วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 439 – เจียง ยี่หนี่


เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ชูเฟิงทำเพียงแค่ยิ้มอย่างไม่แยแสเท่านั้น เพราะในโลกนี้มันล้วนมีสิ่งที่ไม่มีความเป็นธรรมมากเกินไป มีเพียงแค่คนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความจริงของเรื่องทั้งหมด และบุคคลที่หลอกลวงผู้อื่นว่าตัวเองนั้นเป็นความยุติธรรม มีหลายคนที่รู้ความจริงแต่พวกเขาเลือกที่จะปิดตาของตัวเอง?



ดังนั้นส่วนใหญ่เขาจึงเลือกที่จะไม่ใส่ใจกับความเห็นของคนทั้งโลกเพราะคนส่วนใหญ่นั้นมันโง่ พวกเขาไม่สามารถที่จะมองเห็นว่าอันไหน จริง และ เท็จ



ดังนั้นถ้าชูเฟิงใส่ใจกับความคิดเห็นของพวกเขาชูเฟิงก็คงจะตายไปแล้ว ดังนั้นคนที่ชูเฟิงจะใส่ใจมีเพียงแค่ตัวของเขาและคนที่ใกล้ชิดเขาเท่านั้น



ดังนั้นแม้ว่าทุกคนทั้งโลกจะตายมันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา เขาจะทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องเท่านั้น และทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ



ถ้าคนทั้งโลกมองว่าการกระทำของเขานั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีและมองว่าเขานั้นเป็นคนชั่วร้ายเขาก็จะยอมรับมันว่าตัวเขาเองนั้นเป็นคนชั่วร้ายและจะสนุกไปกับมัน



*** ชูว ฟุบ ฟุบ ฟุบ ~~~~ ***



ทันใดนั้นท้องฟ้าอันเงียบสงบโดยรอบก็ได้มีแสงสีฟ้าปรากฏขึ้น และนับไม่ถ้วนของการก่อตัวโซ่วิญญาณก็ได้โผล่ออกมาสู่อากาศและเข้าล้อมรอบจากทุกทิศทาง เพียงแค่พริบตาเดียวมันก็ได้ขังชูเฟิงและจือหลิงเอาไว้ภายใน



มันเป็นรูปแบบการสร้างจิตวิญญาณขนาดใหญ่ที่แข็งแร่งมากและที่สำคัญมันจำเป็นต้องใช้พลังงานของผู้เชื่อมต่อฯชุดฟ้าจำนวนหลาย ๆ คนรวมกันจึงจะทำได้



หลังจากที่พัฒนาการจิตวิญญาณได้ถูกวางเอาไว้สำเร็จแล้วก็ได้ปรากฏหลายสิบรูปร่างขึ้นในสายตาของชูเฟิงและจือหลิง



คนเหล่านั้นทุกคนล้วนอยู่ในแดนสวรรค์และมีแม้กระทั่งหลายคนของพวกเขาที่อยู่ในระดับ 4 แดนสวรรค์พวกเขาทุกคนล้วนสวมเสื้อผ้าของราชวงศ์เจียง



        “อ๊ะ.” ในทันทีชูเฟิงเริ่มที่จะรู้สึกไม่ดีเพิ่มมากขึ้นเพราะสิ่งเหล่านี้นั้นมันเกิดขึ้นเร็วมากเกินไปและเกือบในเวลาเดียวกันที่เขารู้สึกตัวว่ากำลังถูกจับเส้นทางหลบหนีของเขามันก็ได้ถูกปิดผนึกไปแล้ว



มันเห็นได้ชัดว่าพวกเขานั้นได้เตรียมการกันมาเป็นอย่างดีและแม้แต่การตรวจจับระดับสูงก็ยังไม่อาจที่จะระบุตัวตนและตำแหน่งของพวกเขาได้



        “ชูเฟิง จือหลิง พวกเจ้าทั้งสองรู้ไหมว่าทำใมพวกเราถึงต้องมาจับเจ้า?” เพียงแค่ในเวลานั้นก็ได้มีผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินออกมา ผมของเขานั้นเป็นสีขาวราวกับหิมะดวงตาของเขานั้นเป็นเหมือนดั่งกับนกอินทรีและกลิ่นอายของเขาที่ปล่อยออกมานั้นจะเป็นเช่นเดียวกันกับเหล่าเจ้าสำนักของขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่หลายสำนักหรือจะให้กล่าวก็คือเขาอยู่ในระดับที่ 5 ของแดนสวรรค์วิญญาณ



หนึ่งคนอยู่ในระดับที่ 5 แดนสวรรค์และอีกหลายคนที่อยู่ในระดับ 4 แดนสวรรค์และก็อีกหลายสิบของผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ แถมรูปแบบการก่อตัวนี้ก็แข็งแรงเกินไปแล้วยิ่งหันหน้าไปทางระดับพลังวิญญาณของพวกเขาอีกมันทำให้ชูเฟิงหมดหนทางที่จะหลบหนีรอดอย่างแท้จริง



         “ปล่อยพวกเราซะไม่งั้นพวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตายที่นี่” อย่างไรก็ตามเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ จือหลิง กลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย กลิ่นอายสีม่วงเริ่มปรากฏออกมารอบ ๆ ตัวของเธอและควันสีม่วงก็ค่อย ๆ แพร่ออกมาและล้อมลอบร่างกายของเธอ เธอเริ่มที่จะปล่อยพลังงานของร่างกายศักดิ์สิทธิ์ออกมา



ในขณะที่เธอได้ใช้อำนาจร่างกายศักดิ์สิทธิ์บรรยากาศรอบ ๆ ตัวเธอนั้นก็ได้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง



แม้ว่าการระดับพลังวิญญาณของเธอนั้นจะอยู่เพียงแค่ระดับ 9 แดนแก่นแท้แต่บรรยากาศที่มันได้เล็ดลอดออกมาจากตัวเธอนั้นมันราวเหมือนกับเธอเป็นกษัตริย์ที่ปกครองพื้นที่นั้นอยู่อย่างใงอย่างงั้น แม้แต่ผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ของราชวงศ์เจียงที่อยู่ด้านนอกก็ยังเป็นรองเธออยู่หลายคน



          “ชั่งเป็นความสามารถที่แข็งแกร่งจริง ๆ พลังงานเหล่านี้แน่นอนว่าแตกต่างจากคนอื่น ๆ ยิ่งนัก….ดูเหมือนว่าเจ้าจะปลูกฝังทักษะลึกลับต้องห้ามซินะและดูเหมือนว่าจะได้รับการปลูกฝังเป็นอย่างดีด้วย.”



         “อ่าเจ้าชั่งมีความสามารถที่ดีแม้ว่าเจ้าจะบ่มเพาะพลังวิญญาณตามปกติเจ้าก็ยังมีอนาคตที่ดีได้ แต่มันก็ชั่งน่าเสียดายที่เจ้าดันใช้เส้นทางลังในการบ่มเพาะพลังวิญญาณ เห้อชั่งเป็นความอัปยศอย่างแท้จริง”



ผู้เฒ่าผมขาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มและจ้องไปที่ จือหลิง แม้ว่าเขาจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการเปลี่ยนแปลงของ จือหลิง แต่เขาก็ไม่ได้ตกใจมากนัก เขาเพียงแต่ยกรอยยิ้มขึ้นมาบนมุมปากของเขาราวเหมือนกับว่าเขาได้วางแผนการอะไรเอาไว้ในใจ และในขณะเดียวกันเขาส่ายหัวของเขาออกมาด้วยความสงสาร



         “ถ้าเจ้ายังไม่คิดที่จะถอยไปเท่ากับว่าเจ้ากำลังมองหาที่ตาย” เพียงแต่ในตอนนี้ จือหลิง ยังคงยืนยันคำพูดเดิมของเธอ เพียงแค่ความคิดกลุ่มควันสีม่วงก็ได้กลายเป็นสัตว์ที่โหดร้ายและรุนแรง ด้วยการระเบิดเสียงร้องออกมามันได้บินตรงไปยังการก่อตัวโซ่วิญญาณเพื่อหวังที่จะทำลายพัฒนาการจิตวิญญาณออกไป



        “เหอะเพียงแค่ระดับ 9 แดนแก่นแท้วิญญาณกับกล้าที่จะลองดี เจ้าจริงกำลังประเมินค่าตัวเองสูงเกินไป!”



แต่เมื่อหันหน้าไปทางการโจมตีของ จือหลิง ผู้คนจากราชวงศ์เจียงกลับไม่แสดงความกลัวเลยแม้แต่น้อย พวกเขาได้ถอยออกไปในเวลาเดียวกันก็ได้มีการก่อตัวพิเศษควบแน่นอำนาจสวรรค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนกลายเป็นผนังลมขึ้นมาและเข้าล้อมรอบชูเฟิงและจือหลิง



        “หยุด!” อย่างไรก็ตามทันทีที่ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังที่จะเข้าห้ำหั่นกันก็ได้มีเสียงของผู้หญิงดังออกมาจากฟากฟ้า



และหลังจากได้ยินเสียงนั้นเหล่าผู้เชียวชาญจากราชวงศ์เจียงก็ได้รีบหยุดการกระทำของพวกเขาและสลายการก่อตัวรูปแบบลมที่อยู่กลางอากาศก่อนหน้านี้ในทันที



เมื่อเห็นเช่นนั้นคิ้วของ จือหลิง ถึงกับยกสูงขึ้นเล็กน้อยและดวงตาสีม่วงที่เป็นประกายงดงามของเธอได้กลับเข้ามาสู่สภาพเดิม และในเวลาเดียวกันกลุ่มควันของเธอก็ได้เอ้อระเหยและกลับเข้าสู่ร่างกายของเธอ



ในทันทีชูเฟิงได้เดินออกมาและยืนอยู่ในด้านหน้าของ จือหลิง เขาได้ให้สาวงามที่มีอารมณ์รุนแรงอยู่ข้างหลังเขาเอาไว้



การที่เขาทำอย่างนี้นั้นเพราะเขารู้ว่าผู้เฒ่าผมขาวนั้นไม่ได้แข็งแกร่งมากไปกว่าเสียงที่ตะโกนออกมาอย่างรุ่นแรงของผู้หญิงก่อนหน้านี้และเธอก็หน้าจะเป็นบุคคลที่จัดการยากมากที่สุดในตอนนี้



อันที่จริงหลังจากที่เสียงได้ตะโกนดังออกมาไม่นานนักพวกเขาก็ได้เปิดทางเป็นช่องว่างไปทางการก่อตัวโซ่วิญญาณในทันที



และหลังจากที่ได้มีการเปิดทางก็ได้มีหญิงสาวที่สวมใส่เสื้อผ้าสีทองและมีสีม่วงเล็กน้อยปรากฏตัวขึ้นแล้วเดินเข้ามายังด้านในเขาได้มีส่วนเว้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง



อายุของเธอนั้นก็ดูเหมือนราวกับว่าแค่ยี่สิบปีเศษ ๆ เท่านั้นและแม้แต่รูปร่างหน้าตาของเธอนั้นก็ยังกล่าวได้ว่าสวยงามมากและก็ดูเหมือนไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก



แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้มายืนอยู่ในด้านหน้าของ จือหลิง แล้วนั้นความงามเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอที่ดูเป็นพิเศษก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปกับหญิงสาวบ้าน ๆ สามัญธรรมดาในทันที



แต่รูปร่างของเธอนั้นยังกล่าวได้ว่าใช้ได้อยู่ นอกจากนี้ออร่าจากร่างกายของเธอนั้นยังดูแตกต่างจากฝูงชนคนอื่นยิ่งนัก เสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอนั้นมันทำให้ผู้ที่มองไปยังเธอเกิดความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก



         “องค์หญิง!”



ในขณะนี้ผู้ชนขนาดใหญ่ของราชวงศ์เจียงก็ได้ตะโกนร้องออกมาอย่างเสียงดัง



เมื่อเหล่าผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ได้เห็นการปรากฏตัวของหญิงสาวพวกเขาทั้งหมดต่างช่วยไม่ได้ที่จะต้องคุกเข่าลงไปที่พื้นเพื่อทำความเคารพต่อเธอ ความอ่อนน้อมถ่อมตนได้โพล่ขึ้นมาบนใบหน้าของพวกเขาทุกคนไม่เว้นแม้แต่กระทั่งผู้ที่มีพลังวิญญาณอยู่ที่ระดับ 5 แดนสวรรค์อย่างผู้เฒ่าผมขาวก็ยังไม่มีข้อยกเว้น



ในขณะนี่สถานะของผู้หญิงคนนี้นั้นได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดแล้วว่าเธอนั้นจะต้องเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของราชวงศ์เจียง เจียง ยี่หนี่



ระดับพลังวิญญาณของเธอนั้นอยู่ในระดับที่ 6 แดนสวรรค์เทียบเท่ากับอดีตเจ้าสำนักรุ่นก่อนของสำนักเทพอัคคีได้เลย แต่อดีตเจ้าสำนักรุ่นก่อนของสำนักเทพอัคคีนั้นได้ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสามารถเข้ามาถึงระดับ 6 ของแดนสวรรค์ได้



แต่หญิงสาวผู้นี้นั้นกลับอายุเพียงแค่ยี่สิบปีเศษแต่กับประสบความสำเร็จในระดับนี้นั้น มันอาจกล่าวได้ว่าความสามารถของเธอนั้นเป็นที่โดดเด่นอย่างแท้จริง ในด้านหน้าของเธอ เจี่ย ฉิงหมิง หรือ ซู ซงหยู่ นั้นไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็นอัจฉริยะได้เลย



         “ผู้อาวุโสกรุณาถอยไปก่อน ข้ามีบางสิ่งบางอย่างที่จะต้องพูดคุยกับชูเฟิงเป็นการส่วนตัว” เจียง ยี่หนี่ โบกมือของเธอ



          “ตามคำบัญชา!”



พวกเขาตอบสนองอย่างรวดเร็วและไม่มีผู้เชียวชาญใดของราชวงศ์เจียงกล้าที่จะขัดคำสั่งเธอ พวกเขารีบถอนการก่อตัวโซ่วิญญาณออกในทันทีอย่างเป็นระเบียบร้อยและออกไปยืนอยู่ในทีขอบฟ้าไกล



ในทันทีชูเฟิงขมวดคิ้วของเขาเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่มีการก่อตัวที่แข็งแกร่งอย่างโซ่วิญญาณแล้วและหลายสิบผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ได้ถอยห่างออกไปและเหลือเพียงผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ในด้านหน้าของเขาแต่ชูเฟิงกลับรูสึกว่าผู้หญิงที่ชื่อ เจียง ยี่หนี่ ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของเขานั้นเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายมากกว่าการก่อตัวโซวิญญาณและผู้เชียวชาญแดนสวรรค์นับสิบเสียอีก



          “ชูเฟิงเจ้ารู้หรือไม่ว่าในเวลาช่วงนี้ข้าได้ใช้เวลาในการค้นหาตัวเจ้า” เจียง ยี่หนี่ ถาม



          “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นข้าทำด้วยตัวของข้าเอง หากเจ้าต้องการที่ฆ่าก็โปรดให้ทำที่ข้า แต่อย่าทำอะไร จือหลิง เพราะเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับเธอ” ชูเฟิงพูด



          “ชูเฟิงนี่เจ้า…” หลังจากที่ได้ยินคำพูดนั้นของชูเฟิงใบหน้าเล็ก ๆ ของ จือหลิง ถึงกับเปลี่ยนแปลงในทันทีและเธอไม่สามารถที่จะระงับความวิตกกังวลของเธอได้ เธอเดินออกมาและอยากที่จะพูดอะไรบาง แต่ในทันทีที่เธอกำลังจะพูดมือของเธอก็ได้ถูกคว้าแน่นเอาไว้โดยชูเฟิงและเธอก็ถูกดึงกลับออกมายืนเบื่องหลังของเขา



ทันทีด้วยเหตุผลบางอย่างมันทำให้ จือหลิง เก็บคำพูดของเธอเอาไว้โดยสัญชาตญาณของเธอนั้นเธอเป็นคนที่แข็งแกร่งและไม่เกรงกลัวผู้ใดแต่ในขณะนี้เมื่อเธอได้อยู่เคียงข้างชูเฟิงมันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงแค่สาวน้อยตัวเล็ก ๆ ที่คอยเชื่อฟังเขาเพียงเท่านั้น



#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : เช็ดผู้ชายที่คอยปกป้องผู้หญิงในเวลาเจอตีนแบบนี้อ่ามีบ้างไหม ห่ะ มีบางไหม!!!

B2 : ช่ายยยยยทุกทีที่เห็นตีนเมื่อไหร่ก็วิ่งหนีทันทีเลยนิ แรกๆก็จับมือนะ แต่พอตีนมาเท่านั้นและเหวี่ยงแขนแถบหัก โด่วววว นั้นแฟนมึงนะโวยหัดดูแลดีดีเหมือนพี่เฟิงมั่งดิครับ

B1 : ช่ายทำให้เมียรักเมียหลงเยอะ ๆ แบบพี่เฟิงดิครับเวลามีเมียคนที่ 2 คนแรกจะได้ไม่ว่าบางทีอาจอยู่ร่วมกันได้ก็เป็นได้ ชาย 1 หญิง 2 นี่มันนะ

B2 : บางทีก็อาจกลายเป็น 3 แบบบักเฟิง

B3 : เห้อ พวกมึงก็มั่วแต่มกมุ่นเรื่องแบบนี้แหลนะ!!

B1 : อ้าว B3 กลับมาแล้วหรอ เรื่องราว 2510+ เป็นใงหม่างงงงว้าาาาาาาา

B3 : หื้มมมมมมบอกมึงไปกูก็โง่อ่ะดิควาย คิดจะหลอกให้กูสปอยและโดนพัก 10 อีกอะดิกูไม่โง่หลอกนะไอ้ B1 แต่กูให้ก็ได้ว่ามันสัสอ่า 555555 กูนี่นึกว่าพระเจ้า

B1 : สัสและบอกไปสปอย!!

B3 : กูสปอยตรงไหน?? กูแค่บอกว่าแม้งอย่ากับเทพเจ้า!!!!!!!! แต่ก็โดนแมวเมี๊ยวเก้าชีวิตกูตบเกียวอยู่ดี ฮ่าๆ

B1 : แมวเมี๊ยว??

B3 : จุ๊จุ๊เคยได้ยินไหม ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม 5555555

B2 : B3 หยาน หยางเทียน ตายแล้วนะรู้ยัง

B3 : ชั่งมันมันโงเองความแท้ ๆ กากแล้วยังไม่เจียมตัว เนอะ!!! B1

B2 : ช่ายยยย เนอะ!!! B1

B1 : กูไม่รู้กูอยากพักงาน!!!!!!

#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..