วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 389 - กลับ



       “มีเรื่องแบบนี้ด้วย? งั้นหมายความว่า ขวานอสูรฟ้า ของข้านั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ยุทธภัณฑ์ชั้นยอดอย่างนั้นหรือ?” หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นของ ต้าน ต้าน มันทำให้เขามีความสุขอย่างมาก



       “ใช่แล้ว! รีบ ๆพยายามควบคุมมันให้ได้เร็ว ๆดั่งที่ใจเจ้าต้องการซะล่ะ” ต้าน ต้าน กล่าวออกมาในขณะที่เขาหัวเราะคิกคัก เมื่อชูเฟิงได้จริงกษัตริย์แห่งยุทธภัณฑ์ชั้นยอดมันจึงทำให้เธอนั้นรู้สึกดีใจไปกับชูเฟิงด้วยเช่นกัน



*** หวืบ *** ชุเฟิงไม่มีความลังเลใด ๆ เขาได้กระตุ้นการทำงานที่ฝ่ามือของเขามันมีแสงยิงออกมาทุกทิศทางจากมือของเขาและในท้ายที่สุดก็ปรากฏ ขวานอสูรฟ้า ทีมีขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้ขึ้นมาบนฝ่ามือของเขา และเขาก็กระตุ้นการทำงานของมันให้มันหดกลับเข้าไปในฝ่ามือของเขาอีกครั้ง



อย่างรวดเร็วมันได้ปรากฏขึ้นมาและหดกลับเข้าไปในฝ่ามือของชูเฟิงได้อย่างใจนึกเพียงในความคิดของเขา



และหลังจากที่พวกเขาได้เห็นชูเฟิงควบคุม ขวานอสูรฟ้า ได้อย่างใจนึกการแสดงออกของพวกเขาทุกคนนั้นถึงกับเกิดอาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและมีบางอารมที่พวกเขาไม่สามารถจะบรรยายมันออกมาได้



แต่เพียงแค่ในเวลานั้น จือหลิง ได้เดินก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวกับเหล่าผู้อาวุโสว่า



      “ช้าเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของพวกท่านทุกคนแล้วนั้นพวกท่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ชั้นยอดอย่างแน่นอนว่าถ้ามันได้ตระหนักถึงนายของมันแล้วล่ะก็ ไม่ว่าใครก็ตามที่เอามันไปใช้มันก็จะไม่แสดงพลังอำนาจที่แท้จริงของมันออกมาหรือจะให้กล่าวอีกอย่างก็คือต่อให้พวกท่านเอามันออกไปจากเขามันก็จะไม่มีค่าอะไรและก็ไม่ต่างอะไรไปจากเศษเหล็กที่อยู่ในมือของพวกท่าน”



      “มีเพียงเฉพาะบุคคลที่มันได้เลือกเท่านั้นถึงจะแสดงพลังอำนาจที่แท้จริงของมันออกมาได้และในตอนนี้ยุทธภัณฑ์ชั้นยอดอันนี้มันก็ได้เลือกเป็นนายของมันแล้วซึงนั้นมันก็มีความหมายออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่ากษัตริย์ยุทธภัณฑ์ชั้นนี้นั้นย่อมเป็นของชูเฟิง เพียงเท่านี้พวกยังมีอะไรที่ต้องการจะกล่าวอะไรออกมาอีกหรือไม่ว่ามันไม่ได้เป็นของเขา?”



       “นั้นมัน…” ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นมันก็ทำให้พวกเขาไม่อาจที่ปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ และหลังจากที่คิดดูแล้วมันก็เป็นมาอย่างที่ จือหลิง กล่าวหลังจากที่ยุทธภัณฑ์ได้ยอมรับนายของมันแล้วล่ะก็ไม่ว่าใครก็ตามที่เอามันไปใช้โดยที่ไม่ใช่นายของมันมันก็ไม่อาจที่จะสำแดงพลังที่แท้จริงของมันออกมาได้



       “ข้านึกไม่ถึงเลยว่ายุทธภัณฑ์ชั้นยอดที่เลือกนายของมันได้เองแบบนั้นจะยังคงมีอยู่บนโลกใบนี้อยู่อีก” รองประมุข เกา ฉีจือ กล่าวออกมาพร้อมกับถอนลมหายใจของเขาใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม แต่ถึงแม้ว่าใบหน้าของเขานั้นจะเต็มไปด้วยความชื่นชมแต่ก็หาได้มีความโลภไม่



        “ยุทธภัณฑ์ชั้นยอดชิ้นนี้จะมีอำนาจมากนักแต่มันก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ในสถานที่แห่งนี้จะยังมีสมบัติอื่น ๆ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้” ในขณะนั้น จือหลิง ก็ได้ขัดจังหวะขึ้นมา



       “ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าสาวน้อยกับชูเฟิงจะมาจากเส้นทางอื่นที่ไม่ใช่เส้นทางที่พวกเราเดินกันเข้ามาใช่หรือไม่?” รองประมุข เกา ถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น



       “ใช่แล้ว ข้ากับชูเฟิงนั้นเดินมาจากทางอื่นซึ่งนอกจากนี้แล้วที่สถานที่แห่งนี้ยังมีอีกหลายเส้นทางที่ซ่อนอยู่มากมายนัก และข้ากับชูเฟิงนั้นก็ยังได้เก็บเกี่ยวสมบัติมาบ้างตามเส้นทางที่พวกเราได้เดินผ่านมาแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะพวกเราก็ได้มันมาเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นและในท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็ได้เดินเข้ามายังสถานที่แห่งนี้” จือหลิง กล่าวออกไปพร้อมกับส่ายหัวของเธอ



       “เจ้าพูดจริงอย่างนั้นรึว่ายังมีเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่?” หลังจากที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้นใบหน้าของ เจี่ย หยาน และสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูลเจี่ย พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่บนใบหน้าของพวกเขาและเริ่มที่จะหาเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่



พวกเขาทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้เชื่อมต่อฯโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจี่ย หยาน ทักษะการสร้างจิตวิญญาณของเขานั้นนับได้ว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากแม้ว่า จือหลิง และชูเฟิงจะร่วมมือกันก็ยังไม่อาจที่จะสามารถทัดเทียมเขาได้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทั้งสองจะเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ไม่ได้และจะไม่ได้รับการเก็บเกี่ยวสมบัติกับเส้นทางที่เขาได้เดินผ่านมา



และหลังจากที่เขาได้ยินคำพูดของ จือหลิง อย่างรวดเร็ว เจี่ย หยาน ก็ได้เร่งอำนาจจิตวิญญาณแพร่กระจายออกไปเพื่อหาเส้นทางที่ได้หลบซ่อนอยู่แม้แต่ผู้เชียวชาญจากนิกายโลกวิญญาณและคนของตระกูลเจี่ยก็เสาะหาเส้นทางลับเช่นเดียวกัน



และหลังจากที่ยุทธภัณฑ์ชั้นยอดอันนี้นั้นได้รับเลือกชูเฟิงเป็นนายของมันก็ไม่ได้มีใครที่คิดจะมาเกาะแกะกับชูเฟิงอีก เขาได้เดินไปรอบๆด้วยความสบายใจในสถานที่แห่งนี้ แต่เขานั้นก็มีเป้าหมายเช่นกันเพราะสิ่งที่เขากำลังตามหาหลังจากที่ได้เข้ามายังพระราชวังแห่งนี้นั้นก็คือสมบัติที่สามารถฝึกอำนาจพลังจิตวิญญาณได้ ( 3B : ความหมายคือสมบัติที่สามารถเพิ่มพลังจิตวิญญาณให้กับผู้เชื่อมต่อได้อะไรประมาณนี้)



ด้วยเหตุนั้นชูเฟิงจึงได้เข้าไปถามกับรองประมุข เกา ว่าเขาได้ค้นพบสมบัติพิเศษใด ๆ บ้างในพระราชวังแห่งนี้และคำตอบเพียงหนึ่งเดี่ยวที่เขาได้นั้นก็คือไม่ได้ค้นพบอะไร



เมื่อได้ยินเช่นนั้นชูเฟิงก็ยังรู้สึกถึงความตื่นเต้นได้อยู่เพราะหลังจากที่พวกเขามายังสถานที่แห่งนี้พวกเขาก็ได้ถูกขังอยู่ที่นี่ซึ่งมันก็หมายความว่าสมบัติต่าง ๆ ในพระราชวังนี้ยังคงปลอดภัยจากพวกเขาอยู่



หลังจากที่ชูเฟิงได้ทราบทุกอย่างแล้วมันจึงทำให้เขารู้สึกว่าสมบัติที่เขากำลังตามหาอยู่นั้นมันจะต้องอยู่ส่วนไหนสักส่วนหนึ่งในพระราชวังใต้ดินนี้อย่างแน่นอน ฉะนั้นชูเฟิงจึงได้เริ่มที่จะต้องค้นหาอย่างจริงจัง



แต่ยิ่งเขาค้นหาไปมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งมีความไม่สบายใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เขาได้ค้นหาอยู่ที่พระราชวังใต้ดินอยู่หลายครั้งแต่เขากลับไม่ค้นพบสมบัติใด ๆ เลยเช่นเดียวกับรองประมุข เกา และคนอื่น ๆ มันไม่มีสมบัติใดอื่นที่จะอยู่ในสถานที่แห่งนี้แม้แต่ยุทธภัณฑ์ชั้นยอด



        “บัดซบทำใมมันถึงได้ไม่มีสมบัติพิเศษที่เอาเพิ่มพลังจิตวิญญาณอยู่ที่นี่.” ในทันทีชูเฟิงรู้สึกหมกมุ่นกับมันมากจนเกินไปและเขาก็ตกอกตกใจเล็กน้อยในใจของเขาที่ในตอนนี้เขายังไม่สามารถที่จะค้นหามันพบหากเขาไม่สามารถที่จะหาทางเพิ่มพลังจิตวิญญาณของเขาได้อย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็ เขาจะมีปัญญาที่จะกลับไปช่วย ซูรู่ และ ซูเหม่ย?



        “อย่าได้กังวลจนเกินไป บางที่เจ้าอาจหาสมบัติชิ้นนั้นเจออยู่ก่อนแล้วก็เป็นได้” จู่ ๆ ต้าน ต้าน ก็เอยขึ้นมา



        “ต้าน ต้าน เจ้าหมายความเช่นไร? ” ชูเฟิงถามกลับไปด้วยความงุนงง



        “เจ้าลองเช็คภายในของ ขวานอสูรฟ้า ในฝ่ามือของเจ้าให้ดี ๆ ลองใช้อำนาจพลังวิญญาณของเจ้าสื่อไปให้ถึงมันซะและเจ้าจะสามารถรับรู้ได้ถึงรูปร่างพลังวิญญาณที่เจ้าไม่สามารถที่จะมองเห็นได้อยู่.” ต้าน ต้าน กล่าว



โดยไม่ชักช้าชูเฟิงรีบปฏิบัติตามคำแนะนำของ ต้าน ต้าน และในท้ายที่สุดมันก็เป็นจริงอย่างที่ต้าน ต้าน ได้กล่าวมา



         “ต้าน ต้าน มันเกิดอะไรขึ้น? เป็นไปได้ว่า ขวานอสูรฟ้า นี้มันเป็นสมบัติที่สามารถฝึกอำนาจพลังวิญญาณได้?” ชูเฟิงรู้สึกชื่นชมและดีใจไปกับมันเพราะเขาในตอนนี้นั้นเปรียบได้กับเห็นแสงสว่างจุดเล็กๆ ในสถานที่อันมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด



         “แท้จริงแล้วนั้นยุทธภัณฑ์ชั้นยอดในแต่ละประเภทนั้นมันจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปซึ่งมันไม่จำเป็นว่าจะต้องมีความสามารถทางการต่อสู้เสมอไปหรอกนะ”



         “และถ้าข้าเดาเอาไว้ไม่ผิดล่ะก็ ยุทธภัณฑ์ชั้นยอดเล่มนี้ของเจ้านั้นมันมีความสามารถที่เอาไว้ฝึกเพิ่มอำนาจพลังวิญญาณของเจ้าอย่างแน่นอน”



         “แต่พลังพิเศษเช่นนี้นั้นจะต้องมีการปลดรูปแบบพิเศษของมันบางอย่างออกมาก่อนถึงจะสามารถปลดปล่อยความสามารถที่แท้จริงของมันออกมาได้”



       “และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำใมมันถึงได้ถูกผนึกล็อกเอาไว้บนแท่นนั้นด้วยเครื่องหมายก่อตัว”



        “และตอนนั้นที่เจ้าได้ขึ้นไปบนแท่นเจ้าก็ได้รับการกดลงมาด้วยแรงดันและในช่วงเวลานั้นเจ้าก็ได้มุ่งเน้นแต่จึงดึง ขวานอสูรฟ้า ออกมาโดยที่ไม่สนใจถึงรายละเอียดเหล่านี้”



        “แต่ว่าข้านั้นได้สังเกตเห็นมัน และก็ได้จดจำเอาไว้อย่างละเอียดถึงรูปแบบของการก่อตัวและหลังจากที่เจ้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้วข้าจะช่วยเจ้าปลดผนึกความสามารถของ ขวานอสูรฟ้า เล่มนี้ให้เอง”



         “ถ้า ขวานอสูรฟ้า นี้เป็นจริงสมบัติที่สามารถเอาไว้ใช้ฝึกอำนาจพลังวิญญาณของเจ้าได้แล้วล่ะก็แน่นอนว่าเจ้าจำเป็นที่จะต้องใช้มัน แต่ถ้าหากว่ามันไม่สามารถที่จะฝึกอำนาจพลังวิญญาณของเจ้าได้ล่ะก็ข้ามั่นใจเลยว่าเจ้ากำลังถูกปั่นหัวโดยเจ้าสัตว์ยักษ์ในหอคอยอสูรฟ้านั้นอย่างแน่นอนซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็อาจเป็นไปได้ว่ามันล่อให้เจ้ามาตายในสถานที่แห่งนี้” ต้าน ต้าน อธิบาย



         “อืมมันก็อาจมีความเป็นไปได้” ชูเฟิงพยักหน้าและเชื่อในคำแนะนำของ ต้าน ต้าน เพราะว่าคำพูดของเธอนั้นนับได้ว่าสมเหตุสมผลมากที่สุดและในขณะที่เขากำลังจะทำตามคำแนะนำของ ต้าน ต้าน และพยายามที่จะออก



          “ขอให้ทวยเทพสาปแช่งพวกมึง! ไอ้บ้านี่มันไม่มีอะไรเลย! นี่มันไม่มีห่าอะไรอยู่ที่นี่เลย! อ๊า!! ”



          “บัดซบใครมันกล้าบอกว่ะว่ามีสมบัติอยู่ในสถานที่บัดซบแห่งนี้? ใครมันเป็นคนกระจายข่าวว่าสถานที่แห่งนี้มันเป็นซากสุสานของผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ระดับสูงว่ะ? นี่มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือชัด ๆ บัดซบ พวกมันบอกเรื่องไร้สาระให้แก่พวกเรา พวกเราถูกหลอกแล้ว”



เพียงแค่ในเวลานั้นได้มีเสียงตะโกนออกมาดังอย่างต่อเนื่อง จนถึงกับทำให้ชูเฟิงนั้นถึงกับหูอื้อเลยที่เดียวแม้แต่พระราชวังใต้ดินยังถึงกับสั่นสะเทือน



เหล่าผู้มีอำนาจสูงสุดต่าง ๆ ก็กำลังทำเช่นเดียวกับชูเฟิงพวกเขาได้พยายามค้นหาถึงสมบัติพิเศษบ้างอย่างในพระราชวังใต้ดิน



แต่มันก็ไร้ประโยชน์พวกเขาไม่ได้ค้นพบสมบัติใด ๆ เลยแม้แต่สักชิ้นเดียว และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากในการเดินทางครั้งนี้เลยก็คือพวกเขาได้สูญเสียผู้เชียชาญแดนสวรรค์ไปถึงจำนวนมาก คนที่มีความแข็งแกร่งเช่นพวกเขานั้นใช่ว่าจะสามารถผลิตขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ตั้งแต่ได้เริ่มการเดินทางในครั้งนี้มาต้องยอมรับเลยว่าพวกเขานั้นได้รับการสูญเสียไปไม่น้อยเลยที่เดียว



         “ชูเฟิงเวลานี้ข้าและ จือหลิง นั้นต้องกล่าวขอบคุณเจ้าอย่างแท้จริง หลังจากที่กลับไปยังนครอันทรงเกียรติข้า ฉิน เล่ย จะต้องแสดงความขอบคุณต่อเจ้าอย่างแน่นอนสำหรับความโปรดปรานที่เจ้าได้ช่วยชีวิตของข้าเอาไว้” เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เขารู้สึกได้เลยว่า ฉิน เล่ย นั้นมีความรู้สึกที่อยากจะขอบคุณชูเฟิงและ จิอหลิง อย่างแท้จริงในเรื่องนี้



หลังจากที่ ฉิน เล่ย ได้เชิญเหล่าผู้นำต่าง ๆ กลับไปที่นครอันทรงเกียรติในฐานะผู้มีเกียรติที่มาเป็นสักขีพยานในการรวบรวมผลของการเลือกคู่ในครั้งนี้



ในตอนแรกเหล่าบุคคลชั้นนำพวกนั้นนั้นไม่ต้องการที่จะไปนครอันทรงเกียรติแต่หลังจากที่พวกเขาได้คบคิดสักพักพวกเขาก็ยอมตกลงและเดินทางด้วยกลุ่มอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาออกจากหุบเขาพันปีศาจและไปยังนครอันทรงเกียรติ



แต่ด้วยความโกรธแค้นในใจของพวกเขาพวกเขาได้ทำลายปีศาจในหุบเขาพันปีศาจอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกเขาจะออกไปจากหุบเขาพันปีศาจพวกเขาก็ได้ฆ่าปีศาจที่พวกเขาเห็นอย่างไม่เหลือซากไม่ว่าจะเป็นสัตว์ยักษ์ตัวเล็กหรือใหญ่พวกเขาก็ไม่มีความปราณีใด ๆ สำหรับพวกมัน และในตอนนี้หุบเขาพันปีศาจยังไม่มีเหล่ากษัตริย์ที่เป็นคนคอยปกครองอีกด้วยมันจึงกล่าวได้อย่างเต็มปากเลยว่าหุบเขาพันปีศาจในตอนนี้นั้นได้พบกับความสูญเสียที่ใหญ่หลวงอย่างแท้จริง



#################################################################################################

เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ


B1 : ไม่มีความคิดเห็นครับตื้อมาก ณ จุดๆนี้

B2 : ไม่มีความคิดเห็นครับตื้อมาก ณ จุดๆนี้

B3 : ไม่มีความคิดเห็นครับตื้อมาก ณ จุดๆนี้

#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..