วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 434 – พี่สาวเทพธิดา



       “พี่ใหญ่ เอ้อหยา ขอสมบัติเหล่านี้ได้หรือไม่! เอ้อหยา ชอบมัน!” สาวเปื้อนน้ำมูกที่อยู่ในอ้อมแขนของ จือหลิง ได้ขยายมือของเธอออกมาเพื่อที่จะคว้ามัน



       “พี่ใหญ่โปรดให้ข้าชิ้นหนึ่ง! หรือหินอ่อนของข้ามันไม่พอที่จะแลกเปลี่ยนกับหินอ่อนของพี่ใหญ่อย่างนั้นหรือ?” เด็กสกปรกได้ยื่นหินอ่อนในกางเกงของเขามาให้ชูเฟิง



       “ถ้าเจ้าต้องการจริง ๆ ล่ะก็จะต้องมีข้อแม้อย่างหนึ่ง คือพี่ใหญ่และพี่สาวของเจ้าเนี่ยยังไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเลย ฉะนั้นพี่ใหญ่จึงอยากรู้ว่าพ่อและแม่ของเจ้าเนี่ยทำอาหารอร่อยไหม? ถ้าหากพี่ใหญ่และพี่สาวได้กินอหารที่แสนอร่อยล่ะก็พี่ใหญ่จะยกลูกแก้วทั้งหมดนี้ให้เจ้า” ชูเฟิงกล่าว



เมื่อได้ยินคำพูดของชูเฟิงเด็ก ๆ ทั้งหมดต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ และจ้องมองไปที่เด็กสาวเปื้อนน้ำมูกด้วยความอิจฉา



        “ฮ่า ๆ สุดยอด! ในที่สุดหินอ่อนลูกแก้วห้วงวิญญาณพวกนี้ก็เป็นของข้า” เอ้อหยา นั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำพูดนั้นเธอได้กระโดดลงจากอ้อมแขนของ จือหลิง และในขณะที่เธอได้กระโดดลงเธอก็ได้ตะโกนออกไป “ท่านแม่โปรดทำอาหารที่อร่อยที่สุดให้ข้าที! โชว์ฝีมือการทำอาหารที่อร่อยที่สุดในหมู่บ้านของเราให้พี่ใหญ่และพี่สาวอึ้งไปเลยนะท่านแม่!”



        “พี่ใหญ่พี่สาวพวกท่านรีบเข้ามาที่บ้านของ เอ้อหยา เร็ว! ข้าจะรีบไปบอกให้ท่านแม่ทำอาหารที่อร่อยที่สุดให้พวกท่านได้ทานเอง!”ขณะที่ เอ้อหยา กำลังพูดเธอก็ได้เดินไปที่บ้านของเธอ เมื่อเห็นเช่นนั้น ชูเฟิง และ จือหลิง จึงได้เดินตามไป



สภาพแวดล้อมของครอบครัว เอ้อหยา นั้นไม่ได้เลวร้ายมากนัก อย่างน้อยในแง่ของการอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ก็นับว่าเป็นครอบครัวที่มีความเจริญรุ่งเรืองในระดับปานกลาง แม่ของ เอ้อหยา นั้นใจดีมาก หลังจากที่ได้รู้ว่าชูเฟิงและจือหลิงยังไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันเธอก็รีบเริ่มต้นในการทำอาหารอร่อย ๆ ให้ชุเฟิงและจือหลิงในทันที



ถึงแม้ว่าอาหารทั้งหมดนั้นจะเป็นเพียงแค่อาหารท้องถิ่นแต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือในการทำอาหารของแม่ เอ้อหยา นั้นค่อนข้างดี อย่างน้อย ๆ มันก็ยังดีกว่ารวมมิตรสารพัดสัตว์คั่วที่ชูเฟิงทำให้ จือหลิง กิน



จือหลิง และ ชูเฟิงนั้นต่างกินด้วยความตระกะตระกาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จือหลิง เธอกินข้าวคำน้ำคำซึ่งมันได้บ่งบอกออกมาอย่างชัดเจนเลยว่าผู้หญิงคนนี้ได้รับการอดอยากมาเป็นเวลานาน



ในขณะนี้ชูเฟิงถึงกับเป็นตะลึงเพราะเมื่อเทียบกับความงดงามราวกับเทพธิดาของ จือหลิง แล้วนั้นการกินของเธอมันชั่งอุบาทเสียนี่กระไร



        “พี่สาวท่านชั่งงดงามยิ่งนักราวกับเป็นเทพธิดาเลย!” หลังจากที่สาวเปื้อนน้ำมูก เอ้อหยา ได้กลับมาบ้านแม่ของเธอก็ได้ทำการอาบน้ำและเปลี่ยนชุดให้เธอ เมื่อคราบน้ำมูกได้จางหายไปจากใบหน้าของเธอมันอาจกล่าวได้ว่าเธอเป็นเด็กที่มีลักษณะค่อนข้างน่ารักแม้แต่ชูเฟิงก็ยังปรับทัศนคติดีขึ้นหลังจากที่ได้เห็นใบหน้าที่ขาวใสและสะอาดของเธอ



       “หืม เอ้อหยา เจ้าคิดว่าบนโลกใบนี้จะมีเทพธิดาด้วยอย่างนั้นหรือ?” ชูเฟิงกล่าวออกมาโดยที่ไม่ได้มีลักษณะเกรงกลัวใด ๆ เพราะในโลกนี้นั้นมีเพียงแค่ผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์เท่านั้นหาได้มีเทพเจ้าไม่? จริงแล้วนั้นพวกเขาก็เป็นเพียงแค่ผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์เท่านั้นที่มีพลังวิญญาณเท่านั้นแต่พวกเขาจริงกลับถูกเข้าใจผิดโดยผู้คนเบื่องล่าง

(3B : คนเบื่องล่างที่พูดนี้หมายถึง ไพร่ คนชั้นต่ำ หรือจะให้พูดง่ายๆก็คือคนบ้านนอกคอกนา อ่ะ คือเป็นคนที่อยู่ตำกว่าในหมู่คนธรรมดาลงไปอีกดูจากที่ใช้คำว่าหมู่บ้านก็คงน่าจะรู้นะว่าขัดสน)



ผู้คนธรรมดาที่ไม่ได้บ่มเพาะพลังวิญญาณนั้นพวกเขาจะไม่ได้รู้สึกถึงความสามารถและความหมายของผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์อย่างแท้จริง ฉะนั้นแล้วเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาได้เห็นผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์เขาผู้นั้นจะเปรียบเสมือนกับเป็นเทพเจ้าในสายตาของพวกเขาทันที



ยกตัวอย่างเช่น ชูเฟิง และ จือหลิง หากพวกเขาทั้งสองคนได้แสดงอำนาจที่แท้จริงออกมาก็จะเป็นไปได้อย่างแน่นอนว่า เอ้อหยา จะมองพวกเขาเป็นเทพเจ้า



        “มีนะ! หากพวกเขาสามารถบินได้พวกเขาก็เป็นเทพเจ้า!” เอ้อหยา กระพริบตารั่ว ๆ ซึ่งขาดความชั่วร้ายใด ๆ และ เถียงกับชูเฟิงอย่างขาดใจ



        “เอาล่ะถ้าเจ้าพูดถึงขนาดนี้แล้วล่ะก็พี่สาวคนนี้ของเจ้าอาจเป็นเทพธิดาก็ได้” หลังจากที่ชูเฟิงหันกลับไปมองที่ จือหลิง มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เขาต้องหัวเราะออกมาเพราะ จือหลิง นั้นบินได้! ถ้าว่ากันด้วยถ้อยคำของ เอ้อหยา จือหลิง ก็คงจะเป็นเทพธิดาจริง ๆ ใช่หรือไม่?



        “อันที่จริงแล้วครอบครัวของข้ายังมีพี่สาวเทพธิดาด้วยนะ! พี่สาวของข้าก็มีความสวยงามเช่นกัน เพียงแต่เธอยังห่างชั้นเกินไปที่จะมาเทียบความสวยงามของพี่สาวได้!” ในขณะที่เธอพูดเธอก็ได้หันกลับไปมองที่แม่ของเธอและกล่าว “แม่เมื่อไหร่พี่สาวจะกลับมา? ข้าคิดถึงพี่สาวของข้า….”



        “พี่สาวของเจ้าพึ่งเดินทางไกลไปเมื่อไม่กี่วันนี้เองนะคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่พี่สาวของเจ้าจะกลับมา” แม่ของ เอ้อหยา กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มและลูบหัวของ เอ้อหยา พร้อมกับหันหน้าไปทางชูเฟิงและกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว “ยังมีอาหารอยู่จากหนึ่งที่ป้ายังทำไม่เสร็จ ฉะนั้นแล้วเดี้ยวป้าขอไปดูมันก่อนนะ.” หลังจากพูดเสร็จแม้ของ เอ้อหยา ก็ได้เดินเข้าครัวไป



แม้ว่าเด็กที่ไร้เดียงสาอย่าง เอ้อหยา จะไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใด ๆ แต่สำหรับ ชูเฟิง และ จือหลิง นั้นเขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของแม่ เอ้อหยา มันเป็นน้ำเสียงและอารมณ์ของความโศกเศร้าในใจ



เป็นที่แน่นอนเลยว่าพี่สาวของ เอ้อหยา นั้นจะต้องไม่ใช่การเดินทางไกลอย่างแน่นอนมันจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้มันต้องมีเหตุผลที่ว่าทำใมถึงได้มีคนเฒ่าคนแก่มากมายถึงขนาดนี้และไหนจะยังมีผู้หญิงที่แอบร้องไห้อย่างเงียบ ๆ อีก



ฉะนั้นแล้วชูเฟิงจึงได้ส่งสัญญาณไปที่ จือหลิง และตามแม่ของ เอ้อหยา เข้าไปในครัวทันทีแต่ก่อนที่ชูเฟิงจะได้เข้าไปถึงข้างในครัวเขาก็ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นระเบิดออกมาจากแม่ของ เอ้อหยา ซะก่อน



         “ป้าที่นี่มันเกิดอะไรขึ้น? พี่สาวของ เอ้อหยา ไปที่ไหน?” ชูเฟิงถามขึ้นมาในทันที



        “นี่พ่อหนุ่ม…” ชูเฟิงได้โพล่เข้ามาอย่างฉับพลันมันจึงทำให้แม่ของ เอ้อหยา นั้นตกอยู่ในความหวาดกลัวและในสายตาของเธอที่มองไปยังชูเฟิงนั้นยังเต็มไปด้วยความประหลาดใจ



        “อย่าได้กังวลข้าเป็นผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์ หากป้ามีปัญหาใดโปรดบอกข้ามา บางทีข้าอาจสามารถช่วยท่านได้.” ชูเฟิงอธิบาย



        “จริง? พ่อหนุ่มเป็นผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์?” แม่ เอ้อหยา ในตอนนี้นั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะลักษณะของชูเฟิงนั้นเขายังเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มรูปหล่อ และถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้เชียวชาญทักษะยุทธ์จริงมันก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะแข็งแกร่ง



ดังนั้นเธอจึงส่ายหัวของเธอและกล่าวว่า “นี่มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เด็กอย่างเจ้าไม่ควรที่จะรู้ฉะนั้นแล้วข้าจึงไม่ต้องการที่จะนำเจ้ามาเกี่ยวข้องด้วย”



*** หวืบ *** เพียงแต่ในเวลานั้นชูเฟิงได้ยกแขนขนาดใหญ่ของเขาขึ้นและสร้างอำนาจวิญญาณขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายแม่ของ เอ้อหยา เอาไว้และเขาได้ใช้อำนาจวิญญาณและใช้ทักษะท่องนภาบินขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็วเพียงแค่พริบตาเดียวแม้ของ เอ้อหยา ก็ได้ทะลุก้อนเมฆไปหลายชั้นแล้ว



        “อ่า ~~~~~~~” ความเร็วของชูเฟิงนั้นมันเป็นอะไรที่เร็วเกินไป กว่าที่แม่ของ เอ้อหยา จะรู้สึกตัวเธอก็ได้ห่างไกลออกมาจากพื้นดินไปแล้วกว่า 10,000 เมตร (10 กม.) เธอมองลงไปที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ภายใต้เมฆสีขาวและตะโกนร้องออกมาทันทีด้วยความตกใจ



        “ป้าตอนนี้ท่านสามารถบอกข้าได้รึยังว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับที่นี่? บางที่ข้าอาจสามารถช่วยป้าได้” ชูเฟิงถามอีกครั้ง



ทันทีในที่สุดแม่ของ เอ้อหยา ก็ได้รู้สึกตัว ว่าชูเฟิงนั้นสามารถเดินบนอากาศได้และตอนนี้ชูเฟิงก็ได้พาเธอเดินอยู่บนอากาศ



ในขณะนี้แม่ของ เอ้อหยา ได้มองไปที่ชูเฟิงด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไปและในสายตาของเธอนั้นยังเต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อชูเฟิง



ในฐานะที่เธอเป็นคนธรรมดาสามัญเธอไม่เข้าใจโลกของการบ่มเพาะพลังวิญญาณ แต่ในดวงตาของเธอ,สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเดินบนอากาศและมุดลงไปในดินได้นั้นมันเปรียบเสมือนกับเป็นการดำรงอยู่ของเทพเจ้า



ทันใดนั้นแม่ของ เอ้อหยา ก็ได้คุกเข้าลงทั้งๆที่อยู่บนอากาศในทันทีพร้อมกับประสานมือของเธอไว้ที่น่าอกและกราบลงทันทีในด้านหน้าของชูเฟิง “ท่านเทพเจ้าได้โปรดช่วยลูกสาวของข้าน้อยและผู้คนในหมู่บ้านนี้ด้วยเถอะ.”



         “ป้าโปรดยืนขึ้นและเล่าทุกอย่างมาก็พอ ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรอว่าข้าจะช่วยท่านเพราะฉะนั้นป้าโปรดบอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านแห่งนี้? ป้าสามารถบอกรายละเอียดทุกอย่างกับข้าได้ไหม?” เมื่อเห็นเช่นนั้นชูเฟิงจึงรีบไปพยุงป้าให้ลุกขึ้นมาในทันที



หลังจากนั้นแม่ของ เอ้อหยา ก็ได้เล่ารายละเอียดทุกอย่างให้ชูเฟิงฟังทั้งหมด



ห่างออกไปประมาณ 300 กม. จากหมูบ้านจะมีเทือกเขาอยู่ลูกหนึ่ง บนเทือกเขานั้นได้มีคนกลุ่มหนึ่งต้องการที่จะสร้างสำนักขึ้นที่นั้น



พวกเขาได้ขึ้นไปที่เทือกเขาและต้องการสร้างสำนักที่นั้น แต่มันเป็นเพราะพวกเขาขาดคนงานในการก่อสร้างสำนัก



พวกเขาจึงได้เขาจึงได้มาที่หมู่บ้านแห่งนี้และเกณฑ์ผู้ชายที่แข็งแกร่งออกไปจากหมู่บ้านนี้ทั้งหมดเหลือไว้เพียงแค่คนเฒ่าคนแก่และเด็กเท่านั้น และมันเป็นเพราะพี่สาวของ เอ้อหยา นั้นเป็นบุคคลที่โดดเด่นเธอจึงได้ถูกนำตัวออกไปด้วยพร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง



และภายในกลุ่มนั้นยังได้มีแม้แต่ผู้เฒ่าที่สามารถยืนบนอากาศได้และยังสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ตามที่เขาต้องการอีกด้วย ดังนั้นผู้คนในหมู่บ้านนี้จึงได้คิดว่าเขานั้นคือเทพเจ้าก็เลยไม่มีใครที่คิดกล้าจะต่อต้านพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว พวกเขาทำได้เพียงแค่เชื่อฟังเท่านั้นจึงได้ทยอยกันออกไปและไม่กล้าที่จะบ่นออกมาเลยแม้แต่คำเดียว




#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : อัยย๊ะพี่เฟิงเรากลายเป็นเทพเจ้าไปซะแล้ว 55555 นี่ถ้ามีสาว ๆ น่ารัก ๆ หน่อยในหมู่บ้านนะพี่เฟิงเราคงจับล่อแน่ ๆ ฮ่า

B2 : ฮ่า ๆ ใช้ความเชื่อผิด ๆ ของคนในหมู่บ้านให้เป็นประโยชน์

B1 : 555555 ถ้าจริงนี่พวกเราเข้าสู่ด้านมืดไปแล้วรึป่าวนะทำใมพวกเราถึงได้มีความคิดชั่ว ๆ กันถึงขนาดนี้

B2 : 555555 ไม่รู้ดิ B1 อาจติดมาจากไอ้ B3 ก็ได้มั้ง

B1 : หืม หย่าไปพลาดพิงถึงมันซิปล่อยมันแก่ตายไปเถอะไอ้ 3 น่ะ เอ้อว่าแต่จะว่าไปแล้ว กลุ่มคนพวกนี้มันเป็นใครกันว่ะ

B2 : นั้นสิมันเป็นใคร

B1 : งั้นเรามาเสียงทายกันดีกว่าว่าเขาผู้นี้จะเป็นใคร

B2 : ติดตามกันต่อได้ในบทที่ 435 รับรองเดะรู้เลย

B1,B2 : แล้วเจอกันไหม่ในอีกหลายๆบทหน้าน่ะฮ่ะ

#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..