วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 425 – ภาคทะเลตะวันออก


   "ไร้ประโยชน์."



อย่างไรก็ตาม จือหลิง ไม่ได้เคลื่อนย้ายเลยแม้แต่นิดเดียว เปลวไฟสีม่วงที่เป็นเหมือนราวกับสัตว์ดุร้ายที่โพล่มาจากนรกมันได้ใช้ความแข็งแกร่งของมันเข้าทำลายกระจก 8 ทิศในทันที



*** เพล้ง *** ทันทีที่เห็นแบบนั้นใบหน้าของผู้อาวุโสถึงกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเขาได้ตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างสมบูรณ์และไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับ จือหลิง อีกต่อไป เขาได้พยายามที่จะกระโดดหนีออกไปอย่างรวดเร็ว



*** หวืบ *** แต่อย่างไรก็ตาม จือหลิง ไม่ได้เป็นคนใจดีที่จะให้โอกาสเขาเช่นนั้น เปลวไฟสีม่วงของนางได้กลายเป็นปากขนาดใหญ่และพุ่งเข้างับผู้อาวุโสในทันที



   "อ้า ~~~~~~~~~~~" "



หลังจากที่เปลวไฟได้ครอบคลุมร่างกายของเขาและมันได้เผาพานเขาอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหัวใจของเขาถูกชีกขาดด้วยความเจ็บปวดและตะโกนออกมาด้วยเสียงร้องที่น่าอนาถและมันก็ค่อย ๆ กลายเป็นเบาลง เบาลง และในท้ายที่สุดเสียงมันก็เงียบหายไปอย่างสมบูรณ์



ในทันทีดวงตาสีม่วงของ จือหลิง ก็ค่อย ๆ กลับสู่ดวงตาปกติของนางและรวมไปถึงไฟสีม่วงก็ได้กลับเข้าไปในร่างกายของนาง แต่เมื่อมองกลับไปที่ตำแหน่งของผู้อาวุโสก่อนหน้านี้เขาได้ถูกเผาพานออกไปจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่กระดูกสักชิ้นเดียว เขาได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ด้วยเปลวไฟสีม่วงของ จือหลิง



และเมื่อมองกลับไปที่ จือหลิง อีกครั้งเขาก็ได้พบกับถุงจักรวาลในมือของนาง ซึ่งชูเฟิงสามารถตรวจสอบได้ว่าถุงจักรวาลที่อยู่ในมือของ จือหลิง นั้นคือของผู้อาวุโสก่อนหน้านี้



   “ฮึม แม่สาวน้อยเจ้าชั่งน่ากลัวมากจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เจ้าอยู่เพียงแค่ระดับ 9 ของแดนแก่นแท้วิญญาณแต่กับสามารถต่อสู้กับผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ระดับ 3 ได้อย่างง่ายดายนี่ชั่งน่ากลัวจริง ๆ.” ชูเฟิงกล่าวออกมาพร้อมถอนหายใจ



    “เหอะ!!” หลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้นของชูเฟิง จือหลิง ได้จ้องสายตาอย่างรุนแรงไปที่เขาและในสายตาของนางยังเต็มไปด้วยความเหยียดหยันพร้อมกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว “เจ้าคิดว่ามีเพียงแค่เจ้าหรืออย่างไรที่มีอำนาจพิเศษ? ไม่ว่าเจ้าต้องการจะพูดอะไรก็ตามแต่ข้านั้นคือผู้ที่ใช้อำนาจร่างกายศักดิ์สิทธิ์ ต่อหน้าอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของข้าเจ้าคิดว่าคนธรรมดาจะสามารถต่อกรได้อย่างนั้นหรือไม่?”



    “อย่าว่าแต่ผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ระดับ 3 เลยแม้ต่อให้เป็นผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ระดับ 4 ข้าก็ไม่กลัวถ้าข้าสามารถบุกฝ่าเข้าไปในแดนสวรรค์ได้ล่ะก็ต่อให้เป็นผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ระดับ 6 ข้าก็ยังสามารถที่จะต่อกรกับพวกมันได้” จือหลิง กล่าวออกมาด้วยความเชื่อมั่น มันอาจเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเธอนั้นได้มั่นใจในอำนาจพิเศษของเธอเป็นอย่างมาก



     “มันเป็นเรื่องยากอย่างนั้นหรือที่จะบุกฝ่าเข้าไปในแดนสวรรค์? ก่อนหน้านี้เจ้าได้พยายามปิดตัวเองในนครอันทรงเกียรติเพื่อที่จะบุกฝ่าเข้าสู่แดนสวรรค์ใช่หรือไม่?” ชูเฟิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น



     “แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยาก นี่เจ้าคิดว่าแดนสวรรค์มันง่ายต่อการบุกฝ่าเข้าไปหรือยังใง?”



    “ตอนแรกที่ข้าได้ปิดตัวเองในนครอันทรงเกียรตินั้นคือครั้งแรกที่ข้าได้พยายามบุกฝ่าเข้าไปในแดนสวรรค์แต่มันก็ล้มเหลว และหลังจากที่เจ้าได้ออกไปจากนครอันทรงเกียรติแล้วปู่ของข้าก็ได้พยายามที่จะช่วยให้ข้าบุกฝ่าเข้าไปในแดนสวรรค์อีกถึงสองครั้ง”



     “แต่ทั้งสองครั้งนั้นต่างก็ล้มเหลวข้าต้องบอกก่อนเลยว่าอำนาจสวรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถที่จะเข้าใจมันได้อย่างง่ายดายหรอกนะ แม้ว่าข้าจะเป็นถึงผู้ใช้อำนาจร่างกายศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม” จือหลิง เบะปากเล็ก ๆ ของนางแล้วกล่าวออกมาในลักษณะที่ไม่พอใจเพราะหลังจากที่นางได้พยายามบุกฝ่าไปถึงสามครั้งแต่กลับล้มเหลวทั้งหมด



     “โอ้วแม้สาวน้อยทุกคนที่เขาประสบความสำเร็จในการบุกฝ่าเข้าไปในแดนสวรรค์ต่างก็มีอายุ 20 ขึ้นไปกันทั้งนั้น แต่เจ้ากลับต้องการที่จะบุกฝ่าเข้าไปแดนสวรรค์ทั้ง ๆ ที่อายุยังอยู่เพียงแค่ 15 เองเนี่ยนะ แม้ว่าเจ้าจะมีร่างกายศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกมอบให้โดยเทพเจ้าที่อยู่ชั้นฟ้าสวรรค์และมีความสามารถที่มนุษย์ปกติไม่มีแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะต้องแข็งแกร่งไปถึงชั้นฟ้าสวรรค์หรอกใช้ไหม.”ชูเฟิงยิ้มกล่าว



    ‘ชิร์ เจ้าจะไปรู้อะไร? เดิมร่างกายศักดิ์สิทธิ์นั้นควรที่จะแข็งแกร่งไปถึงชั้นฟ้าสวรรค์เสียด้วยซ้ำถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเหล่าทวยเทพได้ก็ตาม



   “ท่านปู่ข้านั้นเคยบอกไว้ว่าทวีป 9 อาณาจักรนั้นเป็นเพียงแค่ดินแดนเล็ก ๆ ในโลกที่กว้างใหญ่ และคนส่วนใหญ่มักขาดทรัพยากรในการบ่มเพราะพลังวิญญาณและทักษะการต่อสู้นั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำใมทั้ง ๆ ที่ทวีป 9 อาณาจักรนี้ได้มีประชากรมากมายนับหลายพันล้านคนแต่กลับมีผู้เชียวชาญแดนสวรรค์เพียงแค่หยิบมือ”



    “โลกนี้มันกว้างใหญ่มากนักยังมีทั้งผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์ระดับสูงอีกมากมายที่พวกเราไม่เคยเห็น และยังรวมไปถึงเหล่าอัจฉริยะที่มีความสามารถเกินสามัญสำนึกของกฎเกณฑ์พลังวิญญาณอีกมากมาย” (3B : กฎพลังวิญญาณที่หมายถึงนี่คือแบบต่อสู้เกินหรือข้ามระดับแบบชูเฟิงและ จือหลิง นี่คือความหมายของคำว่าเกินสามัญสำนึกหรือกฏของพลังวิญญาณ)



     “โดยพื้นฐานแล้วของผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลังวิญญาณในทวีป 9 อาณาจักรนั้นล้วนนับว่าเป็นถังขยะที่ไร้ค่าทั้งสิ้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ในหมู่คนหลายพันล้านคนที่เข้าสู่แดนสวรรค์ได้เมื่อหลังจากที่ผ่านอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้ว”



    “ถึงแม้ว่าจะมีคนจำนวนมากที่ก้าวเข้าสู้แดนสวรรค์ได้หลังจากอายุ 20 ไปแล้วพวกมันก็ยังไม่ได้ถูกนับรวมว่าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง พวกมันเหล่านั้นเป็นได้แค่อัจฉริยะปลายแถวเท่านั้น อัจฉริยะที่แท้จริงคือผู้ที่สามารถก้าวสู้แดนสวรรค์วิญญาณได้ก่อนอายุ 20 ปี นั้นต่างหากคือผู้ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ”



    “เพราะฉะนั้นแล้วการที่ข้ามีร่างกายศักดิ์สิทธิ์แต่กับไม่สามารถก้าวสู้แดนสวรรค์ได้นั้นคือความอัปยศของผู้ใช้อำนาจร่างกายศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงและมันยิ่งทำให้ข้าไม่คู่ควรสำหรับมัน” จือหลิง กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดือรั้น



    “ดินแดนอื่น? อะไรคือดินแดนอื่น?” ชูเฟิงอย่างแท้จริงเขาอยากรู้เกี่ยวกับข้อมูลของดินแดนอื่นมากยิ่งขึ้น หลังจากที่เขาได้ยิน จือหลิง พูดเกี่ยวกับการบ่มเพาะพลังวิญญาณที่มีอยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นกว่าในทวีป 9 อาณาจักร



     “นั้นก็…” คำถามของชูเฟิงนั้นมันทำให้ จือหลิง รู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่หลังจากคิดอย่างละเอียดแล้วเธอก็ตัดสินใจบอกชูเฟิง



     “นอกเหนือจากทวีป 9 อาณาจักรแล้วนั้นมันก็ยังคงมีดินแดนอื่น ๆ อยู่อีกมากมายซึ่งในดินแดนนั้น ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจากทวีป 9 อาณาจักรมากนัก พวกเขามีประชากรจำนวนมากในแต่ล่ะดินแดนของพวกเขา แต่ที่แต่ต่างคือแม้ว่าประชากรที่เรียกได้ว่าเป็นคนปกติแต่ก็ยังมีระดับพลังวิญญาณที่น่ากลัว และแต่ล่ะดินแดนพวกเขาก็จะมีผู้ปกครองเป็นเหมือนกับราชวงศ์เจียง”



     “แต่ในความเป็นจริงแล้วดินแดนของพวกเขาก็ยังไม่ได้นับว่าเป็นที่สุดของโลกใบนี้ ดินแดนของพวกเขานั้นนับว่าเป็นได้แค่เกาะ ๆ หนึ่งที่ตั้งอยู่เหนือน้ำทะเลเท่านั้นท่านปู่ได้กล่าวเอาไว้ว่าในภาคทะเลตะวันออกนั้นได้มีพื้นทีเป็นน้ำทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุดและไร้พรมแดน”



     “ในภาคทะเลตะวันออกนั้นต่างมีขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งมาก ศิษย์ของพวกเขาทุกคนนั้นต่างมีความสามารถที่น่ากลัวและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงแค่ศิษย์ธรรมดาสามัญแต่ถ้าพวกเขาได้ย่างกายเข้ามาในทวีป 9 อาณาจักรแล้วล่ะก็พวกเขาจะได้ถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะในทันที.”



     “มันไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีความสามารถที่ยอดเยี่ยมแต่ผู้คนของทวีป 9 อาณาจักรต่างหากที่อ่อนแอมากจนเกินไป”



    “และข้ายังเคยได้ยินมาอีกว่าในทะเลตะวันออกนั้นมีพื้นที่ที่ใหญ่มาก และมีน้ำทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุดแม้แต่ใต้ผิวน้ำก็ยังมีกระทั่งเหล่าสัตว์ทะเลที่มีประสิทธิภาพและน่ากลัว นี่ยังไม่รวมกับสมบัตินับไม่ถ้วนอีกนะ.”



    “และในสถานที่ที่เรียกว่าทะเลตะวันออกนั้นคือสถานที่ที่ท่านปู่และข้าได้จากมา และไม่ช้าก็เร็วข้าและท่านปู่จะกลับไปที่ทะเลตะวันออก”



    “เพราะไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อ ท่านแม่ หรือตระกูลของข้าทั้งหมดต่างได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นในทะเลภาคตะวันออก ฉะนั้นข้าจึงต้องการที่จะกลับไปแก้แค้นให้กับพวกเขาไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องกลับไปแก้แค้นให้กับท่านพ่อและท่านแม่ของข้า” เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้ จือหลิง ก็ได้แสดงอารมณ์ดราม่าของนางออกมาอย่างชัดเจน



ทันทีชูเฟิงก็ได้เข้าใจในที่สุดว่าทำใมถึงยังไม่มีใครได้รู้ว่า จือหลิง เป็นผู้ใช้อำนาจร่างกายศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเพราะ จือหลิง ไม่ได้เกิดในทวีป 9 อาณาจักรนี่เอง แท้จริงบ้านเกิดของเธอคือทะเลตะวันออก



นอกจากนี้ชูเฟิงยังได้รู้เหตุผลอีกว่าทำใม จือหลิง และ ปู่ของเธอที่มีพลังถึงขนาดนี้แต่ก็ยังหลบซ่อนเหมือนเต่าในทวีป 9 อาณาจักร มันเป็นเพราะว่าศัตรูของพวกเขานั้นมีความแข็งแกร่งมากเกินไป ถึงขนาดที่สามารถฆ่าล้างตระกูลของนางได้แบบนี้พวกเขาจะต้องมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าโชคดีอยู่ที่เธอและปู่ของเธอยังสามารถหนีรอดมายังทวีป 9 อาณาจักรได้



ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ จือหลิง พยายามที่ไขว้คว้าและค้นหาความแข็งแกร่ง มันเป็นเพราะว่าเธอนั้นต้องการที่จะแก้แค้ เมื่อพูดถึงอารมณ์และความรู้สึกของการอยากแก้แค้นแล้วมันจึงทำให้ชูเฟิงนั้นสามารถเข้าใจถึงความรู้สึกของ จือหลิง ได้ในทันที



    “จือหลิง ศัตรูของเจ้ามันเป็นใครบอกข้ามาว่าพวกมันเป็นใคร ข้าขอสัญญาเลยว่าในอนาคตข้าจะฆ่าพวกมันให้เจ้าเอง” ชูเฟิง คว้ามือของ จือหลิง เอาไว้และพูดอย่างระเอียดอ่อน



ความรู้สึกอบอุ่นจากมือของชูเฟิงมันทำให้หัวใจของ จือหลิง นั้นสั่นระรัวเธอได้หลุดพ้นออกมาจากความรู้สึกเกลียดชังของเธอและมองไปที่ชูเฟิงในด้านหน้าของเธอพร้อมกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม”



      “ข้าเองก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่าพวกมันเป็นใครเพราะท่านปู่ของข้านั้นได้บอกกับข้าเอาไว้ว่าข้านั้นยังอ่อนแอเกินไปที่จะรู้ชื่อศัตรูของข้า”



#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B4 : อ่าชีวิตนางชั่งน่าสงสารยิ่งนักอามิตาพุธ……

B2 : ก็นะอย่างที่ท่านบอกเลย B4 ชีวิตของนางนั้นชั่งน่าสงสารจริง ๆ

B1 : T^T น้ำตาจะไหล ชะตากรรมเดียวกันกับชูเฟิงรึเนี่ย

B2 : ว่าแต่หน้าจือหลิงก็เห็นแล้วในกลุ่ม แต่หน้าชูเฟิงข้ายังไม่เคยเห็นเลย

B1 : นั้นซิจะว่าไปแล้วก็อยากเห็นหน้าบักเฟิงชัด ๆ เหมือนกันนะอยากเห็นแบบจะ ๆ จัง ๆ ซักที

B2 : ชายยยยยย ว่าแต่ได้ข่าวมานะว่าอีกไม่กี่ 10 บทข้างหน้าอา หยาน หยางเทียน จะกลับมามีบทอีกครัง

B1 : จริงดิ ไอ้แก่นั้นจะกลับมามีบทอีกครั้ง??

B2 : แน่นอน!!

B4 : เอิ่ม….คุณ B2 ครับคือผมสงสัยน่ะว่าครอบครัว จือหลิง ตายจริง ๆ น่ะหรอครับ??

B2 : ทำมึงถามแบบนั้นล่ะครับ เอ้ย ทำใมคุณ B4 ถึงถามแบบนั้นล่ะครับ

B4 : ก็แค่สงสัยน่ะครับเพราะถ้าเป็นจริงผมจะได้กรวดน้ำไปให้เขาสักหน่อย

B2 : ………….

B1 : หุบปากไปป่ะ B4 ถ้าอยากกรวดมากนักก็ไปกรวดให้ตระกูลคุณมึงนู้น

B4 : ผมถามท่าน B2 ครั้บท่าน B1 อย่าเสือกซิ ^^

B1 : ……………

B4 : ครอบครัว จือหลิง ตายจริงหรอ?????

#################################################################################################



…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..