วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 387 – ยอมรับข้าเป็นนายของเจ้า



        “เจ้าว่ายังใงนะ? นับตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดที่สามารถจะดึง ขวานอสูรฟ้า เล่มนี้ออกมาได้? ”



หลังจากที่ชูเฟิงได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นมันทำให้ใจของเขานั้นถึงกับสั่นสะท้านและเต็มไปด้วยความไม่สบายใจที่เพิ่มมากขึ้นเลื่อยๆ เพราะนับตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดที่สามารถดึงยุทธภัณฑ์ชั้นยอดเล่มนี้ออกมาได้แล้วคนเช่นเขานั้นจะสามารถดึงมันออกมาได้อย่างนั้นหรือ?



แต่ในตอนนี้เขาไม่มีทางให้ถอยกลับอีกแล้ว เพราะถ้าเกิดเขาไม่สามารถดึงยุทธภัณฑ์ชั้นยอดเล่มนี้ออกมาได้ไม่ต้องพูดถึงการช่วยชีวิตของเหล่าบุคคลชั้นนำจากขุมพลังแปดทิศได้เลยแม้กระทั่งตัวของเขาเองและ จือหลิง ก็ต้องได้รับชะตากรรมเดียวกันกับพวกเขาและไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องตายด้วยกันทั้งหมด



      “ชูเฟิงให้ข้ายืมร่างกายของเจ้า.” ในช่วงเวลาความเป็นความตาย, เสียงหวาน ๆ ของ ต้าน ต้าน ก็ดังออกมาจากก้นบึ่งหัวใจของชูเฟิง



ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นชูเฟิงไม่ชักช้าเขาจึงได้รีบแชร์ร่างกายของเขาไปให้กับ ต้าน ต้าน ทันที



เพราะตั้งแต่ที่เขารู้สึกว่า ขวานอสูรฟ้า นั้นได้มีคำว่า “อสูรฟ้า.” อยู่ด้วยแล้วมันก็อาจมีความสัมพันธ์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับนางอยู่ก็เป็นได้



*** บูมมม *** ในทันทีที่ชูเฟิงได้ให้ร่างกายของเขาแก่ ต้าน ต้าน ก็ได้มีคลื่นพลังระเบิดออกมาจากร่างกายของเขาปรากฏระลอกคลื่นแพร่ออกมาจากร่างกายทำให้เกิดคลื่นลมรุนแรงและแพร่ขยายออกไปทั่วทุกทิศทางและกระทั้งอากาศก็ยังได้เกิดการบิดเบี้ยวจากระลอกคลื่นนี้



และในตอนนี้ก็ได้เกิดกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่แพร่ออกมาจากร่างกายของชูเฟิงและระเบิดเสียงร้องโหยหวนออกมา มันเป็นเสียงที่เหมือนกับพวกผีปีศาจร้าย บ้างก็เหมือนเสียงโหยหวนของพวกสัตว์ร้ายตามหุบเขา มันเป็นเสียงร้องโหยหวนที่แสนจะน่ากลัว



        “บัดซบนี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับไอ้เด็กเวรนี่!! ? ” พอเห็นสภาพของชูเฟิงในตอนนี้แล้วนั้นมันทำให้ราชาปีศาจทั้งสองเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมาแม้กระทั่งใบหน้าของมันยังเกิดอาการถอดสีอย่างรุนแรง ปากที่น่าเกลียดของพวกมันถูกทำให้เปิดกว้างขึ้นและอยู่ในลักษณะอาการเหวอ อึ่ง ทึ่ง งง



ร่างกายของพวกเขานั้นอยู่ไม่ไกลจากชูเฟิงเท่าไหร่นักมันเลยทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพิเศษที่เล็ดรอดออกมาจากร่างกายของชูเฟิงได้อย่างชัดเจน มันเป็นกลิ่นอายที่สุดจะพรรณนาเพียงแค่ในระยะเวลาอันสั่นมันได้บ่งบอกกับพวกเขาว่ากลิ่นอายนี้มีพลังที่แข็งมากที่สุดจนยากที่จะหยั่งถึงและในทันที่มันทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัว



และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกลิ่นอายที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของชูเฟิงนั้นมันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกันกับ ขวานอสูรฟ้า มันราวกับว่าพวกเขาทั้งสองนั้นได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว



        “ความรู้สึกนี้…ในที่สุดเขาก็ใช้พลังอำนาจพิเศษของเขาแล้วอย่างนั้นรึ?.” ในเวลาเดียวกัน จือหลิง ก็ได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงของเขาอย่างรวดเร็วและเธอก็อดไม่ได้ที่จะโยนสายตาของเธอออกไปและจ้องมองไปยังชูเฟิง



และในความเป็นจริงทุกคนที่อยู่ที่นั้นก็ยังได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของชูเฟิงด้วย แม้แต่สองราชาปีศาจที่ไล่ตาม จือหลิง ก่อนหน้านี้ก็ยังหยุดฝีเท้าของพวกมันและอดไม่ได้ที่จะโยนสายตาของพวกมันจ้องมองไปยังชูเฟิงที่อยู่บนเวทีสูง



แม้ว่าการแสดงออกทางใบหน้าของ ฉิน เล่ย และคนอื่น ๆ ที่ได้ถูกคุมขังอยู่นั้นได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่มันก็ยังไม่เท่ากับคนที่จากนิกายโลกวิญญาณและคนของตระกูลเจี่ย ใบหน้าของพวกเขานั้นกลายเป็นช็อกจนหาสิ่งใดมาเปรียบมิได้และพวกเขายังกล่าวออกมาอีกว่า “กลิ่นอายนี้มันเป็นกลิ่นอายที่มาจากโลกวิญญาณ แต่โลกวิญญาณไหนกันถึงได้มีกลิ่นที่แข็งแกร่งและน่ากลัวเช่นนี้?.”



          “นี่เจ้า…เป็นใครกันแน่?.” ราชาปีศาจทั้งสองกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ เมื่อพวกเขาอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นคนเช่นชูเฟิงมาอยู่เบื่องหน้าของพวกเขา



และในตอนนี้ร่างกายของชูเฟิงนั้นได้ถูกครอบครองโดย ต้าน ต้าน นางได้ยิ้มออกมาอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “เจ้าถามว่าข้าเป็นใครอย่างนั้นรึ…เหอะ…ข้าก็เป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้กลายเป็นนายของขวานเล่มนี้ยังใงเหล่า!!.”



หลังจากที่ได้พูดจบฝ่ามือของชูเฟิงก็ได้กำแน่นและปล่อยพลังอำนาจของเขาออกมาและดึงมัน “.ตูม.” เสียงดังออกมาอย่างสนั่นหวั่นไหวเศษหินได้กระจายออกไปทั่วทุกทิศทางฝุ่นก็ตลบอบอวนไปทั่วทั้งพระราชวังแต่แล้วในที่สุด ขวานอสูรฟ้า ก็ได้ตกอยู่ในมือของชูเฟิง



        “ฮ่า ๆ ในที่สุดข้าก็ได้รับยุทธภัณฑ์ชั้นยอดมาแล้ว!”



        “ฮ่า ๆ ต้าน ต้าน ข้าจะรักเจ้าไปจนวันตาย!”



หลังจากที่ดึง ขวานอสูรฟ้า ออกมาได้แล้วนั้น ต้าน ต้าน ก็ได้ส่งการควบคุมร่างกายกลับไปให้ชูเฟิงและในตอนนี้ชูเฟิงก็ได้รับรู้ความรู้สึกได้จริงถึงพลังอำนาจของ ขวานอสูรฟ้า ที่อยู่ในมือของเขา



ขวานยักใหญ่ที่อยู่ในมือของชูเฟิงนั้นความเป็นจริงแล้วมันเป็นอะไรที่หนักมาก ถ้ามันถูกโยนลงมาจากตัวของเขานั้นมันอาจกล่าวได้ว่าสามารถที่จะบดขยี้พระราชวังที่พวกเขายืนอยู่กันตรงนี้ให้พินาศย่อยยับไปกับตาเลยก็ยังได้ และถ้ามันถูกโยนลงมาจากที่ท้องฟ้าลงสู่พื้นดินล่ะก็แน่นอนเลยว่ามันจะสามารถสร้างหลุมลึกขนาดใหญ่ได้เลยที่เดียว แต่ในตอนนี้เมื่อมันได้อยู่บนมือของชูเฟิงนี้มันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเขาได้จับอาวุธที่มีน้ำหนักพอเหมาะกับร่างกายของเขา



และที่สำคัญที่สุดภายในของ ขวานอสูรฟ้า นั้นมันทำให้เขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่แข็งแกร่งมาก และมันก็ยังเป็นพลังอำนาจที่คล้ายคลึงกันมากกับของ ต้าน ต้าน แต่มันก็ยังมีความที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย



แต่ในตอนนี้สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดคือ ขวานอสูรฟ้า มีความสามารถที่จะเพิ่มพลังวิญญาณให้กับเขาได้ด้วยเช่นกันหากเขานำมันออกมาใช้ในการต่อสู้ และถ้าเกิดว่าชูเฟิงสามารถควบคุมพลังอำนาจของมันได้อย่างช่ำชองแล้วละก็แน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้เขาจะสามารถต่อสู้ได้กับผู้เชียวชาญที่อยู่ในแดนสวรรค์วิญญาณได้อย่างแน่นอน และถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถเอาชนะได้แต่เขาก็จะยังสามารถที่จะรับมือได้ไม่มากก็น้อย



        “บัดซบเอ้ยไอ้เด็กเวรนี่…มัน…มัน…มันจริง ๆ สามารถที่จะดึงขวานอสูรฟ้านั้นออกมาได้! หรือว่ามันอาจเป็น…”



ขณะนี้ใบหน้าของเหล่าสี่ราชาปีศาจได้ตกอยู่ในความกลัวและความตกใจอย่างสมบูรณ์การแสดงออกทางใบหน้าของพวกมันนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ภายในดวงตาของพวกมันนั้นก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกินลึกไปในจิตใจของพวกมัน



       “พวกเราโกย!!” ในทันทีเหล่าปีศาจได้ร่วมตะโกนกันออกมาและรีบวิ่งหนีออกไปอย่างว่องไวแสง



       “ไปตามมันไปอย่างรวดเร็ว! เราไม่สามารถปล่อยให้มันหลบหนีออกไปได้!”



ในทันทีภายใต้ผู้ที่อยู่เบื่องล่างของชูเฟิงก็ได้ระเบิดกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาอย่างท่วมท้นนับสิบคนและรีบไล่ตามเหล่าสี่ราชาปีศาจออกไปอย่างรวดเร็ว



แต่อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ทำไม่สำเร็จพวกเขาไม่อาจไล่ตามเหล่าสี่ราชาปีศาจได้ทัน พวกเขาทั้งหมดจึงได้วิ่งกลับมาที่พระราชวังและต่างโยนสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมที่หาเปรียบมิได้ต่อ ขวานอสูรฟ้า ที่อยู่ในมือของชูเฟิง



บางคนนั้นถึงกับอดไม่ได้ที่จะต้องกลืนน้ำลายของพวกเขาและนั้นอาจเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความปรารถนาอย่างแท้จริงที่อยากจะครอบครอง ขวานอสูรฟ้า ที่อยู่ในมือของชูเฟิง



        “พวกท่านคิดจะทำอะไร ชูเฟิงสมารถที่จะดึงขวานเล่มนี้ออกมาได้ ฉะนั้นความเป็นจริงขวานเล่มนี้ก็ควรที่จะเป็นของเขาไม่ใช่ของพวกท่าน.” พอเห็นเช่นนั้น จือหลิง จึงได้รีบมาอยู่เคียงข้างชูเฟิงและชี้กล่าวว่าอย่างดุเดือนต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย



        “โอ้วแม่สาวน้อยเจ้าไม่สามารถพูดเช่นนั้นได้หรอกนะแต่เดิม ขวานอสูรฟ้า เล่มนี้นั้นนับได้ว่าเป็นเจ้าแห่งยุทธภัณฑ์ชั้นยอดและมันคงไม่สามารถเป็นของเขาได้เพียงเพราะแค่มันอยู่ในมือเขาอย่างนั้นหรอกนะใช่หรือไม่? ”



         “ใช่แล้ว! สำนัก หยวนกัง ของข้านั้นได้สูญเสียไปถึงสองผู้เชียวชาญดินแดนสวรรค์และมันยังนับได้ว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ต่อสำนักของข้าเช่นนั้นแล้วมันจึงต้องมีอะไรมาทดแทนต่อการสูญเสียเช่นนี้” เจ้าสำนักหยวนกัง ยังคงแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจ



        “สำนักหยวนกังของเจ้าเพียงแค่สูญเสียไปสองผู้เชียวชาญแดนสวรรค์เท่านั้น แต่นิกายไป๋ของข้านั้นได้สูญเสียไปถึงสามผู้เชียวชาญแดนสวรรค์! พวกเขาเป็นถึงผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายไป๋ของข้าที่ได้กระทำผลงานเอาไว้ย่างมากมายและความสำเร็จในการต่อสู้ของพวกเขานั้นก็นับว่าโดดเด่นแล้วเช่นนี้มันกล่าวได้ว่าสูญเสียน้อยกว่าสำนักหยวนกังของเจ้าอย่างนั้นหรือไม่?” ประมุขนิกายไป๋ยังกล่าวเพิ่ม



        “ข้าที่ราบหุบไร้ใจก็ยังเป็นแบบเดียวกัน สามผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ต่างก็สูญเสียไปกับสถานการณ์เช่นนี้ นี่เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของพวกข้าที่ราบหุบเขาไร้ใจเช่นกัน.” ที่ราบหุบเขาไร้ใจก็ส่ายหัวของเขา



พอได้ฟังเช่นนั้นชูเฟิงก็ได้มองลงไปและได้เห็นหลายสิบกองเลือดนองอยู่ที่พื้นและนอกเหนือไปกว่านั้นสองมหาอำนาจอย่างนิกายโลกวิญญาณและตระกูลเจี่ยก็ยังสูญเสียเหล่าผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ไปไม่มากก็น้อย และบางผู้เชียวชาญที่อยู่ในแดนสวรรค์วิญญาณก็ยังได้รับบาดเจ็บเช่นกัน



        “การตายของเหล่าท่านผู้อาวุโสนั้นข้ารู้สึกเสียใจยิ่งนัก”



       “แต่ขอให้ข้าได้พูดอะไรบางอย่างจะได้หรือไม่ แม้ว่าพวกเขาจะตายแต่มันได้เกี่ยวข้องกับขวานของข้าไม่”



        “มันเป็นพวกเขาเองไม่ใช่หรือที่กระดี๊กระด๊าเข้าสู่กับดักการก่อตัวนี้ตัวตนเอง มันเป็นเพราะข้าหรือที่ทำให้พวกเขาต้องตาย?”



        “สิ่งแรกที่พวกท่านกระทำต่อคนที่ช่วยชีวิตพวกท่านเอาไว้คือการข่มขู่และยึดของที่เป็นของของเขาอย่างนั้นหรือ? ถ้ามันไม่ได้สำหรับข้าที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยพวกท่านเอาไว้ พวกท่านจะได้มาอยู่คุยกันอยู่ตรงนี้อย่างมีชีวิตหรือไม่?.”



       “นี่มันหมายความว่ายังใง ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ของแต่ล่ะอาณาจักรพวกท่านต้องการที่จะชำระคืนความเมตตาด้วยความเกลียดชังและคิดจะปล้น ขวานอสูรฟ้า ของข้าไปอย่างนั้นหรือ” ชูเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาและกวาดสายตาของเขาออกไปยังเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายและคำพูดของเขานั้นยังมีความชัดเจนเป็นอย่างมากในขณะที่พวกเขาได้ฟังคำพูดของชูเฟิงใบหน้าของพวกเขาทั้งหมดนั้นก็ได้เกิดอาการบิดเบี้ยวในทันที



#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : ย่อหน้าที่ 16 บรรทัดที่ 1 และ 2

B2 : “เจ้าถามว่าข้าเป็นใครอย่างนั้นรึ…เหอะ…ข้าก็เป็นพ่อของเจ้าอย่างใงล่ะ!!.”

B1 : “ม่ายยยยยย” สัสนั้นมันสตาวอ

B1, B2 : 555555

B3 : ไอ้สัสเล่นเองตบเองซะงั้น ว่าแต่จะเอายังใงกันนะ กับ ขวานเล่มนี้ ปล้นมันเลยไหมกูเชียร์อยู่ จับปิดตาตุ๋ยท้อง และ

ขโมยขวาน กับ จือหลิง เมียมันไปเลย

B1 : ไอ้สัสนี่ก็โหดจังเลย

B2 : ว่าแต่แล้วถ้าเป็นท่านผู้อ่านล่ะท่านจะรู้สึกเช่นไรถ้าเป็นผมนะ ต้าน ต้าน ร่วมร่างกัน ฟี้ง!! ฟันแม้ง ตายให้หมดๆไป

B1 : นับว่าเป็นความคิดที่ดีนะ B2

B2, : ใช่ไหมล่ะ B1

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..