน เยว่เยว่ หรือไม่ก็อาจแย่กว่ามากนัก



แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะรูปร่างที่อัปลักษณ์และน่าขยะแขยงแต่พลังวิญญาณของมันนั้นกล่าวได้ว่าลึกล้นพ้นอย่างแท้จริง อย่างน้อยๆในตอนนี้อำนาจผู้เชื่อมต่อฯอย่างชูเฟิงนั้นก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบพลังวิญญาณของมันได้



แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่น่าขยะแขยงของมันควบคู่ไปกับระดับพลังวิญญาณที่ลึกล้นพ้นเช่นนี้ชูเฟิงไม่สามารถคิดอะไรเป็นอื่นไปได้นอกจากราชาคางคกทมิฬ



แต่นั้นไม่สำคัญที่สำคัญจริง ๆคือในใจกลางของพระราชวังนั้นพวกมันได้รวบรวมคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเดียวกันกลับที่เขาได้เข้าร่วมมาอยู่ก่อนหน้านี้ในนั้นมีทั้ง จือหลิง หลิว จือซุน และคนอื่นๆ พวกเขาได้ถูกผูกเอาไว้ด้วยเชือกพิเศษเช่นเดียวกับชูเฟิง



        “ชูเฟิง ?!” พอเห็นชูเฟิง หลิว จือซุน และคนอื่น ๆ ถึงกับผงะใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจเพราะพวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบเจอชูเฟิงเร็วเช่นนี้ในสถานที่แห่งนี้



หลังจากที่ได้เห็นพวกเขาชูเฟิงก็รู้สึกมีความสุขในใจของเขาเพราะตอนนี้เขาได้เห็น จือหลิง และคนอื่นๆแล้ว นั้นหมายความว่าการเดินทางครั้งนี้ของเขานั้นนับว่าไม่เสียป่าว



นอกจากนี้ชูเฟิงยังได้พบอีกว่ากระโปรงสีม่วงของ จือหลิง นั้นยังไม่ได้รับความเสียหายอันใดและท่าทีของเธอนั้นก็ยังอยู่ในความสงบเสงี่ยมนั้นก็สามารถบอกชูเฟิงได้อย่างหนึ่งแล้วว่า



จือหลิง ยังไม่ได้รับมลทินใด ๆจากพวกเหล่าสัตว์ยักษ์เธอยังคงรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้อยู่


#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : ควยไรว่ะไอ้แก่ ซวนหยวน มีกล้าโยนบักเฟิงของกูออกไปเช่นนั้นได้เยี้ยงไร หือ!!! มันน่านัก

B2 : เออถ้าบักเฟิงกูตายไปมึงจะทำยังใงห่ะไอ้แก่ ซวนหยวน!! ตัวละครแบบนี้แม้งน่าโละทิ้ง ๆไปซะ

B1 : เดี้ยวก่อน ๆชตากรรมมึงจะเป็นแบบเดียวกับจูเกอหลิวหยุน แรกๆอย่างโหดหลังนี่แค่กระโดดเตะก็ตาย 555 เดี้ยวมึงจะ

ได้ตกอยู่ในสภาพนั้นแน่ไอ้แก่ ไอ้ขี้กาก กล้าทำบักเฟิงกูตอนยามอ่อนแอ หืย!!!! มันน่านัก

B3 : ใครจะว่าใงกูไม่สนกูสนอย่างเดี้ยวทำใม ปีศาจอย่างมึงๆไม่ฆ่ามันไปเลยว่ะไอ้สัตว์ยักษ์มึงจะรอให้เก่งขึ้นมาก่อนรึยังใง

หรือต้องให้มันเก่งในระดับที่ไปเยียบหน้าพ่อหยามเมียมึงเลยใงถึงจะคิดได้ว่าน่าจะฆ่ามันไปซะตั้งแต่แรกที่เห็น หืยพูด

แล้วขึ้นไอ้ปีศาจหัวดอไอ้สมองเท่าเม็ดถัว ตัวประกันก็มีแล้วตั้งเยอะแยะมึงจะฆ่ามันไปสักคนสองคนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ไรหรอกหมางงง หึย!! ถ้าแม้งไม่ใช่พระเอกนะ!!!

B1 : มีปัญหาไรว่ะ B3 ไม่ใช่พระเอกแล้วจะทำใม??

B2 : เออบักเฟิงอ่ะที่ 1 ในใจนิยามพี่เขา “ไม่ว่าใครก็ตามที่กล้าเป็นศัตรูกับบักเฟิงบอกเลยคำว่าตายยังไม่เพียงพอ เมียมันต้อง

ถูกย่ำยี่และขยี่!! ขยี่!!!) พี่เฟิงไม่ได้กล่าวเอาไว้แต่กูชอบนิยามนี้!!

B3 : ทำใมกูแอนตี้บักเฟิงแล้วมันหนักหัวใครไม่ทราบ

B1,B2 : หนักหัวติ่งบักเฟิงอย่างพวกกูใง!!

B3 : ทีม B3 ยกมือ!!

#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..




[ หากมีใครสงสัย คำว่า ลึกล้นพ้น ผมไปถามให้แล้วว่ามันคล้ายๆกับคำว่า ยากแท้หยั่งถึง หรือ สุดจะหยั่ง ]