วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 453 - ทำร้าย จื่อหลิง


       “บัดซบ ข้าไม่คิดว่า จิตสำนักของมู่หรง เฟิงจะถ่ายพลังให้คนอื่นได้ นี่เท่ากับช่วยยืดเวลาให้เขาออกไปอีก นี่ช่างแย่เสียจริง” 



เมื่อเห็นมู่หรง เฟิงนั้นได้หายเข้าไปในตัวของ ประมุขรุ่นก่อน และพลังของเขาถูกยกระดับขึ้น ในตอนนั้นใบหน้าของจื่อ หลิง เปลี่ยนสีทันที และดวงต่าของเธอนั้นปรากฏความกลัวขึ้น 



         “ทำมันเป็นเยี่งนี้ พลังของเขาเพียงแค่ระดับ 7 อาณาจักรสวรรค์ แต่ทำไมแรงกดดันของเขามันมากกว่ามุ่หรง เฟิง “ จาง เทียนยี่ พูดพร้อมขมวดคิ้วของเขา 



จิตสำนึกของมู่หรง เฟิง ได้หายไปแล้ว แต่ในตอนนี้ แรงกดดันของประมุขรุ่นก่อนนั้น แข็งแกร่งกว่า มู่หรง เฟิงเสียอีกและด้วยพลังระดับ 7 อาณาจักรสวรรค์ของเขานั้นมันช่างแข็งแกร่งเสียจริงเพราะมันเป็นระดับที่เข้าใกล้ระดับเจ้าสงครามแล้ว 



ในตำนานได้บอกไว้ว่า ผู้ที่อยู่ในระดับเจ้าสงครามนั้น มีพลังที่จะทำลายฟ้าดิน ระเบิดภูเขาและผ่ามหาสมุทรได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมระดับอาณาจักรสวรรค์ถึงแข็งแกร่งกว่าระดับแก่นแท้วิญญาณหลายขุม 



ดังนั้น ในการทะลวงระดับอาณาจักรสวรรค์ขึ้นเป็นระดับเจ้าสงครามนั้นก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน 



นั่นหมายความว่า ในระดับพลังแต่ละส่วนนั้น จะมีพลังต่างกันอย่างมาก และด้วยเหตุผลนี้ มันจึงน่าเกรงขามมากและยากที่จะก้าวเข้าไปเช่นกัน ( T/N ระดับพลังในที่นี้ หมายถึง ห้วงวิญญาณ กำเนิดวิญญาณ แก่นแท้วิญญาณ อะไรพวกนี้นะครับ) 



ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ระดับ 6อาณาจักรสวรรค์แล้ว การก้าวเข้าสู่ระดับ 7 ก็เป็นเรื่องเช่นกัน จึงมีผู้คนหลายคนที่อยู่ในระดับ 6 ไปชั่วชีวิตไม่สามารถทะลวงไปในระดับ 7 ได้ 



เช่นเดียวกับระดับ 8 อาณาจักรสวรรค์ การทะลวงขึ้นไปในระดับ 9 ก็ย่อมยากเช่นกัน และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทวีป 9 อาณาจักรนี้ยังไม่มีผู้ใดทะลวงเข้าไปในระดับ เจ้าแห่งสงครามได้เลย 



ในการยกระดับแต่ล่ะระดับของอาณาจักรสวรรค์นั้นก็เป็นเรื่องยากเช่นกันไม่ใช่เพียงแค่การทะลวงเข้าไปในระดับเจ้าสงครามเท่านั้น 



แต่ก็ไม่มีใครสามารถก้าวเข้าไปสู่ระดับเจ้าสงครามได้ เพราะการบ่มเพาะการต่อสู้ไปในระดับนั้น เป็นเรื่องยากมาก 



มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถผ่านอุปสรรคแล้วขึ้นไปยังจุดที่สูงขึ้นและสูงขึ้น ได้ 



ในวันนี้ ชูเฟิง จื่อ หลิง จาง เทียนยี่ ก็ได้เผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ในระดับ 7 อาณาจักรสวรรค์แล้ว มันเป็นระดับพลังที่สูงเกินกว่าจะต่อกรด้วยได้จริงๆ 



        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ชูเฟิง จื่อ หลิง จาง เทียนยี่ พวกเจ้าทั้ง 3 ทำไมยังนิ่งอยู่เล่า เจ้าบอกว่าจะฆ่าข้าไม่ใช่หรือ เจ้าบอกว่าจะฆ่าลูกชายฆ่าไม่ใช่หรือ เจ้าบอกจะถล่ม ตระกูลมู่หรง ของข้าไม่ใช่หรือ เจ้าบอกว่าจะถล่ม หุบเขาเทพกระบี่ของข้าไม่ใช่หรือ?” 



         “แล้วทำไมตอนนี้ถึงยังไม่ขยับตัวอีกล่ะ หรือว่าจะมีที่ไหนที่เจ้าต้องไปก่อนหรือ” ประมุขรุ่นก่อนของหุบเขาเทพกระบี่ พูดเย้ยหยัน พร้อมหัวเราะ 



         “เจ้าแก่บัดซบ ถ้าเจ้าอยากจะฆ่า ก็ฆ่าสิ อย่ามัวแต่พูดมาก.” 



         “เจ้าได้แต่อาศัยพลังของผู้ก่อตั้งของเจ้าเท่านั้น หากเจ้าไม่มีพลังนั้น เจ้าก็จะได้รู้ว่าเจ้าจะไปอยู่ในนรกขุมไหน” 



         “จากที่ข้าเห็น มันน่าเสียดายจริงๆที่เจ้ามีอายุถึงขนาดนี้ และน่าเสียดายเวลาที่เจ้าใช้ในการฝึกฝนไปเสียจริง เจ้ายังกล้าเรียกตัวเองว่า อดีตประมุขของหุบเขาเทพกระบี่อีกหรือ เจ้ามันก็แค่ขยะเก่าๆแค่นั้นแหละ.” จาง เทียนยี่ ไม่ได้หวาดกลัว เขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 



         “เจ้าเด็กเหลือขอ ในตอนนี้เจ้าก็ได้เพียงแค่พูดแค่นั้น ถ้าเจ้ากล้าพูดมากกว่านี้ แน่นอน ข้าจะสนองให้.” อดีตประมุขของหุบเขาเทพกระบี่ พูดขึ้น และจากนั้นก็มี กระบี่ยาว 3 ฟุตปรากฏขึ้นบนมือเขา 



หลังจากนั้นเขาก็สะบัดมัน และแสงจากกระบี่นั้นก็พุ่งเข้ายัง หน้าของจาง เทียนยี่ “ ฉึก “ มันได้แทงผ่านหน้าอกของจาง เทียนยี่เข้าไป 



         “ฮ่าๆ เจ้าแก่บัดซบ นี่คือทั้งหมดที่เจ้าได้รับมาหรือ มันไม่เห็นน่าตื่นเต้นอะไรเท่าไรเลย “ 



        “ข้าจะบอกอะไรให้นะ เจ้าควรรีบฆ่าข้าเสียดีกว่า มิเช่นนั้นเมื่อพลังของ มู่หรง เฟิง หมดไป เจ้าจะถูกข้าส่งไปนรกแน่นอน.” จาง เทียนยี่ ที่ถูกแทงเข้าไปที่หน้าอกนั้น ไม่ได้ร้องออกมาเลย เขาได้แต่หัวเราะและพูดออกมา 



ในตอนนั้นอดีตประมุขของหุบเขาเทพกระบี่ก็โกรธจัด เขาเล็งและแทงกระบี่เข้าไปที่ ตันเถียนของ จาง เทียนยี่ และพูดว่า “ เจ้าเด็กเหลือขอ ที่เจ้าพูดเช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำลายตันเถียนของเจ้า ดูสิว่าเจ้ายังจะพูดอะไรได้อีกหรือไม่.” 



         “เจ้าหุบเขากระบี่บัดซบ.” ในตอนนั้น ชูเฟิงก็ตะโกนขึ้นมา, “เจ้าก็เป็นได้แค่ตาแก่ไร้ยางอายเท่านั้น ในสายตาข้าเจ้าก็แค่สวมวิญญาณลิงโลดเต้นเมื่อได้ของใหม่ และด้วยพลังของผู้ก่อตั้งนั้น เจ้าถึงกับโอ้อวดถึงเพียงนี้เชียวหรือ” 



         “เจ้าจำได้ไหมว่า เจ้าเคยหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่ว และต้องกลิ้งบนพื้นดิน เจ้ายังจำได้หรือไม่ในตอนที่เจ้าต้องหนีจนไม่มีหนทางที่จะหนไปได้ปีนั้น” 



        “และ เพื่อหลบศัตรูของตระกูลเจ้า เจ้านั้นทำได้เพียงแค่แกล้งตาย เจ้าช่างไร้ยางอายเสียจริง!” 



        “อะไรนะ เจ้ากำลังพูดถึงความสามารถของเจ้าหรือ ฮ่า หลังจากบ่มเพาะมานับ 10 ปีเจ้าก็ก็ยังถูกศิษย์พี่จาง ของข้าเตะเยี่ยงหมาเหมือนเดิมมิใช่หรือ” 



         “ศิษย์พี่ จาง ท่านพูดถูกแล้ว เจ้านี่ก็เป็นได้แค่ขยะเก่าๆ น่าเสียดายเวลาที่เจ้าใช้ไปในการบ่มเพาะเสียจริง ใช้เวลาเสียนานแต่ก็แพ้ให้กับคนหนุ่มสาวที่บ่มเพาะเพียงไม่กี่ปี หรือว่าเจ้าใช้เวลาหลายปีนั้นใช้ชีวิตเยี่ยงหมางั้นหรือ” 



ชูเฟิง กล่าวดูถูกพร้อมทำท่างทางเยาะเย้ยอย่างหนัก ทำให้อดีตประมุขหุบเขาเทพกระบี่นั้นโกรธจนหน้ามั่ว มือของเขากำกระบี่แน่นและเล็งมาที่ชูเฟิง แล้วพูดว่า, “ชูเฟิง ตอนแรกข้าคิดว่าค่อยมาจัดการกับเจ้าทีหลัง แต่ข้ารู้แล้วว่าเจ้านั้นสมควรตายก่อน.” 



         “ดี ข้าก็รู้สึกคันๆแล้ว และไม่สามารถทนรอต่อไปได้แล้ว ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าจะแตะต้องตัวข้าได้ก็ลองดู แสดงให้ข้าเห็นซิว่าเจ้าจะฆ่าข้ายังไง.” ชูเฟิง หัวเราะเสียงดังแล้วพูดออกมา 



        “เจ้า เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าอย่างนั้นหรือ” เมื่อโดนเด็กดูถูก มันทำให้อดีตประมุขของหุบเขาเทพกระบี่รู้สึกเจ็บปวดและโกรธจัด 



         “ท่านพ่อ อย่าไปสนใจคำพูดไร้สาระของมันเลย เร็วเข้า ในตอนที่พลังของผู้ก่อตั้งยังเหลืออยู่ รีบฆ่าพวกมัน อย่าปล่อยให้พวกมันลวงท่านให้เต้นไปตามแผนของพวกมันได้.” ประมุข ของหุบเขาเทพกระบี่พูดขึ้นมา 



         “ถูกต้องแล้ว ฟังที่ลูกเจ้าพูด และรีบฆ่าพวกข้าซะ ไม่ต้องมากพิธี หากพลังของผุ้ก่อตั้งหมดแล้ว ศิษย์พี่จาง แค่หลับตาก็ฆ่าเจ้าได้แล้ว.” ชูเฟิงพูดดูถูก 



อดีตประมุขโกรธจัด เขาหันกลับมาแล้วตบหน้าลูกชายดังปัง และจากนั้นเขาก็พูดด้วยความโกรธว่า, “ หุบปาก ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้ามาสอนว่าข้าต้องทำอะไร ” 



          “ข้า…” ในตอนนั้นประมุขหุบเขาเทพกระบี่ ก็รู้สึกข้องใจแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เขาทำได้เพียงเดินถอยออกไปด้านข้าง 



และในที่สุดอดีตประมุขหุบเขาเทพกระบี่ก็หันมามองชูเฟิง อีกครั้ง เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัวและพูดว่า 



          “ชูเฟิง อย่าคิดว่าข้าไม่รู้กลลวงของเจ้า ที่เจ้าจะทำให้กล้าโกรธและทรมานเจ้า และเมื่อพลังของผู้ก่อตั้งหมดลงเจ้าก็จะสวนกลับข้าทันที?” 



         “หืม. คิดว่านี้เป็นกลลวงงั้นหรอ นั้นมันก็เรื่องของเจ้า?” 



         “ข้ารู้ว่าหนังเจ้าหนา และไม่กลัวการทรมาน แต่ว่า คนถัดไปจากเจ้าล่ะ เจ้าคิดว่าแม่นางจื่อหลิง จะทนการทรมานไหวอย่างนั้นหรือ” 



หลังจากพูดจบ อดีตประมุขก็พุ่งเข้าไปหาจื่อ หลิง และใช้มือของเขาจับไปที่กรามของจื่อ หลิง และพูดว่า 



         “โอ้, แม่นางคนนี้ช่างงดงามเสียจริง ข้าอยู่มานานหลายปีไม่เคยเจอสาวงามเช่นนี้มาก่อน ข้าอยากจะเห็นเมื่อหน้าที่งดงามนี้เต็มไปด้วยเลือดเสียจริง.” 



         “เจ้ากล้าหรือ” เมื่อเห็นเช่นนั้น ท่าทีของชูเฟิงเปลี่ยนไปอย่างมากตอนนี้ เขาไม่กลัวแม้กระทั่งสวรรค์ ความโกรฑของเขานั้น ประทุขึ้นมาอย่างรุนแรง 



เขาไม่เกรงกลัวเลยหาก อดีตประมุขหุบเขาเทพกระบี่จะทรมานเขา เขานั้นทนได้ไม่มีปัญหา แต่หากไปทรมานจื่อ หลิงแทนนั้นก็นั้นไม่สามารถที่จะทนได้ 



          “ฮ่าฮ่า เจ้าคิดว่าเข้าไม่กล้าหรือ” 



          “ข้าจะแสดงให้ดูว่าข้ากล้าหรือไม่” อดีตประมุขหัวเราะอย่างหนัก หลังจากนั้นเขาก็ได้สะบัดมือไปที่หน้าจื่อ หลิง ดังเพรี๊ยะ ทำให้เกิดรอยแดงบนใบหน้าของจื่อ หลิง

ReadMGA.blogspot.com
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
แปลโดยท่าน#ฮาย

A : ไอ้บ้านี้ อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องตายซะงั้น

B : ผิดเป็นครู แต่เห็นว่าครั้งหน้าคงจะไม่มีอีกแล้วล่ะ R.I.P หุบเขาเทพกระบี่

A : เร็วๆไปๆ . . . . .

B : หรอออออ