วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 445 - ทักษะลับต้องห้าม



   “ไม่ !! มันไม่ใช่กายศักดิ์สิทธิ์ !! มันคือทักษะลับต้องห้าม” ต้านต้าน กล่าว



    “ทักษะลับต้องห้าม !!” ชูเฟิง กล่าว



    “มันเป็นทักษะลับต้องห้ามแน่นอน และดูเหมือนว่าจะฝึกฝนมานานแล้ว ถึงได้ใช้มันออกมาได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถดึงประสิทธิภาพของมันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เขาน่าจะฝึกฝนมามากกว่า หยาน รู่วหยู ถึงได้ทำได้ขนาดนี้”



     “ทักษะลับต้องห้าม มีความแตกต่างกันที่แก่นพลังงาน ที่แตกต่างจากกายศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ดังนั้น ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ จึงเป็นพลังจากทักษะลับต้องห้าม ไม่ใช่กายศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน” ต้านต้าน กล่าวอธิบาย



     “ดูเหมือนว่าข้าจะพูดถูก เจ้ามีทักษะลับต้องห้ามจริงๆ แต่น่าเสียดาย ที่การบ่มเพาะพลังของเจ้าอ่อนแอเกินไป หากเจ้ามีพลังระดับสาม ขั้นแดนสวรรค์เหมือนข้า ไม่ใช่เพียงแค่ระดับหนึ่ง ขั้นแดนสวรรค์ ข้าก็คงไม่อาจเอาชนะเจ้าได้” จาง เทียนยี่ กล่าวด้วยความมั่นใจ



      “หึ…..มาดูกันว่าใครจะแข็งแกร่งกว่า” จื่อ หลิง สูดหายใจเข้าอย่างรวดเร็ว พลันออร่าสีม่วงก็แผ่ออกมารอบตัวของนาง นางพุ่งเข้าใส่ จาง เทียนยี่ อย่างรวดเร็ว



อ่อร่าพลังสีม่วงที่ห่อหุ้มร่างกายของนางอยู่นั้น มีพลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก มันไม่ใช่พลังจากทักษะการต่อสู้ แต่มันคือพลังของกายศักดิ์สิทธิ์



     “หึหึ…..เจ้าประเมินค่าตัวเองสูงเกินไป” จาง เทียนยี่ กล่าวพลางยิ้มอย่างเย็นชา พริบตาเดียวเท่านั้น ปลวไฟสีฟ้าก็ลุกทั่วตัวของเขา ในตอนนี้ร่างกายของเขาราวกำภูเขาไฟที่กำลังปะทุ



***** โฮกกกก *****



สุดท้าย เปลวไฟสีฟ้าได้แปรสภาพเป็นร่างของสัตว์ยักษ์พุ่งทะยานออกไป และกลืนกิน จื่อ หลิง ไปพร้อมกับออร่าสีม่วงอย่างรวดเร็ว



     “อ๊าาาาา !!” ในขณะนั้น ใบหน้าของ จื่อ หลิง เปลี่ยนเป็นสีขาวซีด ราวกับว่านางได้รับบาดเจ็บหนัก และกำลังจะร่วงลงมาจากท้องฟ้า ชูเฟิง จ้องมองไปที่ จื่อ หลิง และพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ



เมื่อเขาเห็น จื่อ หลิง ได้รับบาดเจ็บ ชูเฟิง รู้สึกโกรธอย่างมาก ขณะที่เขาคำรามไปที่ จาง เทียนยี่ ว่า “ข้าจะฆ่าท่าน” เส้นเลือดของเขาปูดโปนออกมาอย่างเด่นชัด



    “ศิษย์น้อง ชูเฟิง นี่เป็นเพียงแค่เรื่องขบขันเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องการต่อสู้จริงๆ ที่หมายเอาชีวิตใช่ไหม”



ตลอดชีวิตของ ชูเฟิง นั้น เขาได้เข้าร่วมการต่อสู้แห่งความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงไม่อาจเข้าใจในคำกล่าวของ จาง เทียนยี่ ที่กล่าวออกมาพร้อมกับยิ้มบางๆ ได้



ในขณะที่ จาง เทียนยี่ กล่าว สัตว์ยักษ์สีฟ้าก็เปิดปากของมันออก และใบหน้าของ จื่อ หลิง ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว



หลังจากที่สัตว์ยักษ์สีฟ้าคาย จื่อ หลิง ออกมาแล้วนั้น มันก็ได้กระจายตัวออกไป และพุ่งกลับไปที่ร่างของ จาง เทียนยี่ ความจริงนั้น เขาหยุดการโจมตีเขา ก่อนที่จำทำอันตรายใดๆ



หลังจากหยุดการโจมตีแล้วนั้น จาง เทียนยี่ ได้สะบัดดาบไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเขา และเก็บเข้าไปในฝักดาบที่ด้านหลังของเขา



เมื่อเห็น จาง เทียนยี่ ทำเช่นนั้น ชูเฟิง ขมวดคิ้วแน่นขณะที่จ้องมองไปยัง จาง เทียนยี่ ด้วยแววตาครุ่นคิด เพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไม จาง เทียนยี่ ถึงทำเช่นนั้น



เพราะว่า จาง เทียนยี่ มีการบ่มเพาะพลังอยู่ในระดับสาม ขั้นแดนสวรรค์ หากตัวเขาเองมีพลังระดับเดียวกับ จาง เทียนยี่ เขาคงไม่กลัว จาง เทียนยี่ แม้แต่น้อย แต่ในขณะนี้ ด้วยการบ่มเพาะพลังของเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอเกินไป แม้ว่าเขาจะโกรธมากแค่ไหน แต่เขาก็ทำได้เพียงอดทนเท่านั้น



     “ศิษย์น้อง ชูเฟิง ที่ข้าทำไปทั้งหมด คือการทดสอบของเจ้า และแม่นาง จื่อ หลิง และข้าต้องขอบอกว่า ข้าพอใจมาก”



    “พวกเจ้าสองคนก็เป็นดังเช่นที่ข้าคาดหวังไว้ แม่นาง จื่อ หลิง เจ้ามีทักษะลับต้องห้ามที่ยอดเยี่ยม ข้าคิดว่าเจ้าคงจะฝึกฝนมันมานานกว่าข้า และเจ้าก็ใกล้จะเข้าถึงแก่นแท้ของมันในอีกไม่ช้า”



     “สำหรับเจ้า ศิษย์น้อง ชูเฟิง เจ้าสามารถต่อสู้กับระดับหนึ่ง ขั้นแดนสวรรค์ ด้วยระดับพลังเพียงแค่ระดับหก ขั้นแก่นวิญญาณ ข้าชื่นชมในความแข็งแกร่งของเจ้ามาก”



     “พวกเจ้าอายุยังน้อยนัก ในอนาคตหากพวกเจ้าอายุเท่าข้า ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะสามารถก้าวข้ามความสามารถในปัจจุบันของข้าไปได้อย่างแน่นอน” จาง เทียนยี่ กล่าวขณะกุมมือของ ชูเฟิง และ จื่อ หลิง



ในเวลานี้ ทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อ จาง เทียงยี่ ได้กลับตาลปัดไปแบบร้อยแปดสิบองศา ชนิดที่เรียกได้ว่าสวรรค์กับนรกก็ไม่ปาน



เพราะก่อนหน้านี้นั้น จาง เทียนยี่ มีเจตนาฆ่าที่รุนแรงออกมาอย่างเด่นชัดต่อ ชูเฟิง และ จื่อ หลิง แต่ในตอนนี้ ใบหน้าและแววตาของ จาง เทียนยี่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา และเอ็นดู ในขณะที่เขามองมาที่ ชูเฟิง และ จื่อ หลิง ราวกับว่าเขากำลังมองดูญาติสนิทของเขา



     “ถ้าเช่นนั้น ศิษย์พี่ จาง เทียนยี่ ที่ท่านมาดักรอ และทดสอบพวกเราเช่นนี้ ท่านมีธุระอะไรหรือเปล่า” ชูเฟิง กล่าวถามด้วยความระมัดระวัง



ชูเฟิง ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่า จาง เทียนยี่ เป็นมิตรหรือศัตรู เขาจึงต้องสังเกตุจากการคำพูด และการกระทำ เพื่อให้สามารถคาดเดาได้



      “เหตุผลที่ข้ามาดักรอพวกเจ้า เพราะว่าข้าต้องการร่วมมือกับพวกเจ้า” จาง เทียนยี่ กล่าวพลางยิ้มบาง และเขาก็ยังกล่าวต่อว่า “มู่ หรงหยู ได้ท้าทายข้าและบอกว่าหากเขาแพ้ เขาจะยกดาบไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ข้า”



      “ในตอนนั้นข้าไม่มีทางเลือก เขาได้พ่ายแพ้ให้แก่ข้า และพยายามหลบหนี ด้วยความโกรธของข้า ข้าจึงสังหารเขา และชิงดาบไม้ศักดิ์สิทธิ์มา”


     “แต่ข้าไม่เคยคิดเลยว่า สำนักมังกรฟ้าจะได้รับผลกระทบ เหล่าผู้อาวุโสของสำนักที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ถูด่าทออย่างรุนแรง พวกท่านไม่น่าจะ ต่องได้รับผลจากการกระทำของข้าเช่นนั้นเลย”



     “ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าสำนักมังกรฟ้าจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ข้า จาง เทียนยี่ ยังคงเป็นคนของอาณาจักรมังกรฟ้า และเป็นศิษย์ของสำนักมังกรฟ้า ข้าเชื่อว่า ศิษย์น้อง ชูเฟิง ก็คงคิดเช่นเดียวกับข้า”



     “ข้าจึงอยากจะให้พวกเจ้าร่วมมือกับข้า ในการบุกเข้าหุบเขากระบี่ เพื่อทวงคืนเกียรติยศของสำนักมังกรฟ้า และทำให้ผู้อื่นได้รู้ว่า ยังคงมีศิษย์ของสำนักมังกรฟ้าอยู่อีกสองคน และทำให้ชื่อเสียงของสำนักมังกรฟ้ากลับมาโด่งดังเช่นเดียวกับเมื่อพันปีก่อน โดยการทำลายหุบเขากระบี่” จาง เทียนยี่ กล่าว



     “ท่านแข็งแกร่งมาก ข้าคิดว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับหก ขั้นแดนสวรรค์ก็ไม่อาจเอาชนะท่านได้ เหตุใดท่านจึงต้องการให้พวกเราร่วมมือกับท่าน” เห็นได้ชัดว่า จื่อ หลิง ยังไม่ไว้ใจ จาง เทียนยี่ สายตาของนางเต็มไปด้วสความโกรธ ในขณะที่จ้องไปที่ จาง เทียนยี่



     “แม่นาง จื่อ หลิง ………. ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ …จะให้ถูกต้อง ข้าต้องเรียกเจ้าว่า น้องสะใภ้”



      “น้องสะใภ้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจในการกระทำของข้า แต่ในตอนนั้น ข้าเพียงต้องการทดสอบเจ้าเท่านั้น มันเป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นเท่านั้น ดังนั้น โปรดยกโทษให้ข้าด้วย หากข้าทำให้เจ้าต้องน้อยใจ”



จาง เทียนยี่ มีไหวพริบที่ดีมาก เขาสามารถรับรู้ได้ทันทีว่า จื่อ หลิง ยังคงโกรธเขาอยู่ เขาจึงกล่าวขอโทษออกมาอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนั้นจึงกล่าวกับ จื่อ หลิง และ ชูเฟิง ว่า



     “ข้ารู้จักหุบเขากระบี่ดีกว่าพวกเจ้า ในตอนนี้ ที่หุบเขากระบี่มีผู้เชี่ยวชาญขั้นแดนสวรรค์สิบห้าคน และผู้เชี่ยวชาญขั้นแก่นวิญญาณอีกนับไม่ถ้วน”



     “แน่นอนว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเรา ผู้เชี่ยวชาญขั้นแก่นแท้วิญญาณ ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก ถึงแม้พวกเขาจะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจสร้างแรงกดดันใดๆ ให้พวกเราได้”



     “ส่วนสำคัญคือผู้เชี่ยวชาญขั้นแดนสวรรค์ ในนั้นมีสิบคนที่อยู่ในระดับหนึ่ง มีสองคนในระดับสอง และหนึ่งคนในระดับสาม”



    “ที่เหลืออีกสองคน คือ พ่อของ มู่ หรงหยู ซึ่งเป็นผู้นำคนปัจจุบันของหุบเขากระบี่ อยู่ในระดับห้า ขั้นแดนสวรรค์”



     “คนสุดท้ายคือ ผู้นำรุ่นก่อนของหุบเขากระบี่ มีพลังวิญญาณในระดับหก ขั้นแดนสวรรค์ อาจกล่าวได้ว่า เขาแข็งแกร่งที่สุดในหุบเขากระบี่” จาง เทียนยี่ กล่าว


ReadMGA.blogspot.com
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
แปลโดยคุณ#Abhisit ReadMGA

A : เอาล่ะได้ยกพวกตี หุบเขาเทพกระบี่แล้ว!!!

B : สนุกล่ะสิ แต่ก่อนหน้านั้น พวกชูเฟิงยังต้องไปพบกับ ผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้าซะก่อน

A : หากไปพบแล้ว ได้ไม้เด็ดอะไรติดไม้ติดมือไปด้วยก็ดีนะ!!!

B : เรื่องนั้นไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนบุกหุบเขาเทพกระบี่ มันส์สุดๆไปเลย 3 คน ปะทะ คนหลักล้าน เห็นได้ชัดเลยว่าหุบเขาเทพกระบี่ไม่ใช่เล็กๆ สมแล้วที่เขาเรียกตัวเองว่า มหาอำนาจ

A : ชักติ่นเต้นแล้วสิ!!!!



                                           เรื่องราวจะเป็นยังไงโปรดรอติดตาม. . . . . .