วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 433 – นี่เรียกว่าลูกแก้วห้วงวิญญาณ

ชูเฟิงได้ใช้ทักษะการต่อสู้แล้วขี่มังกรขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับหญิงงาม เขาได้เดินทางผ่านกลุ่มเมฆสีขาวและสายลมเย็น



มันอาจกล่าวได้ว่าชั่งเป็นบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติกอย่างแท้จริง



ดังนั้นชูเฟิงจึงอดไม่ได้ที่จะวิ่งวนไปรอบ ๆ บนท้องฟ้าถึง 3 รอบเพราะว่าการที่ภรรยาในอนาคตอย่าง จือหลิง ได้กอดหลังเขาไว้นั้นมันชั่งทำให้ชูเฟิงมีความรู้สึกที่ดีแท้ฉะนั้นแล้วเขาจึงไม่อยากที่จะปล่อยโอกาสดีดีแบบนี้ไป



        “ถ้าเจ้ายังไม่คิดที่จะพาข้าไปหาของกินอีกล่ะก็ข้ามั่นใจได้เลยว่าข้าจะต้องอดตายแน่ ๆ! ” เพียงขณะนั้น จือหลิง จ้องเขม่นมาที่ชูเฟิงแล้วตะโกนเสียงดังทันทีที่ได้ยินชูเฟิงจึงรีบเร่งความเร็วและมุ่งหน้าไปยังเมื่อที่มีผู้คนอาศัยอยู่ในทันที



        “บัดซบไอ้เหม็นชูเฟิง นี่เจ้ากล้าล้อข้าเล่นอย่างนั้นหรอ เจ้าบอกว่าจะพาข้าไปหาของกินอร่อย ๆ แต่นี่กลับพาข้ามาบินเล่นเนี่ยนะ นี่อาทิตก็เกือบจะตกดินอยู่แล้วแต่เจ้ากับยังไม่พบเมืองเลยซักเมือง ตาย ตาย อย่างนี้ข้าต้องอดตายแน่ ๆ!”



' นี่คือ จือหลิงงั้นหรือ? เธอคือผู้หญิงที่สวยงามและสง่าแต่กลับมีข้อบกพร่องเล็ก ๆ คือความหิว? นี่หรือผู้หญิง? อารมณ์ชั่งดูยากยิ่งนัก '



ในทันทีมือสีขาวบริสุทธิ์เรียวงามของ จือหลิง ก็ตรงเข้ามากอดชูเฟิงและใช้มันเหมือนราวกับเป็นคีมเธอได้กอดรัดร่างกายของชูเฟิงอย่างบ้าคลั่งเพื่อระบายความโกรธของเธอ



        "อ้า ~~~~~ ภรรยาข้าโปรดยกโทษให้ข้าด้วยเถอะ!!"



       “ข้าก็แค่เห็นว่าบรรยากาศมันเป็นใจและวิวมันสวยดีข้าก็เลยอยากจะ…”



       “ยังคิดที่จะแก้ตัว?”



       "อ้า ~~~~"



       “นั้น! ดูมีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า! บางทีมันอาจเป็นร้านอาหาร?”



       “ชิ จะยังใงก็ได้ของแค่ให้มีอาหารที่ข้าสามารถกินได้ก็พอเพราะตอนนี้ข้าไม่ต้องการที่จะทนหิวอีกต่อไปแล้ว”



จือหลิง ไม่อาจทนความทรมานจากความหิวได้อีกต่อไปชูเฟิงจึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องหาร้านอาหารให้นางอย่างโดยเร็ว



ในเวลานี้เขาได้เจอหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่เบื่องล่าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เจริญรุ่งเรืองมากนักแต่ก็นับว่าใช้ได้อยู่อย่างน้อยก็ยังมี เป็ด ไก่ และ ห่าน



ดังนั้นชูเฟิงจึงได้ล่อนลงในเขตพื้นที่นอกหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็ใส่หน้ากากมายาเพื่อปลอมแปลงใบหน้าของเขาและนำ จือหลิง เข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้น



" วู ~~~ วู ~~~~"



แต่ในขณะที่พวกเขาเข้าไปที่หมู่บ้านเขาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ เพราะบนท้องถนนของหมู่บ้านแห่งนี้นั้นมันดูออกจะเงียบสงบมากจนเกินไปและพวกเขายังเห็นเพียงแค่กลุ่มเด็กเล็ก ๆ เท่านั้น



และแม้ว่าพวกเขาจะเดินลึกเข้าไปก็เจอแค่คนเฒ่าคนแก่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นและส่วนใหญ่พวกเขานั้นก็มักแสดงอาการที่เซื่องซึมออกมา และที่สำคัญด้วยอำนาจวิญญาณตรวจจับที่แหลมคนของชูเฟิงนั้นมันทำให้เขาได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นบางอย่างมาจากบ้านหลาย ๆ หลัง แต่เหล่าเสียงสะอื้นพวกนั้นกับไม่ได้เป็นของพวกคนเฒ่าคนแก่แต่มันกับเป็นเสียงของผู้หญิงและในน้ำเสียงของพวกเขานั้นได้บ่งบอกถึงความทุกข์เป็นอย่างมาก



        “ชูเฟิงมันต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับที่นี่อย่างแน่นอน” ทันใดนั้น จือหลิง ก็ได้กล่าวขึ้นมาในทันทีซึ่งมันเห็นได้ชัดว่าแม้แต่เธอก็ยังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของหมู่บ้านในตอนนี้



       “ว๊าว, พี่สาว, ท่านชั่งงดงามยิ่งนัก!” เพียงแต่ในเวลานั้นก็ได้มีกลุ่มเด็กกลุ่มหนึ่งได้เห็นชูเฟิงและจือหลิงพวกเขาได้รีบวิ่งเขามาล้อมรอบอย่างรวดเร็ว



จือหลิง นั้นคือสาวน้อยที่สวยอย่างแท้จริง ใบหน้าของเธอนั้นอาจกล่าวได้ว่าไม่ควรที่จะมาอยู่ในโลกของมนุษย์แต่ควรที่จะไปอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าซะมากกว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นใบหน้าของเธอนั้นต่างก็จะได้รับการดึงดูดทั้งสิ้น แม้แต่กลุ่มเด็กตาดำ ๆ ก็ยังไม่อาจต้านทานความงดงามของเธอได้



       “เฮ้ไอ้เด็กเปื้อนขี้มูกอย่าแตะต้องเธอ!”



ทันทีที่ชุเฟิงเห็นเด็กสาวที่มีใบหน้าเปื้อนขี้มูกและมือก็ยังเต็มไปด้วยขี้มูกแม้แต่ปากก็ยังเต็มไปด้วยน้ำมูกกำลังยื่นมือของเธอออกไปเพื่อที่จะจับกระโปรงสีม่วงของ จือหลิง



มันจึงทำให้ชุเฟิงรู้สึกโกรธ เพราะแม้แต่เขาก็ยังไม่กล้าที่จะสัมผัส จือหลิง เลยแม้แต่น้อยแต่กับเด็กสกปรกนี่จริงกล้าที่จะสัมผัสเธอ เมื่อเห็นกับตาตัวเองมีหรือที่ชูเฟิงจะสามารถอดทนได้



        “ฮา! น่ากลัว!” อย่างไรก็ตามเสียงของชูเฟิงนั้นอาจกล่าวได้ว่าดังจนเกินไปมันจึงทำให้กลุ่มเด็ก ๆ ทั้งหมดตกอยู่ในความหวาดกลัว



        “มันไม่เป็นไรชูเฟิง มันก็แค่ทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้สกปรกเท่านั้นจะล้างออกเมื่อไหร่ก็ได้นิจริงไหม? เพราะฉะนั้นอย่าทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องตกใจกลัวซิ” จือหลิง ยิ้มหวานแล้วกอดไปที่เด็กสาวที่มีใบหน้าเปื้อนขี้มูกและถามว่า “น้องสาวตัวน้อยเจ้าชื่อว่าอะไรจ๊ะ?”



        “ข้าเรียกว่า เอ้อหยา.” หลังจากที่เด็กสาวได้เช็ดน้ำมูกบนใบหน้าของเธอออกไปเธอก็กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มและใบหน้าที่เปลี่ยมความสุข



       “พี่สาวข้ามีชื่อว่า โก๋วเชิง.”เพียงแต่ในเวลานั้นก็ได้มีเด็กชายคนหนึ่งที่ดูสกปรกยิ่งกว่าสาวเปื้อนน้ำมูกกล่าวออกมาและวิ่งออกไปที่อ้อมแขนของ จือหลิง เพื่อหวังว่าจะให้ จือหลิง กอดเขา



        “นางยังไม่ได้ถามชื่อเจ้าเลยนิแล้วทำใมเจ้าถึงได้บอกชื่อนาง?” เด็กอ้วนได้ยิ่งคำถามไปที่เด็กชายสกปรกในทันทีและมันอาจเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเพื่อนกันแต่ก็ไม่อาจทนเห็นการกระทำที่ไร้ยางอายของเด็กชายสกปรกได้



        “ไม่ว่านางจะถามข้าหรือไม่ข้าก็ยังคงเรียกว่า โก๋วเชิง อยู่ดีเพราะฉะนั้นพี่สาวโปรดกอดข้าด้วย!” เด็กชายสกปรกตอกหน้าชายอ้วนกลับไปด้วยคำพูดอย่างรุนแรงและเขาก็ได้กระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของ จือหลิง ในทันที.”



        “เก็บปากเหม็น ๆ ของเจ้ากลับไปพูดกับแม่ที่บ้านนู้นไป!” ชูเฟิงได้เหวี่ยงเท้าของเขาเตะไปที่ก้นของเด็กชายสกปรกจนปลิวกระเด็กออกไปหลายเมตร เธอสวยและงดงามถึงขนาดที่เด็กยังมีความต้องการที่จะได้สัมผัสกับร่างกายของเธอ แต่มันก็น่าเสียดายที่เด็กชายสกปรกผู้นั้นได้มาบังอาจทำต่อหน้าต่อตาของชูเฟิงมีหรือที่เขาจะทนได้



         “ชูเฟิงเด็กพวกนี้ชั่งน่ารักมากจริง ๆ!” จือหลิงนั้นชอบเด็กน้อยพวกนี้เป็นอย่างมาก พวกเขานั้นล้วนมีอายุเพียงแค่ 5 ขวบ หรือ 6 ขวบเพียงเท่านั้น เธอรู้สึกมีความสุขมาก ๆ ที่ได้เล่นกับเหล่าเด็ก ๆ สกปรกพวกนี้ เมื่อมองไปยังภาพในตอนนี้มันทำให้เธอได้ลืมไปแล้วว่าเธอนั้นกำลังหิวอยู่



         “เจ้าชอบเด็กอย่างนั้นหรอ? งั้นก็ดีเลย!” ชูเฟิงแสดงรอยยิ้มแห่งความเงี่ยนออกมาและบอกกับจือหลิงว่า “ภรรยาข้า เจ้าไม่คิดว่าเราควรจะมีเด็กเอาไว้ดูเล่นสักคนหนึ่งหรอ?”



        “ได้สิ! หากเจ้าต้องการที่จะตายก็ขอให้ลองทำดูได้เลย?” แสงประกายสีม่วงได้แพร่ออกมาจากร่างกายของ จือหลิง อย่างชัดเจนและมันทำให้ชูเฟิงต้องถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวจากความหวาดกลัวในทันทีแล้วทำได้เพียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “ใจเย็นก่อนภรรยาข้าข้าเพียงแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นข้ารู้อยู่แล้วว่าตอนนี้พวกเรายังเด็กนักรอไว้ให้เราโตกันมากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยมีลูกกันที่หลังก็ยังไม่สายหรอกเนอะ”



        “หึ” จือหลิง เบะปากของเธอและถอนลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา เพราะในวันนี้เธอรู้สึกได้ว่าเจอกับความไร้ยางอายของชูเฟิงมามากมายจริงๆ



        “เออหยา, โก๋วเชิง ลองมองดูนี่สิว่านี่คืออะไร?” ทันใดนั้นชูเฟิงก็ได้มีความคิดที่ชานฉลาดพุดขึ้นมา เขาได้ลูกแก้วห้วงวิญญาณออกมาจากถุงจักรวาลของเขา



เขาจริงมีมันจำนวนนับไม่ถ้วนเขาได้มันมาจากสุสานบรรพชนของสำนักเทพอัคคี แม้ว่าเขาจะมีมันเป็นจำนวนมากแต่มันก็ไร้ประโยชน์สำหรับเขามันมีพลังวิญญาณต่ำเกินไปที่เขาจะสามารถกลั่นมันได้ ฉะนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์สำหรับเขา



แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีประโยชน์ในการบ่มเพาะพลังวิญญาณของเขามากนักแต่มันก็นับว่าเป็นสกุลเงินที่ไม่น้อยเลยที่เดียวและยังใช้กันแพร่หลายอีกด้วยสำหรับคนธรรมดาสามัญแล้วนั้นด้วยจำนวนขนาดนี้มันสามารถทำให้พวกเขาอยู่สุขสบายได้หลายชั่วอายุคนเลยทีเดียวโดยที่ไม่ต้องมากังวลเรื่องที่อยู่อาศัยเครื่องแต่งกายและอาหาร



นั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำใมเขาถึงได้ตั้งใจรวบรวมมันเอาไว้เพื่อที่เขาจะได้หลีกเลี่ยงในการขาดแคลนทรัพยากรเมื่อเขาได้ออกไปกินอาหารข้างนอก



หลังจากที่ชูเฟิงได้ทำสิ่งที่น่าอายออกไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ชูเฟิงยังสามารถที่จะหยิบเอาลูกแก้วกำเนิดหรือลูกแก้วแก่นแท้ออกมาก็ได้แต่ชูเฟิงกลับคิดว่าบางทีแล้วพวกเขาอาจไม่รู้จักลูกแก้วพวกนี้ ฉะนั้นแล้วเขาจึงคิดว่าลูกแก้วห้วงวิญญาณอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด



       “ว๊าว พี่ใหญ่หินอ่อนพวกนี้ชั่งสวยมากจริง ๆ! พี่ใหญ่สามารถให้มันกับ เอ้อหยา ได้ไหม?”



        “พี่ใหญ่ข้าเองก็อยากได้เช่นกัน! พี่ใหญ่สามารถให้มันแก่ข้าได้หรือไม่! หรือจะให้ข้าเอาหินอ่อนของข้าแลกเปลี่ยนกับหินอ่อนพวกนี้ของท่านก็ได้นะ!"



พอเห็นลูกแก้วห้วงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความกระจ่างใส ก็ได้ปรากฏดวงดาวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในดวงตาของเหล่าเด็ก ๆ ในทันทีพวกเขาคิดจริง ๆ ว่าลูกแก้วห้วงวิญญาณพวกนี้คือหินอ่อนที่สวยงามและแน่นอนว่าของเหล่านี้จะต้องกลายเป็นของเล่นใหม่ของพวกเขาอย่างแน่นอนหากได้มันไป



แต่คนที่ไร้ยางอายที่สุดในหมู่เด็ก ๆ พวกนี้ก็คงจะเป็นเด็กที่ชื่อ โก๋วเชิง เพราะเขาจริงได้เอาหินอ่อนที่ดูสกปรกและหักบิ่นออกมาจากกระเป๋าของเขาเขาจริงต้องการที่จะใช้หินอ่อนที่สกปรกและน่าเกลียดพวกนี้แลกเปลี่ยนกับลูกแก้วห้วงวิญญาณของชูเฟิง



        “ฮ่า ๆ พวกเจ้าทั้งหมดยังขาดประสบการณ์งั้นข้าจะบอกพวกเจ้าให้ว่า ลูกแก้วเหล่านี้นั้นมันไม่ใช้หินอ่อนหรือของเล่นของพวกเจ้า แต่ของพวกนี้มันเป็นสมบัติที่มีค่ามันจะคุ้มค่ามากหากพวกเจ้าได้เก็บมันเอาไว้” ชูเฟิงอธิบาย


ReadMGA.blogspot.com
#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



ท่านผู้แปล : เอิ่ม…..B4 บทหน้าเจ้าไม่ต้องมาแล้วนะ คือจะว่าใงดีล่ะมันค่อนข้างมีปัญหานิดหน่อย

B4 : ครับผมเข้าใจแล้วครับ

ท่านผู้แปล : …..ไม่คิดจะถามอะไรหน่อยเลย??

B4 : ไม่ครับ…..

ท่านผู้แปล : คือจริง ๆ แล้วช่วงนี้หัวค่อนข้างอื้อนะแล้วก็คิดบทพูดไม่ค่อยจะออกด้วยเพราะงั้นก็…..นะตามนั้น

B4 : ……คือผมไม่ได้ถามครับท่านจะเล่ามาทำใม??

ท่านผู้แปล : เอิ่ม….ก็ตามนั้นแหละไว้โอกาศหน้าจะเชิญใหม่มาแล้วกัน

B4 : ครับตามนั้น

B1 : ฮ่าไปเลยไปไกล ๆ ตีนเลยในที่สุดโลกนี้ก็เป็นของข้ามีแค่ ข้า กับ B2 เท่านั้นก็เกินพอแล้ว 555555

ท่านผู้แปล : เดี้ยวอีก 2 บท ข้าจะให้ B3 กลับมาล่ะเนื่องจากข้ากลัวพวกเจ้าจะเหงา Ok ตามนี้ข้าไปล่ะ

B1 : เดี้ยวท่านไม่ต้องเอาไอ้ B3 มันมาก็ได้ให้มันออกไปแล้วก็ไล่มันออกไปเลยไม่ได้หรือ ท่าน!! ท่าน!!!!

B2 : ตามนั้นแหละ B1 ท่านผู้แปลเขาไปแล้วอีก 2 บท B3 ก็กลับมาก็ถือว่าไม่เลวนะอย่างน้อยก็ยังมีเวลาเหลืออยู่อีกตั้ง 2 บท

B1 : ….[- -] อ่าตามนั้น!!

#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..

B4 : อัตมาจะไปถือศีลกินเจในป่าล่ะ อย่ามาตามอัตมาอีกล่ะ !!! ก่อนอัตมาจะไปตะกรุดหน่อยไม๊ ??? ปลุกเสกจากวัดเส้าหลิน !!! 

A : มืงรีบๆไปเลย!!! ไม่งั้นกูจะดูสิว่า ตะกรุดมืงจะช่วยกันกระสุน กูได้ไม๊ ??? 

B4 : . . . . . . . . 

@ : โธ่ไอ B4 นึกว่าแม่งจะขลัง โชคร้ายเป็นบ้าโดนกระสุนส่งท้าย