วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 398 - คำขอของจื่อหลิง



        " อาวุโส ซวนหยวนข้ายอมแพ้!!! " ในที่สุดเจี่ย ชิงเผิง ก็ตะโกนออกมา



ขณะที่ เจี่ย ชิงเผิง ตะโกนออกมา จื่อ ซวนหยวน ก็ดึงฝ่ามือของเขากลับมา ขณะที่ยังคงยิ้มด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งๆเขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกมาเลยด้วยซ้ำ



แต่หากมองกลับมาที่ เจี่ย ชิงเผิง ผู้นำของตระกูลเจี่ย ผู้เชี่ยวชาญอาณาจักรสวรรค์ระดับ 6 ใบหน้าขณะนั้นซีดเผือดอีกทั้งยังมีเหงื่อไหลอาบ เขาหายใจออกมาอย่างแรงและแม้แต่มือที่เขายังสั่นเล็กน้อย เหมือนกับว่าพลังของเขากำลังถึงกลืนหายไป



        " อาวุโส จื่อ ซวนหยวน ท่านเป็นคนที่ยอดเยี่ยมสมคำล่ำลือ ข้ายอมรับที่ข้านั้นไร้สามารถ ดังนั้นวันนี้ข้าจึงขอตัวลา "



ขณะนั้น เจี่ย ชิงเผิง ก้มหัวให้ จื่อ ซวนหยวน พร้อมกับหันหน้าไปมอง ชูเฟิง อย่างมีความหมายลึกซึ้ง จากนั้นก็สบัดแขนของเขาเพื่อยกเลิกรูปแบบอำนาจวิญญาณ พร้อมกับบินจากไปโดยไม่เลียวมองกลับมา (3B : ลึกซึ้งที่ ซิงเผิง กล่าวนั้นก็ประมาณว่ามึงรู้จักกับบุคคลคนนี้ได้ยังใงอะไรทำนองนั้น)



        " โอ้ว!!! อาวุโส ซวนหยวน ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะพลังร้ายกาจถึงเพียงนี้!!! แม้แต่ เจี่ย ชิงเผิง ก็หมดปัญญาเอาชนะท่าน " หลังจากที่เจี่ย ชิงเผิงไป ชูเฟิงก็อ้าปากข้าง พร้อมกับกล่าวกับ จื่อ ซวนหยวน อย่างระมัดระวัง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนับถือ



       “ แน่นอน เจ้านั้นมันเป็นเพียงแค่เด็กเท่านั้นในสายตาของข้า แต่ก็ยังหารกล้าที่จะท้าทายข้า นี่ข้าเพียงแค่ใช้เศษเสี่ยวของความแข็งแรงของข้าเองนะเนี่ย ถ้าเกิดข้าเอาจริงล่ะขึ้นมาละก็ข้าสามารถที่จะตบเจ้านั้นให้เละการเป็นเศษเนื้อได้เลยเพียงแค่กระบวนท่าเดียว” จือ ซวนหยวน กล่าวออกมาอย่างเย็นชาและใบหน้าของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ



        “ ท่านผู้อาวุโส ซวนหยวน เนื่องจากท่านสามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดายแล้วเหตุใดท่านถึงไม่ฆ่าเขาตั้งแต่ตอนนี้?” หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นมันถึงกับทำให้ชูเฟิงต้องอ้าปากค้างและอดไม่ได้ที่จะขยายกว้างมากขึ้น



        " อัจฉริยะน่ะมันไม่ได้โพล่ขึ้นมาให้เห็นกันง่าย ๆ ตามริมทางหรอกนะ"



        “ ข้าน่ะไม่เคยคิดที่จะฆ่าชีวิตใครอย่างง่ายดายหรอกนะแม้ว่ามันจะเป็นผู้ที่คิดร้ายต่อหลานสาวอันเป็นที่รักของข้าอย่างราชาคางคกทมิฬก็ตาม ข้ายังคงมีหัวใจที่เมตตาอยู่จึงได้ปล่อยมันและลูกชายของมันไป” จือ ซวนหยวน กล่าวด้วยรอยยิ้ม



       “ อะไร? การที่ท่านปล่อยมันกลับไปเช่นนี้ท่านไม่กลัวว่ามันจะกลับมาสร้างปัญหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดให้ท่านบ้างเลยหรือ?” ใบหน้าของชูเฟิงนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจและเขาก็ไม่เข้าใจถึงความคิดของ จือ ซวนหยวน เลยแม้แต่นิดเดี่ยว



       “ ใคร? เจ้าหมายถึงราชาคางคกทมิฬอย่างนั้นรึ? ต่อให้มันมีชีวิตอยู่ไปอีกเป็นร้อย ๆ ปีมันก็ไม่อาจที่จะสามารถเอาชนะข้าได้อยู่แล้ว นอกจากนี้โดยธรรมชาติของมันแล้วนั้นนับว่าไม่ได้โหดร้ายมากนักทุกสิ่งที่มันทำก็เพื่อต้องการที่จะปกป้องตัวเองฉะนั้นข้าจึงได้ไว้ชีวิตมันแล้วเจ้าคิดว่ามันจะกลับมาแก้แค้นข้าอย่างนั้นรึ.” จือ ซวนหยวน กล่าวพร้อมส่ายหัว



       “ ข้าไม่ได้พูดถึงราชาคางคกทมิฬ ข้ากำลังหมายถึง เจี่ย ซิงเผิง! หลังจากที่เขาเป็นถึงผู้นำตระกูลเจี่ย และมีขุมพลังอำนาจที่มีขนาดใหญ่มหาศาลและยังมียุทธ์ภัณฑ์ชั้นยอดอีกเช่นนี้แล้วท่านไม่ควรที่จะประมาท” ชูเฟิงกล่าวด้วยลักษณะที่กังวล



        “ โฮ…เจ้าหมายถึงตระกูลเจี่ย? เจ้าคิดว่าไอ้แก่ในตระกูลเจี่ยที่อยู่มานานอย่างโดดเดี่ยวนับเป็นเวลากว่าร้อยปีจะสามารถเอาชนะข้าได้อย่างนั้นรึ? เหอะต่อให้ไอ้แก่งี่เง่าที่แต่งตัวประหลาดอย่างเจ้านั้นโพล่ออกมามันก็ไม่คณามือข้าหรอกนะจะบอกให้”



        “ ในทวีป 9 อาณาจักรนี้นอกจากผู้เฒ่าผู้แก่ของบรรพบุรุษของราชวงศ์เจียงแล้วนั้นก็ไม่มีใครที่ข้าจะต้องกลัว”จือ ซวนหยวน เหวี่ยงแขนของเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ



        “ ชายชราเฒ่าที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี? หรือว่ามันอาจเป็น…อัจฉริยะที่โดดเด่นในปีนั้น?” ชูเฟิงเริ่มที่จะแสดงอาการที่ตกใจมากขึ้น



        “ ถ้าไม่ใช้ตาเฒ่านั้นแล้วมันจะเป็นใครอื่นไปได้อีกล่ะ? ตั้งแต่ตระกูลเจี่ยและนิกายโลกวิญญาณได้รวบรวมขุมพลังอำนาจจนอยู่ในระดับต้น ๆ ของทั้งทั่วทวีป 9 อาณาจักรและมีผู้ที่สนับสนุนเบื่องหลังพวกมันอยู่อีกทีแบบนี้เลยทำให้พวกมันรู้สึกไร้เทียมทานและไม่เกรงกลัวผู้ใด”



        “ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือตาเฒ่าทั้งสองคนนั้นมันไม่ได้อยู่คุ้มครองนิกายหรือปกป้องตระกูลของพวกมันอยู่ในตอนนี้และเรื่องนี้ยังไม่มีใครได้ร่วงรู้ ตาเฒ่าทั้งสองคนนั้นได้กำลังแอบปิดผนึกตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพื่อที่จะบุกฝ่าเข้าไปสู่ดินแดนต่อไป แต่สำหรับข้านั้นมันต่างกันข้ารู้ว่าพวกมันกำลังทำอะไร”



          “ นี่หรือว่า…ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาพวกเขายังมีชีวิตกันอยู่อีกอย่างนั้นหรือ? ผู้อาวุโส ซวนหยวน ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าระดับพลังของพวกเขาทั้งสองในตอนนี้นั้นอยู่ในระดับไหน?”



ชูเฟิงถามซอกแซกอย่างใกล้ชิตเพราะความสัมพันธ์ของเขากับตระกูลเจี่ยนั้นเปรียบได้ดั่งกับ น้ำและไฟ



ในตอนนี้ชูเฟิงนั้นรับรู้แล้วแล้วว่า เจี่ย ซิงเผิง นั้นเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งมาแต่การที่ยังมีปีศาจเฒ่าที่แข็งแกร่งกว่าเขาอยู่อีกแถมยังมีชีวิตอยู่มานานกว่าหนึ่งร้อยปีประสบการณ์ในทวีป 9 อาณาจักรสำหรับเขาแล้วนั้นแน่นอนว่าต้องไม่น้อยเลยที่เดี่ยว พอได้รู้เช่นนี้แล้วมันยิ่งทำให้ชูเฟิงรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มมากขึ้น



         “ พวกเขาก็ควรจะ…อยู่ยุยุ…บัดซบนี่เจ้าต้องการที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อตรวจสอบระดับพลังวิญญาณของข้าอย่างนั้นรึ” จือ ซวนหยวน จับจ้องสายตาของเขาไปที่ ชุเฟิงอย่างรุ่นแรง



          “ เฮ่ ๆ ไม่ ๆ ข้าน้อยไม่ได้มีความตั้งใจเช่นนั้น ข้าก็แค่อยากรู้ระดับพลังวิญญาณของะวกเขา” ชูเฟิงรีบส่ายหัวของเขาอย่างรวดเร็วราวกับกลองชุด แม้ว่าตาเฒ่าของตระกูลเจี่ยนั้นจะเปรียบได้ราวปีศาจเฒ่าแต่สำหรับ จือ ซวนหยวน นั้นเปรียบได้ราวสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวและเป็นที่แน่นอนว่าชูเฟิงไม่สามารถที่จะรุกรานเขาได้



          “ ไอ้เด็กเหลือขอนี่เจ้าคิดจะทำบ้าอะไรหืมไม่รู้จักคำว่าสูงต่ำฟ้าดินอย่างนั้นรึ”



          “ เหอะแต่ชั่งเถอะเพียงแค่วันนี้เท่านั้น แต่หลังจากวันนี้ไปไม่ว่าเจ้าจะได้พบเจอกับอันตรายใด ๆ ข้าก็จะไม่ออกมาช่วยเจ้า แม้ว่าเจ้ากำลังจะถูกเลาะเส้นเอ็นหรือจะตกอยู่ในสภาพที่เป็นตายเท่ากันในด้านหน้าของข้าข้าก็จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าอย่างแน่นอน ข้าจะทำเพียงแค่…ยืนดูเท่านั้น”



*** เอื้อ *** หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นมันทำให้ชูเฟิงรู้สึกแทบอยากจะกระอักเลือดออกมาเลยทีเดียวเพราะในที่นี้ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเขาได้นอกจาก จือ ซวนหยวน อีกแล้ว



          “ อ่าไอ้เด็กเหลือขอเจ้ารีบไปได้แล้ว ข้าเชื่อว่า เจี่ย ซิงเผิง ในตอนนี้จะไม่ตามล่าเจ้าอีกต่อ” จือ ซวนหยวน ไม่ได้สนใจการแสดงออกของชูเฟิงและเขาก็โบกมือของเขาต่อชูเฟิง



          “ ไม่ว่ายังใงก็ตามข้าน้อยชูเฟิงต้องขอขอบคุณท่านที่ได้เข้ามาช่วยชีวิตของข้าน้อยเอาไว้และแน่นอนว่าในภายภาคหน้าข้าน้อยจะต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอน” ชูเฟิงประสานมือและโค้งคำนับให้กับ จือ ซวนหยวน



เขาไม่ได้ว่ากล่าวอะไร จือ ซวนหยวน เลยสักนิดแม้ว่าในอนาคตข้างหน้านี้เขาจะไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะ จือ ซวนหยวน นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเขาเลยแม้แต่นิดเดียวและเหตุเขาถึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเขาด้วยในอนาคตในภายภาคหน้า แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามในวันนี้ชูเฟิงก็ได้ถูกช่วยเอาไว้โดยเขานี่ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคดีของเขาแล้วฉะนั้นชูเฟิงควรจะขอบคุณเขาซะมากกว่าสำหรับความโปรดปรานที่เขาได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเอาไว้ในครั้งนี้



         “ เร็วเข้าไอ้เด็กเหลือขอ นี่เจ้าอยากให้ เจี่ย หยาน ฉิน ลี่ และคนอื่น ๆ มาตามจับเจ้าหรืออย่างไรถ้าพวกนั้นตามเจ้าทันล่ะก็เจ้ามั่นใจได้เลยว่าข้าจะยื่นดูพวกมันทรมานเจ้าอย่างแน่นอน”



         “ อ่อแล้วก็ เจ้าจงหลบซ่อนตัวอยู่ในอาณาจักฉินซะเป็นเวลาหนึ่งเดือนห้ามออกไปจากอาณาจักรนี้เด็ดขาด” ทันใดนั้นก็ดูเหมือนว่า จือ ซวนหยวน ยังคิดอะไรได้บางอย่างเขาได้ยิบยันต์สีฟ้ารูปสามเหลี่ยมขึ้นมาจากกระเป๋าของเขาและโยนมันไปให้ชุเฟิง



        “ ตำแหน่งยันต์?” ชูเฟิงศึกษา ในขณะที่เขาเป็นถึงผู้เชื่อมต่อธรรมชาติชูเฟิงจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาได้รับมานั้นคืออะไร และมันก็คือยันต์ประเภทของการบอกตำแหน่งของตนเองและตราบใดที่เขาพกยันต์นี้ติดตัวมันก็จะง่ายมากสำหรับผู้ที่ให้ยันต์นี้แก่เขาจะสามารถหาเขาเจอได้



และแน่นอนว่ายันต์ระบุตำแหน่งนั้นมันก็ต้องมีขอจำกัดของมันด้วย นั้นคือระยะทาง และซึ่งยันต์สีฟ้าที่เขาได้รับมานั้นมันก็เป็นยันต์ระบุตำแหน่งระดับสูงมาก ถึงขนาดที่แม้แต่เหล่าผู้เชื่อมต่อฯชุดฟ้าก็ยังไม่สามารถที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ เท่าที่ชูเฟิงรู้จักนั้นมีเพียงแค่ท่านรองประมุข เกา เท่านั้นที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ แต่ว่ามันก็ต้องเสียพลังงานในร่างกายของเขาไปไม่น้อยเลยที่เดียว



ไม่จำเป็นต้องไปคิดมากเกี่ยวกับมัน มันไม่ใช่ข้าที่อยากจะพบเจ้า แต่มันเป็นแม่สาวน้อยของข้าต่างหากที่บอกให้ข้านำมันมาให้เจ้าด้วยมือของข้าเอง และนั้นก็เป็นเหตุผลว่าทำใมข้าถึงได้มาช่วยเจ้าในวันนี้เพราะว่านั้นเป็นคำขอที่ข้าได้รับมาจากนางยังใงล่ะ” พอได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของชูเฟิงนั้นเริ่มเติมเต็มไปด้วยความประหลาดใจต่อ จือ ซวนหยวน อย่างรวดเร็ว



        “ มันเป็นเพราะ จือหลิง อย่างนั้นหรือ?”



หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นมันก็ทำให้หัวใจของชูเฟิงนั้นรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในทันที นับตั้งแต่ที่เขากลับมายังนครอันทรงเกียรตินางก็ได้แยกตัวออกไปจากเข้าเพื่อจะไปปลูกฝังทักษะที่พึ่งได้มาและนับจากนั้นชูเฟิงหรือไม่ว่าใครก็ตามก็ไม่ได้เห็นเธออีกเลย ชูเฟิงคิดว่านางจะลืมเรื่องความเมตตาและความชอบธรรมเกี่ยวกับการที่เขาได้ช่วยชีวิตของนางเอาไว้ในวันนั้นไปซะแล้ว เขาคิดว่าเธอได้หันหลังให้กับเขาและแกล้งทำเป็นไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะยังคิดถึงเขาอยู่และยังเป็นห่วงเขามากถึงขนาดนี้



         “ เอาล่ะถึงเวลาที่ข้าจะต้องไปแล้วจงดูแลตัวเองดี ๆ.” หลังจากที่ จือ ซวนหยวน พูดจบเขาก็ได้ยืนขึ้นและเอามือทั้งสองของเขาไขว้หลังเอาไว้และลอยออกไปเพียงแค่พริบตาเท่านั้นเขาก็ได้หายไป ความเร็วของเขานั้นเป็นสิ่งที่ชูเฟิงไม่อาจจับตามองได้อย่างแท้จริง [T/N:ReadMGA]



เมื่อเห็นเช่นนั้นชูเฟิงก็ไม่ชักช้าอีกต่อไป ขณะนี้เขาไม่ได้มีเวลาที่มามัวยืนเสียเวลามากนักเขาในตอนนี้ได้สูญเสียพลังงานไปเยอะมากพอแล้วกับเม็ดยาต้องห้ามในตอนนี้เขาไม่มีเวลาให้มาเสียมากพออีกแล้ว ชูเฟิงจึงได้รีบออกไปจากที่นั้นอย่างรวดเร็วเขาได้มุ่งหน้าออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อหาสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อพักฝืนอาการของเขา



ฉะนั้นชูเฟิงจึงได้ใช้ทักษะมังกรเดินทางผ่านเก้าสรรค์ขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าของเขาเพียงพริบตาเขาก็ได้หายไปจากตรงนั้นและมุ่งหน้าออกไปยังทิศทางที่แตกต่างกันกับ เจี่ย ซิงเผิง ซึ่งนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงเอาไว้ก่อนว่าเขาจะไม่ไปจร๊ะเอ๋กับ เจี่ย ซิงเผิง เข้าอีกครั้ง



ความเร็วของชูเฟิงนั้นนับได้ว่าเร็วกว่าผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ระดับ 5 มากนักด้วยความเร็วของเขาเกือบจะในทันทีที่เขาหายไปยังขอบฟ้าไกลด้วยระยะเวลาอันสั่น หลังจากที่ชูเฟิงได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว จือ ซวนหยวน ก็ได้ปรากฏกายอีกครั้งแล้ว ยิ้มพร้อมกล่าว “แม้ว่าไอ้เด็กเหลือขอนี่จะไม่มีหัวใจชนิดของความเมตตามากนักและยังเต็มไปด้วยเจนตาฆ่าที่เหลือล้นแต่ก็นะก็ยังถือได้ว่าไม่เลวนักสำหรับหลานเขยในอนาคต”



//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
#นายกะทิ