วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 441 - ปัญหาที่ซ่อนอยู่ของ จื่อหลิง


มันอาจกล่าวได้ว่าในมุมมองของชุเฟิงคำพูดของ ต้าน ต้าน นั้นเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุด แม้ว่า ต้าน ต้าน จะเป็นอสูรโลกวิญญาณแต่เธอก็มีความรู้ที่มากเกี่ยวกับผู้เชื่อมต่อฯอย่างแท้จริง แม้ว่าเธอนั้นจะอาศัยอยู่ในภพของพวกอสูรโลกวิญญาณแต่เธอกับสามารถมีความเข้าใจทุกสิ่งในโลกใบนี้และยังมีทักษะลับพิเศษเฉพาะของผู้เชื่อมต่อฯที่แม้แต่เหล่าผู้เชื่อมต่อฯที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมายก็ยังไม่รู้เกี่ยวกับทักษะพิเศษที่เธอกล่าวมา



ฉะนั้นแล้วชูเฟิงจึงได้สงบสติอารมณ์ของตังเองลงแล้วเริ่มที่จะเดินทางไปทั่วทวีปเก้าอาณาจักรเขาหลีกเหลี่ยงการฆ่าเหล่าศิษย์ของขุมพลังอำนาจทั้งหกและพยายามหาทรัพยากรอย่างสงบเขาค้นหาสุสานของผู้เชียวชาญนิรนามเรื่อยมาตลอดการเดินทางของเขาเพื่อที่ดูดซับแหล่งพลังงาน



เพียงแค่พริบตาเวลาก็ได้ล่วงเลยไปนับหลายเดือน ออร่าของเด็กน้อยใสซื่อได้จากหายไปจากใบหน้าของ ชูเฟิงและจือหลิง



จือหลิงเธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและกลายเป็นสวยงามมากยิ่งขึ้น ชูเฟิงกลายเป็นผู้ชายมากขึ้นและมากขึ้นอย่างกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และในปีนี้ชูเฟิงก็ได้อายุ 17 ปี ส่วนจือหลิงนั้น 16 ปี



ในช่วงเวลานี้ชูเฟิงและจือหลิงนั้นไม่ได้ตั้งหลักปักฐานที่ไหนพวกเขาได้เดินทางไปทั่วทั้งเก้าอาณาจักรและความจริงพวกเขายังได้ค้นพบซากโบราณสถานมากมายของเหล่าผู้เชียวชาญที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ต้าน ต้าน และ อสูรโลกวิญญาณของ จือหลิง นั้นได้รับผลประโยชน์จากการเดินทางครั้งนี้ไปเต็ม ๆ

(3B : อสูรโลกวิญญาณที่หมายถึงนี้ไม่ได้แปลว่าเป็นเผ่าอสูรนะ แต่แค่ใช้เรียกแทนเฉย ๆ ก็เหมือนกับว่าพวกเขาเป็นคนของโลกวิญญาณ แต่ถ้าจะให้เรียกว่า*มนุษย์โลกวิญญาณ*มันก็ดูแปลกๆ เพราะฉะนั้นเลยเรียกว่าอสูรโลกวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นเผ่าอสูรโลกวิญญาณนะ)



อสูรโลกวิญญาณของ จือหลิง นั้นได้บุกฝ่าไปในแดนสวรรค์ระดับที่ 3 ได้สำเร็จแต่ในขณะเดียวกัน ต้าน ต้าน ก็ได้บุกฝ่าเข้าในดินแดนแก่นแท้ระดับที่ 9 ซึ่งระดับพลังวิญญาณของเธอในตอนนี้นั้นก็ได้นำชูเฟิงเป็นที่เรียบร้อย



และในความเป็นจริงตลอดระยะเวลาการเดินทางมานี้ชูเฟิงได้รับทรัพยากรมานั้นไม่ได้เป็นจำนวนน้อย อาจกล่าวได้ว่าเป็นจำนวนที่มหาศาลมากสำหรับคนอื่น ๆ แต่สำหรับเขามันเล็กน้อยมากเพราะด้วยดันเถียนของเขาที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างบ้าคลั่งและมหาศาลมันจึงทำให้เขายังคงติดอยู่ที่ระดับ 6 ของแดนแก่นแท้วิญญาณเขาทำได้เพียงแค่กัดฟันของเขาและอดทนต่อไปเท่านั้น



ขีดจำกัดสองปีในการช่วยเหลือ ซูรู่และซูเหม่ย เริ่มที่จะลดลงเรื่อย ๆ และเวลาของเขาที่เหลืออยู่ในตอนนี้นั้นมันชั่งน้อยนิดเหลือเกินมันจึงทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก



และในตอนนี้หลังจากที่ จือหลิง พยายามที่จะบุกฝ่าและล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนแต่เพียงแค่ในเวลานี้เธอได้ประสบความสำเร็จเธอในตอนนี้นั้นสามารถบุกฝ่าเข้าไปยังแดนสวรรค์วิญญาณได้เป็นที่เรียบร้อยและในขณะที่เธอสามารถบุฝ่าเข้าไปยังแดนสวรรค์ได้สำเร็จก็ได้เกิดปรากฏการท้องฟ้าแจ่มใสและแสงแดนที่ถ่ายถอดลงมานั้นเป็นสีม่วงอ่อน ๆ และปรากฏระฆังสีม่วงขึ้นบนท้องฟ้ามันได้สลายเมฆที่อยู่โดยรอบไปทั้งหมดและส่งแสงออร่าสีม่วงมาที่ จือหลิง



แต่ยังนับว่าโชคดีนักที่ปรากฏการนี้เป็นขนาดเล็ก และนอกเหนือไปจากนี้ชูเฟิงและจือหลิงก็ยังได้ซ่อนตัวอยู่ที่หุบเขาร้างแห่งนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องกลัวใด ๆ ว่าจะมีผู้อื่นมาเห็น



หลังจากที่ประสบความสำเร็จ จือหลิง ก็ได้หันกลับไปจ้องมองที่ชูเฟิงและพูดกับเขาในสิ่งที่เธอได้คิดเอาไว้อยู่ในใจมาเป็นเวลานาน



       “ชูเฟิงข้าจะออกไปจากถ้ำนี้ แล้วลองกลับไปที่สำนักเทพอัคคี หลังจากที่เข้าสู่แดนสวรรค์ได้แล้วมันทำให้พลังอำนาจของข้านั้นก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ข้าเชื่อว่าข้าในตอนนี้นั้นสามารถที่จะรับมือกับอดีตเจ้าสำนักรุ่นก่อนของสำนักเทพอัคคี ที่อยู่ในระดับ 6 แดนสวรรค์ได้อย่างแน่นอน.”



       “ข้าอยากจะไปที่สำนักเทพอัคคีและไปปล้นสมบัติของมันที่สะสมมานานนับพันปีมาทั้งหมด และข้ามันใจได้เลยว่าของเหล่านั้นทั้งหมดจะสามารถทำให้เจ้าบุกฝ่าไปยังระดับ 7 แดนแก่แท้ได้อย่างแน่นอน” จือหลิง กล่าวออกมาอย่างจริงจัง



       “ไม่.” แต่ชูเฟิงกับปฏิเสธในทันที



เพราะเขารู้ว่าแม้ความแข็งแกร่งของ จือหลิง จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากและเธอยังเป็นผู้ใช้อำนาจร่างกายศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับพรมาจากสวรรค์แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหันหน้าไปยังผู้ที่อยู่ระดับ 6 แดนสวรรค์มันทำให้เธอไม่มีความมั่นใจมากนักและแน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงมากเกินไป



และหลังจากที่ได้อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานานชูเฟิงสามารถยืนยันความรู้สึกของเขาที่มีต่อ จือหลิง ได้อย่างชัดเจนว่าเขานั้นรักเธอจริงๆ เขารักเธอสุดหัวใจแล้วพร้อมที่จะเดิมพันชีวิตตัวเองทั้งหมดเพื่อปกป้องนาง แม้ว่าตัวเองนั้นจะได้รับบาทเจ็บสาหัสเจียนตายเขาก็ยอม…



ถึงแม้ว่าภายนอกของ จือหลิง จะดูเย็นชาและปกคลุ่มไปด้วยน้ำแข็งที่ปิดกั้นความรู้สึกของเธอ และเพื่อผลประโยชน์เธอยินดีที่จะใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมและไร้ความปราณี



แต่ถ้าทำเพื่อชูเฟิงแล้วล่ะก็เธอก็พร้อมที่จะพุ่งชนกับทุกอย่าง ไม่ว่าผลประโยชน์ของการต่อสู้ทั้งหมดจะตกเป็นของชูเฟิงก็ตามเธอก็จะไม่สนอะไรทั้งนั้นแม้แต่ความปลอดภัยของตัวเธอเองเธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อชิงสมบัติมาให้ชูเฟิง



เมื่อหันไปมองผู้หญิงที่สามารถทำเพื่อเขาได้ถึงขนาดนี้ชูเฟิงจึงไม่อาจที่จะปล่อยเธอไปเสี่ยงอันตรายเพื่อเขาได้อีก เพราะเขานั้นรัก จือหลิง อย่างแท้จริงและเขาก็อยากจะใช้ชีวิตที่เหลือของเขาทั้งหมดเพื่อที่จะได้อยู่กับเธอ



         “ชูเฟิงโปรดเชื่อข้า ข้าสามารถกลับออกมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับสมบัติทั้งหมด” จือหลิง กล่าวออกมาอย่างมั่นใจและใบหน้าของเธอนั้นยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น



        “ถ้าอย่างนั้น ให้ข้าไปกับเจ้าด้วย” ชูเฟิงกล่าว



        “ไม่” แต่หลังจากได้ยินคำพูดนั้น จือหลิง ปฏิเสธในทันที



        “ทำใม? หากเจ้ามีความมั่นใจจริงเหตุใดถึงไม่ให้ข้าไปด้วย? มันเป็นเพราะว่าเจ้ากลัวที่จะพ่ายแพ้ให้กับอดีตเจ้าสำนักรุ่นก่อนของสำนักเทพอัคคีใช่หรือไม่.”



        “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงล่ะก็อย่างน้อยถ้าเจ้าจะตายข้าก็ต้องตายไปกับเจ้าด้วย.” ชูเฟิงตอบสวนกลับ



         “ข้า…” ทันที จือหลิง อยากที่จะเถียงกลับ แต่เธอก็ไม่สามารถทำได้ ท้ายที่สุดเธอก็ได้ก้มหน้าลงและไม่เอ่ยคำพูดใดอีก



         “จือหลิง ถ้าหากเจ้ารักข้าจริง ๆ ของขอหลับนอนกับเจ้าสักครั้งได้หรือไม่”



         “ข้าเคยบอกว่าเจ้านั้นเป็นผู้ใช้ร่างกายศักดิ์สิทธิ์และถ้าหากเจ้าได้หลับนอนกับข้าบางทีมันอาจสามารถปุกพลังบางอย่างในตัวของข้าให้ตื่นขึ้นมาและมันช่วยให้ข้าบุกฝ่าเข้าไปในระดับ 7 แดนแก่นแท้เลยก็เป็นได้” ชูเฟิงพูดอีกครั้ง



ที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชูเฟิงพูดแบบนี้กับ จือหลิง ในช่วงแรก ๆ เขาทำเป็นเพียงแค่พูดล้อเลียนนางเท่านั้น แต่ในช่วงหลัง ๆ มานี้เขาเริ่มที่จะจริงจังมากขึ้น ตลอดเวลาที่เขาไปร่วมเดินทางกับจือหลิงมานั้นเขายังไม่อาจสัมผัสร่างกายที่งดงามของเธอได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดที่สุดในโลกสำหรับเขาในตอนนี้



ท้ายที่สุดชูเฟิงก็ได้บอกถึงความหมายที่แท้จริงของเขาออกไป ตราบใดที่เขาได้หลับนอนกับ จือหลิง บางทีมันอาจมีโอกาศที่จะปลุกพลังอำนาจสายฟ้าศักดิ์สิทธ์ในร่างกายของเขาให้ตื่นขึ้นมาและด้วยเหตุผลนั้นมันอาจช่วยเพิ่มระดับพลังวิญญาณของเขาเป็นอย่างมากและบางทีเขาอาจเข้าใจพลังงานในรูปแบบใหม่ทั้งหมด แม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจกับมันมากนักแต่อย่างน้อยมันก็ยังมีโอกาสที่จะลองเสี่ยงดู



แต่หลังจากที่ จือหลิง รู้ความจริงเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธออกไปอย่างใจร้าย แม้ว่า จือหลิง จะเสียสละให้ชูเฟิงได้ทุกอย่างแต่มีเพียงแค่เรื่องนี้อย่างเดียวเท่านั้นที่นางไม่สามารถทำเพื่อชูเฟิงได้



         “ชูเฟิงการที่เจ้าเข้ามาหาตัวข้านั้นมันเป็นเพราะว่าเจ้าชอบข้าจริง ๆ หรือเพียงแค่ต้องการพลังอำนาจจากร่างกายของข้ากันแน่?” ทันใดนั้นสายตาของ จือหลิง ก็กลายเป็นเคร่งขรึมในทันที



         “ข้า...” ทันทีชูเฟิงรู้สึกลังเลเล็กน้อย ถ้ามันเป็นก่อนหน้านี้ล่ะก็แน่นอนว่าเขาจะพูดออกไปอย่างไม่ลังเล. “แน่นอนว่าข้านั้นชอบเจ้า!”



แต่มันแตกต่างกันแล้วในเวลานี้ เพราะเขานั้นรัก จือหลิง อย่างแท้จริงจนไม่สามารถห้ามใจของตัวเองได้อีกแล้วและเขาก็ยินดีที่จะเสียสละตัวเองเพื่อเธอ ดังนั้นเมื่อหันหน้าไปทางผู้หญิงที่เขารักชูเฟิงทนไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องหลอกลวงเธอ



ดังนั้นชูเฟิงจึงได้ทนกัดฟันของเขาและพูดออกไปกับ จือหลิง ว่า “ข้าขอยอกมรับว่าตอนแรกข้านั้น…”



        “พอได้แล้ว” แต่ก่อนที่ชูเฟิงจะพูดจบ จือหลิง ก็ได้ใช้มือของเธอปิดปากของชูเฟิงเอาไว้จากนั้นก็แสดงรอยยิ้มหวานออกมาพร้อมกับกล่าวว่า



       “ที่ผ่านมามันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ข้ารู้เพียงแค่ว่าข้าในตอนนี้นั้นรักเจ้ามากแค่ไหนและข้าก็หวังว่าเจ้าจะรู้สึกเช่นนั้นเหมือนข้าข้าหวังว่าเจ้าจะรักข้าเหมือนอย่างที่ข้ารักเจ้า ข้าสามารถให้เจ้าได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องนี้ ข้ายังมีปัญหาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ฉะนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถเข้าใจข้า”



ขณะที่เธอพูดคำเหล่านั้นออกมา จือหลิง ยังคงมีรอยยิ้มหวานที่งดงามบนมุมปากของเธอ แต่ในดวงตาของเธอนั้นกลับเต็มไปด้วยน้ำตาที่สะท้อนแสงและโปร่งใส จากนั้นมันก็ได้ไหลลงมาอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำในลำทานลงมาบนแก้มของเธอ



         “จือหลิง ข้าขอโทษ มันเป็นความผิดของข้า ข้าไม่ทราบว่าเจ้ามีปัญหาบางอย่างที่ซ่อนอยู่’



         “ข้าขอสัญญาว่าข้าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก ข้าจะไม่ทำให้เจ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้อีก” เมื่อเห็นเช่นนั้นชูเฟิงจึงได้รีบเช็ดน้ำตาของนางในทันที มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น จือหลิง ร้องไห้



ในทันทีจากที่ชูเฟิงนั้นมักเป็นคนที่สงบเสงี่ยมอยู่เสมอเขาก็ได้ตื่นตระหนกย่างแท้จริง เขาตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างมาก เพราะเขารู้สึกว่า จือหลิง ในตอนนี้นั้นได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าลำบากจริง เขาสามารถรับรู้ได้ว่า จือหลิง ในตอนนี้นั้นได้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เจ็บปวดรวดร้าวและใจแตกสลาย



ถ้าเขาสามารถหยุดน้ำตาของ จือหลิง ได้ต่อให้ทำอะไรเขาก็ยอม แม้ว่า จือหลิง จะเอามีดมาแท่งเขาเป็นร้อยครั้งเขาก็ยอม



เขาได้สาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าเขาจะไม่พูดถึงเรื่องหลับนอนกับ จือหลิง อีกแม้ว่า จือหลิง จะไม่ยอมให้เขาทั้งชีวิตทั้งหมดของเธอเขาก็จะไม่พูดถึงมันอีกทั้งชีวิตเพราะว่าเขาในตอนนี้นั้นได้รัก จือหลิง มากกว่าที่จะดูดซับพลังอำนาจของเธอ


#################################################################################################



เอาละในช่วงท้ายก็มาพบกับเราเหล่าพี่น้อง 3B หัวดอที่จะมาเผาชูเฟิงไปพร้อมกลับคุณ



B1 : นั้นแหละครับท่านผู้ชม มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่ง

B2 : เห้ออยู่ด้วยกันเป็นผัวเป็นเมียแต่เยสกันไม่ได้นี่แลดูทรมานดีนะ

B1 : นั้นดิสงสารชูเฟิง

B2 : ช่ายยยยย น่าสงสาร

B3 : ซูรู่ ซูเหม่ย ก็มีมึงจะไปส่งสารมันทำใม

B1 : ก็พวกนางยังโดนขังอยู่ใง และก็อีกอย่างชูเฟิงอยู่อย่างใกล้ชิดกับจือหลิงมานานหลายเดือนมึงรองคิดดูนะทุก ๆ วันที่อยู่ใกล้กับหญิงสวยขนาดนั้นมันจะไม่เงี่ยนกันบ้างหรอนี่ขนาดแตะตองยังอะไรไม่ได้มากเลย เห้อสงสารอสุจิที่ถูกกังขังเป็นเวลานาน บางทีพวกมันก็อยากจะออกมาดูโลกภายนอกบางก็ได้

B3 : นี่มึงสงสารชูเฟิงหรืออสุจิมันกันแน่ว่ะเอาให้ชัว

B2 : แหม่ B1 นายก็คิดมากไปบางทีบักเฟิงเรามันอาจแอบไปเหนี่ยวมาก็ได้

B3 : เออและอีกอย่างไม่กี่ 10 บทข้างหน้าก็มีตัวละครใหม่โพล่มาและแถมเด็ดซะด้วยขนาดชูเฟิงยังต้องก้มหัว

B1 : ใครว่ะ???

B3 : อยากรู้อ่ะดิก็ตามดูเอาเองดิครับ

B1 : หื้มมึงเอามายั่วแบบนี้เลยงั้นหรอ!!!!!!!

B3 : เออมีปัญหาไรป่ะ?!

#################################################################################################

…..####เอาล่ะก็ขอจบสาระเร้าใจ BY: นายกระทิข้น ไว้เท่านี้ก่อนนะครับขอบคุณครับสำหรับผู้อ่านทุกท่าน####…..

ข้าจะไม่ธรรมให้เจ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้อีก

เกือบได้ฮากันแล้วไม๊ล่ะ . . . . .