วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 448 – การมาของอัจฉริยะ

ข่าวของหุบเขากระบี่ ที่บุกเข้าขุดสุสานบรรพชนของสำนักมังกรฟ้า และสุสานของตระกูลชู เพื่อใช้ข่มขู่ ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว



หลังจากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป เหล่าขุมอำนาจต่างๆ ทั่วทั้งทวีป ต่างจับตามองสองบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นหนุ่มสาว ว่าจะปรากฏตัวออกมาที่หุบเขากระบี่หรือไม่ และจะเกิดการต่อสู้เช่นไร



ดังนั้น เหล่าขุมอำนาจต่างๆ จึงมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขากระบี่ เพื่อเป็นสักขีพยานในการต่อสู้ครั้งนี้



ทางหุบเขากระบี่เองก็ให้การต้อนรับอย่างดีต่อการมาเยือนของพวกเขา ด้วยหมายจะให้พวกเขาเป็นสักขีพยานในการตายของ ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ ด้วยมือของหุบเขากระบี่



อย่างไรก็ตาม เวลาของกำหนดการก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่ทั้ง ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ กลับยังไม่ปรากฏตัวออกมา จึงทำให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นาๆ



หลายๆ คนรู้สึกว่า ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ หวาดกลัวต่อหุบเขากระบี่ จึงไม่กล้าปรากฏตัวออกมา และประณามพวกเขาว่าเป็นพวกขี้ขลาด



แต่บางคนกลับคิดต่างออกไป ด้วยความสามารถของ ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ นั้น โดดเด่นที่สุดในรุ่นของคนหนุ่มสาว ถ้าพวกเขาปรากฏตัวออกมา นั่นเท่ากับว่าพวกเขาส่งตัวเองมาสู่ความตาย มันจึงไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตของพวกเขา มาแลกกับซากศพของคนที่ตายไปแล้ว



ไม่ว่าการคาดเดาจะเป็นเช่นไร ในตอนนี้ผู้คนมากมายยังคงหลั่งไหลเข้าสู่หุบเขากระบี่ จนในท้ายที่สุด หุบเขากระบี่ก็เต็มไปด้วยผู้คนอย่าล้นหลาม



เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านนอกของหุบเขากระบี่ ต่างคาดหวังว่า ชูเฟิง และ ชาง เทียนยี่ จะปรากฏตัวออกมาก่อนกำหนดเวลา เพราะพวกเขาเดินทางมาไกล เพื่อต้องการรับชมการต่อสู้ในครั้งนี้



ในที่สุด วันสุดท้ายของกำหนดการก็มาถึง



เหล่าผู้อาวุโส และลูกศิษย์ของหุบเขากระบี่ ได้เชิญทุกคนเข้าสู่หุบเขากระบี่



     “อ่า…….ข้าไม่คิดเลยว่า หุบเขากระบี่จะใช้ซากศพของบรรพชนของสำนักมังกรฟ้ามาเป็นตัวประกันเช่นนี้”



    “ข้าคิดว่าหนึ่งในนั้น อาจเป็นศพของผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้า เขาคืออันดับหนึ่งของเก้าอาณาจักร ชายผู้ซึ่งสามารถกำราบเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั่วทั้งทวีปมาได้ ข้าไม่คิดเลยว่า หลังจากที่เขาจากไป เขาจะได้รับความอัปยศเช่นนี้” ในตอนนี้ ผู้คนต่างมองไปยังศพที่ถูกสะกด และยังถูกแขวนประจานอยู่กลางหุบเขากระบี่



อีกทั้ง ที่ด้านล่างของซากศพนั้น ยังมีบ่อขนาดใหญ่ที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงออกมา และยังมีแมลงวันบินอยู่ทั่วบริเวณ เพราะนั่นคือบ่อของอุจจาระ



หุบเขากระบี่คิดที่จะประจานอย่างบ้าคลั่ง หาก ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ ไม่ยอมออกมา พวกเขาจะโยนซากศพลงสู่บ่ออุจจาระอย่างแน่นอน



เวลาได้ผ่านไปอย่างช้าๆ ตั้งแต่ต้นจนจบนั้น พวกเขาทุกๆ คนต่างตกอยู่ภายใต้ความอดทน เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยมาตรงกับกลางศรีษะ ในเวลานั้น แม้แต่ผู้นำของหุบเขากระบี่ก็เริ่มจะหมดความอดทนของเขา



เขาทะยานตัวขึ้นกลางอากาศ และกล่าวออกมาเสียงดังว่า “จาง เทียนยี่ และ ชูเฟิง พวกเจ้ากล้าที่จะสังหารบุตรชาย และลูกศิษย์ของข้า แต่พวกเจ้ากลับไม่กล้ามายังหุบเขากระบี่ เพื่อเผชิญหน้าอย่างเปิดเผย”



    “พวกเจ้าสองคนมีดีก็เพียงแค่ลอบทำร้ายราวกับหมาลอบกัด ข้าจะทำให้บรรพชนของพวกเจ้าต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”



เสียงของผู้นำหุบเขากระบี่ดังออกไปหลายร้อยไมล์ ผู้คนโดยรอบสามารถได้ยินเสียงของเขาได้อย่างชัดเจน



ในขณะที่ผู้นำหุบเขากระบี่กำลังกล่าวอยู่นั้น มีชายชราผู้หนึ่งผมสีขาว ใบหน้าเป็นมัน นั่งอยู่บนเวทีที่ด้านข้างของบ่ออุจจาระ เขากำลังนั่งดื่มชาอย่างเงียบสงบ



คนผู้นี้คือ อดีตผู้นำหุบเขากระบี่ มีพลังระดับหก ขั้นแดนสวรรค์ และยังเป็นพ่อของประมุขหุบเขากระบี่คนปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นปู่ของ มู่หรง หยู



ในตอนแรก หลังจากที่เขาได้รับดาบไม้ศักดิ์สิทธิ์มานั้น เขาได้ปล่อยข่าวออกไปว่าตัวเขาตายไปแล้ว และได้ใช้ช่วงเวลานั้น ในการแยกตัวไปฝึกฝนเพื่อบ่มเพาะพลังวิญญาณ



หลายเดือนต่อมา หุบเขากระบี่ได้ประกาศออกมาว่า เขายังคงมีชีวิตอยู่ และเมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไปนั้น ผู้คนมากมายต่างพากันตกตะลึงอย่างมาก



แต่ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าอดีตผู้นำหุบเขากระบี่ เขาจะไม่ได้สนใจต่อข่าวการแกล้งตายของตัวเองมากนัก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่นั่งดื่มชาอย่างเงียบสงบเช่นนี้



เวลาได้ไหลผ่านไปอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยไปยังทิศตะวันตก แสดงถึงช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปจากเที่ยงวันเป็นยามบ่าย แต่ผู้นำหุบเขากระบี่ยังคงตะโกนออกมากว่าสองชั่วโมง ด้วยความกราดเกรี้ยวและคับแค้นใจ



     “อ่า….ดูเหมือนว่า ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ จะไม่มาจริงๆ”



     “น่าเสียดาย……ที่ไม่ได้เห็นความสามารถของอัจฉริยะเช่นนั้น”



     “อัจฉริยะอย่างนั้นรึ !! พวกเขาก็เป็นพวกขี้ขลาดตาขาวเท่านั้น พวกเขาไม่สนใจแม้กระทั่งบรรพบุรุษของสำนัก และบรรพบุรุษของตระกูล แม้ว่าพวกเขาจะมีความสามารถมากเพียงใด แต่พวกเขาก็เป็นได้เพียงพวกขี้ขลาดตาขาว ที่ต้องทนอยู่กับการดูถูกจากคนทั้งโลก”



เวลาได้ไหลผ่านไปทีละนิดๆ เหล่าขุมอำนาจต่างๆ เริ่มจะหมดความอดทนของพวกเขา พวกเขาไม่ได้เสียดายเวลาที่รอไปแต่อย่างใด แต่พวกเขารู้สึกผิดหวัง ที่พวกเขาไม่ได้เห็นความสามารถ และความกล้าหาญของสองยอดอัจฉริยะ



หลากหลายผู้คนต่างแสดงอารมณ์ของพวกเขาออกมาด้วยการถอนหายใจ แต่บางคนก็เริ่มด่าทอ ชูเฟิง และ จาง เทียนยี่ ว่าเป็นเพียงพวกขี้ขลาด าเสียดายที่เป็นคนมีความสามารถ แต่กลับตาขาว



***** ครืนนนนนนน *****



ในขณะนั้น ได้มีเสียงดังกึกก้องปรากฏขึ้นมาจากปลายขอบฟ้าไกล



     “อะ…….อะไรน่ะ !!”



     “นะ…นั่นมันรถม้า !! ไม่…ไม่ใช่….มันคือ ราชรถ”



เมื่อพวกเขามองไปที่ต้นเสียงนั้น พวกเขาก็พบว่ามีราชรถกำลังพุ่งทะยานมาจากขอบฟ้าไกลอย่างรวดเร็ว



     “ราชรถ !!”



     “ในตอนที่ ชูเฟิง และ จื่อ หลิง ได้บุกโจมตีสำนักเทพอัคคีในตอนนั้น พวกเขาได้หลบหนีไปโดยราชรถที่งดงาม”



ในทันทีนั้น หลายๆ คนก็จำได้ทันทีว่า ชูเฟิง และ จื่อ หลิง ได้ใช้ราชรถแบบนี้ในการหลบหนี



     “ชูเฟิง และ จื่อ หลิง มาจริงๆ แล้ว จาง เทียนยี่ ล่ะ !!?” ในขณะนั้น ทุกๆ คนที่กำลังจมไปกับความผิดหวัง เมื่อพวกเขาเห็นราชรถเท่านั้น พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก



เพราะพวกเขารู้ดีว่า เรื่องน่าตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับ ชูเฟิง ทั้งเรื่องความแข็งแกร่ง และความสามารถของเขา กำลังจะปรากฏออกมาให้พวกเขาทุกคนได้ประจักษ์ แม้ว่าเหล่าผู้เชี่ยวชาญจะรู้ดีว่า ชูเฟิง และ จื่อ หลิง ไม่สามารถเอาชนะผู้เชี่ยวชาญของหุบเขากระบี่ได้ แต่พวกเขาก็ต้องการที่จะรับชมการต่อสู้ในครั้งนี้



***** ครืนนนนนนนน *****



เพียงเวลาไม่นานนั้น รางรถที่งดงามก็มาถึงด้านบนของหุบเขากระบี่ และเมื่อประตูของราชรถเปิดออก บุคคลทั้งสามก็ปรากฏตัวออกมา นั่นคือ ชูเฟิง , จื่อ หลิง และ จาง เทียนยี่



     “นั่นเขา !! เขาคือ ชูเฟิง !!” ในทันทีนั้น ทุกๆ คนต่างรู้จัก ชูเฟิง เพราะพวกเขาได้รับประกาศจับของ ชูเฟิง จึงทำให้รู้ว่า ชูเฟิง มีลักษณะเช่นไร



     “แล้วสาวงามที่ยืนอยู่ด้านข้าง ชูเฟิง นั่นคงจะเป็น แม่นาง จื่อ หลิง แน่ๆ ข้าเคยได้ยินมาว่านางมีความงามที่สามารถทำลายเมือง หรืออาณาจักรได้ ในวันนี้ ข้าได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่านางงดงามเพียงใด และคำกล่าวนั้นก็สมจริงอย่างมาก”



     “ชูเฟิง และ จื่อ หลิง มาแล้ว ดังนั้น อีกคนนั่นน่าจะเป็น จาง เทียนยี่”



     “ใช่ จาง เทียนยี่ แน่นอน !! ดูที่ด้านหลังของเขาซิ นั่นคือดาบไม้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสมบัติของหุบเขากระบี่”



ในขณะที่พวกเขาเห็นราชรถที่งดงามนั้น พวกเขาต่างตื่นเต้นกันอย่างมาก แต่เมื่อ ชูเฟิง , จื่อ หลิง และ จาง เทียนยี่ ปรากฏตัวออกมา ความตื่นเต้นของพวกเขาก็พุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด”

ReadMGA.blogspot.com
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
แปลโดยคุณ#Abhisit ReadMGA