วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 377 - ความร่วมมือ



     “เจ้า ……… หากเจ้ายังมองอีก ข้าจะควักลูกตาของเจ้าซะ” พลันใบหน้าที่เรียบเนียน ขาวผ่องของนาง ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงราวผลแอปเปิ้ล นางผายมือออกหมายจะตบ ชูเฟิง



     “อ่า….ข้าไม่มองก็ได้ แต่ว่าเรามาคุยกันดีกว่า ที่เจ้ามาหาข้า เพราะว่าเจ้าต้องการบางอย่างจากข้าใช่หรือไม่ เพราะในตอนนี้ ข้ายังไม่ได้ผู้ใดเกี่ยวกับกายศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า” ชูเฟิง กล่าวพลางหัวเราะออกมา



     “เจ้า !!” เมื่อนางได้ยินคำว่า กายศักดิ์สิทธิ์ นั้น ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว นางรีบกระโดดมาที่ด้านหน้าของ ชูเฟิง พร้อมกับใช้มือปิดปากของ ชูเฟิง อย่างแน่นหนา



     ในเวลาเดียวกันนั้น นางรีบขยายอำนาจพลังวิญญาณของนางออกไป เมื่อไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ในบริเวณนั้น นางจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พร้อมกับถลึงตาใส่ ชูเฟิงด้วยความไม่พอใจ  และกล่าวว่า “ข้ามาหาเจ้าเพราะว่า ข้ามีบางอย่างต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ”



     “อะไรล่ะ !?” ชูเฟิง กล่าวพร้อมกับลูบไปที่ผมของนางอย่างแผ่วเบา



     “ข้าอยากให้เจ้า…….เป็นสามีของข้า” จื่อ หลิง กล่าวด้วยใบหน้าที่เป็นสีแดงนระเรื่อด้วยความเขินอาย



     “ได้ซิ !! ข้าเฝ้ารอคำนี้จากปากเจ้า ทุกค่ำเช้า” ชูเฟิง ตอบรับ พร้อมกับจูบไปที่ริมฝีปากของนางอย่างแผ่วเบา อีกทั้งโอบกอดไปที่เอวของนาง ากนั้นทั้งสองก็……….



     ******เอาล่ะนอกเรื่องพอละครับ******



     “มีอะไรให้ข้าช่วย !?” ชูเฟิง จับมือของนางออกจากปากของเขา และกล่าวถาม



     “ข้ามั่นใจว่าเจ้าเคยได้ยินเรื่องที่นครอันทรงเกียรติ ได้สานสัมพันธ์ที่ดีต่อขุมอำนาจต่างๆ เช่น นิกายโลกวิญญาณ”



     “ภายในหุบเขาพันปิศาจนั้น แน่นอนว่าจะต้องมีทรัพสมบัติมากมาย แต่ข้าไม่ได้สนใจในทรัพสมบัติเหล่านั้น ข้าเพียงสนใจในทักษะที่แข็งแกร่งที่ถูกซ่อนไว้ภายในหุบเขา ข้าต้องการจะไปค้นหาพวกมัน” จื่อ หลิง กล่าว



     “หากเจ้าต้องการจะเข้าไปภายในหุบเขาพันปิศาจ ทำไมเจ้าไม่ไปพร้อมกับ ฉิง เล่ย และคนอื่นๆ ด้วยสถานะของเจ้า เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะต้องพาเจ้าไปด้วยหากเจ้าต้องการ” ชูเฟิง กล่าวถาม



     “ถูกต้อง….แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องพาข้าไป แต่ผู้ที่ไปนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุโสทั้งหมด หากว่าข้าไป นั่นจะเป็นการทำลายกฏที่สร้างขึ้น”



     “อีกอย่าง หากพวกเขาเต็มใจที่จะพาข้าไป ข้าก็ไม่อยากไปกับพวกเขา เพราะพวกเขาจะต้องตั้งข้อห้ามสำหรับข้า ซึ่งมันอาจจะน่าเบื่ออย่างมาก” จื่อ หลิง กล่าวพลางขดริมฝีปากของนางเล็กน้อย ใบหน้าของนางเพียบพร้อมไปด้วยความงดงาม น่ารัก และขี้เล่น



     “แล้วทำไมต้องเป็นข้า !? แล้วทำไมข้าต้องช่วยเจ้า !?” ชูเฟิง แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขายังคงระวังตัวต่อ จื่อ หลิง ตลอดเวลา



     “อย่ามาตอแหล !! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าเจ้ามาที่นี่เพราะมีเป้าหมายอะไร ท่านปู่ของข้าเคยบอกว่า ภายในหุบเขาพันปิศาจนั้นมีสมบัติล้ำค่าอยู่ และท่านยังเคยพูดถึงสิ่งนั้นด้วย” จื่อ หลิง กล่าวขณะจ้องไปที่ ชูเฟิง



     “เขาบอกอะไรแก่เจ้า !?” ชูเฟิง กล่าวถามด้วยความกังวล เขาไม่ได้กลัวถึงสิ่งที่ จื่อ ซวนหยวน กล่าวกับ จื่อ หลิง แต่ที่เขากลัวคือ สิ่งที่ จื่อ หลิง จะกล่าวกับ จื่อ ซวนหยวน เพราะตั้งแต่เริ่มนั้น เป็น ชูเฟิง ที่รังแก จื่อ หลิง ก่อน



     “ท่านบอกว่ามันมีแผนที่พิเศษอยู่ และท่านยังบอกอีกว่า แผนที่ที่เจ้ามี เป็นแบบเดียวกับ ที่ราชันย์คางคกดำมีอยู่ หากข้าต้องการจะไปค้นหาทักษะเหล่านั้น ท่านบอกว่าให้เจ้าพาไป” จื่อ หลิง กล่าวพร้อมกับเม้มริมฝีปากเล็กน้อย (แหม่ ……. น่ารัก น่าฟัดซะจริง :: ชูเฟิง คิดในใจ)



     หลังจากได้ยินคำกล่าเหล่านั้น ชูเฟิง ก็ครุ่นคิดเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่า จื่อ ซวนหยวน คือมิตรหรือศัตรู และไม่เข้าใจถึงความคิดอันลึกลับ ของชายชราผู้นั้นได้



     สุดท้าย ชูเฟิง ก็ไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนได้ แต่เขามั่นใจว่า จื่อ ซวนหยวน จะไม่ทำร้ายเขาก่อน และ จื่อ หลิง เองก็ไม่ทำร้ายเขาอย่างแน่นอน



     นอกจากนี้ เขายังต้องการกลับเข้าไปภายในหุบเขาพันปิศาจ หากว่ามี จื่อ หลิง คอยช่วยเหลืออีกแรง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด



     อีกทั้งกายศักดิ์สิทธิ์ของนางก็แข็งแกร่งมาก พลังวิญญาณของนางเองก็ใกล้เข้าสู่ขั้นแดนสวรรค์ และนางก็เป็นถึงผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณระดับชุดคลุมสีฟ้า หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย อำนาจพลังวิญญาณของนางจะมีประโยชน์อย่างมาก



     หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชูเฟิง ก็พยักหน้า และกล่าวออกมาว่า “ตกลง เราไม่ควรเสียเวลามากกว่านี้อีกแล้ว เราจะเดินทางกันนี้เลย พวกเราจะต้องไล่ตามพวกเขาให้ทัน”



     “เดี๋ยวก่อน !!” ในเวลานั้น จื่อ หลิง กล่าวออกมาว่า “ก่อนที่พวกเราจะไป ข้าอยากให้เจ้ายอมรับข้อตกลงก่อน เพราะนี่เป็นการแอบเข้าไป เพื่อป้องกันการชุบมือเปิบของคนอื่นๆ ผลกำไรทั้งหมดจะเป็นของข้าและเจ้า”



     “ข้าตกลง !!” ชูเฟิง ตอบรับพลางยิ้ม พร้อมกับพยักหน้ารับ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขากำลังจะกล่าวออกไป



     “ทีกษะต่างๆ จะเป็นของข้า ส่วนยาวิญญาณเป็นของเจ้า” จื่อ หลิงกล่าวเสริม



     “แล้วยอดยุทธภัณฑ์ล่ะ !?” ชูเฟิง กล่าวถาม



     “เจ้าคิดว่าภายในหุบเขาพันปิศาจจะมีของสิ่งนั้นรึ”



     “ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่พวกเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะมี หรือไม่มี”



     “ไว้เมื่อถึงเวลานั้น ค่อยตกลงกันอีกครั้ง” หลังจากกล่าวจบ จื่อ หลิง และ ชูเฟิง ก็กระโจนออกทางหน้าต่างไป



     ในเวลานั้น นครอันทรงเกียรคิถูกปกป้องอย่างแน่นหนา ไม่ใช่เพียงแค่ภายนอก แม้แต่ภายในก็เช่นกัน ในเวลานี้นั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ได้รับอนุญาตเข้า หรือออกจากนครอันทรงเกียรติทั้งสิ้น



     แต่ด้วยสถานะของ จื่อ หลิง นั้น ด้วยท่านปู่ของนางเป็นถึง ผู้ที่อยู่เหนือกว่าเจ้านคร และนครอันทรงเกียรติยังเปรียบได้กับบ้านของนาง ดังนั้น นางจึงไม่มีปัญหาใดๆ ในการไปไหนมาไหนก็ได้



     “เฮ้ แม่นาง !! เจ้าไม่เรียกกระเรียนหลากสีของเจ้ามาละ เจ้าคิดจะเดินเท้าไปยังหุบเขาพันปิศาจเช่นนั้นรึ” หลังจากออกมาจากนครอันทรงเกียรตินั้น ชูเฟิง พบว่า จื่อ หลิง ไม่ได้เรียกกระเรียนหลากสี และอินทรีศรีษะขาวออกมา แต่นางกลับเดินทางด้วยเท้าของนางเอง



     “เวลาไปไหนมาไหน ข้าชอบที่จะพึ่งพาตัวเองมากกว่า”



     จื่อ หลิง มอง ชูเฟิง ด้วยสายตาเหยียดหยัน ทันใดนั้น เมื่อนางเริ่มก้าวเท้าออกไป พลันปรากฏประกายแสงที่สวยงามราวกุหลายที่ได้ฝ่าเท้าของนาง สางผลให้นางทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว



     ดูเหมือนนางจะใช้ทักษะบางอย่าง ที่สามารถทำให้นางเดินบนอากาศได้ และดูเหมือนว่าความเร็วนั้นยังมีความเร็วมากกว่าทักษะของจักรพรรดิ์นภา



     เนื่องจาก จื่อ หลิง เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ชูเฟิง จึงต้องใช้พลังสูงสุดของทักษะของจักรพรรดิ์นภา แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถตามนางได้ทัน



     และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แม้ว่า ชูเฟิง ได้ใช้พลังทั้งหมดแล้วนั้น แต่ดูเหมือนว่านางจะไม่ใช้พลังออกมาเต็มที่เลยแม้แต่น้อย



     ในสถานการณ์เช่นนั้น ด้วยความหลักแหลมของ ชูเฟิง เขาจึงเปลี่ยนจากทักษะของจักรพรรดิ์นภา เป็นทักษะมังกรทะยานผ่านเก้าสวรรค์อย่างรวดเร็ว พลันความเร็วของ ชูเฟิง ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาทะยานผ่าน จื่อ หลิง ไปราวสายฟ้า มุ่งสู่ขอบฟ้าไกลอย่างรวดเร็ว