วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 466 - ความตายของรุ่นเยาว์


4 อสูรวิญญาณ ลอยอยู่บนอากาศ พวกมันล้วนสูงกว่า 10 เมตรและรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ การปรากฏตัวของพวกมันน่ากลัวราวกับปีศาจ พวกมันมีอาวุธที่แปลกประหลาดแต่มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งอยู่ ทั้ง 4 นั้นมาจากโลกวิญญาณภูติพราย



หลังจากที่ 4 อสูรวิญญาณนั้นปรากฏขึ้น ไม่เพียงแค่คนจากตระกูล เจีย เท่านั้น แม้แต่คนจากนิกายโลกวิญญาณต่างก็กลัวพวกมัน



พวกเขากลัวเพราะกลิ่นอายของ 4 อสูรวิญญาณที่แสดงออกมานั้น อยู่ในระดับ 6 อาณาจักรสวรรค์ มีคนน้อยมากที่มีความแข็งแกร่งในระดับนี้ พลังของมันนั้นอยู่ในระดับเดียวกันบรรพบุรุษของ 4 มหาอำนาจ และ เจีย ฉิงเผิงเลยทีเดียว



นอกจากนี้อสูรวิญญาณนั้น มีความพิเศษเหนือกว่ามนุษย์ปกติ ในด้านกลิ่นอายของพวกมันนั้นรุนแรงกว่า บรรพบุรุษทั้ง 4 ของมหาอำนาจมาก



และ กู่ เทียนเซิน สามารถเรียกพวกมันออกมาได้ พลังของพวกมันนั้นทำให้ผู้คนต่างตกใจในพลังของ ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณ



       “หากเป็น ผู้เชื่อมต่อระดับฟ้าปกติ สามารถทำพันธสัญญากับอสูรวิญญาณได้เพียว 3 ตนเท่านั้น แต่ กู่ เทียนเฉินกับทำได้ถึง 4 ตน เขาแข็งแกร่งจริงๆ เช่นเดียวกับ เจีย ฉือ ที่ใกล้จะกลายเป็นผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณชุดม่วงเต็มทีแล้ว.” จื่อ หลิง พูด 



       “4 อสูรวิญญาณ และ พวกมันทั้งหมดนั้นอยุ่ในระดับ 6 อาณาจักรสวรรค์ ไม่ใช่ว่ามันแข็งแกร่งไปอย่างนั้นหรือ ที่เขาบอกว่าการเป็นผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณนั้นคือเรื่องที่น่าประทับใจในวันนี้นั้นข้าได้เห็นแล้วว่ามันคือความจริง.”



ใบหน้าของจาน เทียนยี่เต็มไปด้วย ความชื่นชม นี่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพลังของอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่ง และ เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นพลังที่ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณมี



        “นี่ก็แค่เล็กน้อย มีข่าวลือบอกว่า ผู้เชื่อมต่อนั้นสามารถสร้างกองทัพอสูรวิญญาณของตนขึ้นมาได้เลย.”



       “แม้ว่าปกติแล้วผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณนั้น จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว และแม้มหาอำนาจที่แข็งแกร่งหรือสำนักที่มีชื่อเสียงคนานับ ก็ไม่สามารถต้าน ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณได้.” ชู เฟิงพูด



เขาเคยฟังมันมาจากต้านต้าน อย่างไรก็ตามจำนวนของผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณที่มีอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งนั้นสามารถนับได้เลย ในโลกนี้ ผู้เชื่อมต่อที่แข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างกองทัพของตนได้



เมื่อฟังที่ชูเฟิงพูด จาง เทียนยี่ และจื่อ หลิงก็กลืนน้ำลาย และเกิดความขื่นชมบนใบหน้าของพวกเขา



1 ผู้เชื่อมต่อ สามารถแบกรับ กองทัพอสูรวิญญษณได้อย่างนั้นหรือ เขานั้นแข็งแกร่งเพียงไหนกัน นี่คือวิธีที่เขาโหยหามานาน แต่เขาไม่สามารถทำได้ถ้าเขาไม่มีอำนาจวิญญาณ และโชคชะตานั้นก็ไม่ได้ให้เขาได้ทำอย่างนั้น เขาจึงทำได้เพียงแค่ชื่นชม



ไม่เพียงแค่ จาง เทียนยี่ แต่ จื่อ หลิงก็รู้สึกแปลกใจมื่อฟังคำพูดของชูเฟิง



เพราะเมื่อเธอคิดถึงภาพนั้น ภาพที่ผู้เชื่อมต่อโลกวิญญาณลอยอยู่บนฟ้า และสั่งการอสูรวิญญาณของเขา



แต่จื่อ หลิง ก็รู้ดีว่า กองทัพอสูรวิญญาณนั้น ก็มีความแตกต่างในตัวของมันเช่นกัน



เรื่องความแตกต่าง พลังของอสูรวิญญาณจากโลกวิญญาณอื่นนั้น จะเทียบกับ อสูรวิญญาณจากโลกวิญญาณอสูรฟ้าได้



ดังนั้น เธอจึงคิดภาพที่ ด้านหลังของชูเฟิง นั้นเต็มไปด้วยกองทัพอสูรฟ้า มันทำให้เธอได้แต่ชื่นชม



*ตู้ม*



ในตอนนั้น ทั้ง 3 ก็ตื่นขึ้นจากห้วงความคิด 4 อสูรวิญญาณ ของ กู่ เทียนเซิน เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อย่างไรก็ตามคู่ต่อสู้ของพวกมันนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น อสูรวิญญาณ.



ทั้ง4 นั้นมีรูปร่างคล้ายกับ สัตว์ยักษ์ พวกมันมาจากโลกวิญญาณ สัตว์อสูร ความแข็งแกร่งของพวกมันนั้นไม่แพ้ อสูรวิญญาณของ กู่ เทียนเซินเลย พวกมันนั้นถูกเรียกออกมาโดย เจีย ฉือ 



ในตอนนั้น เจีย ฉือได้ลอยขึ้นไปบนฟ้า และยืนอยู่บนอากาศ เขามองกู่ เทียนเซิน ด้วยรอยยิ้ม และพูดว่า “กู่ เทียนเซิน เมื่อตอนที่เจ้าเปิดประตูโลกวิญญาณนั้น เจ้าล้าหลังข้าไปหลายวัน นี่ไม่ได้หมายความว่าพรสวรรค์ของเจ้านั้นด้อยกว่าข้าอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นในวันนี้ เจ้าจะข้าฆ่าได้อย่างไร”



       “เจีย ฉือ เจ้ายังชอบดูถูกคนอื่นเหมือนเดิมเลยสินะ นิกายของข้าและตระกูลของเจ้าก็เป็นเพียงที่พึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเจ้าต้องการตัดสินแพ้ชนะ นั่นหมายถึงความเป็นและความตาย



       “จนถึงตอนนี้ ผ่านไปร้อยปี เจ้าและข้านั้นได้อยู่จุดที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วไม่สามารถแกร่งไปกว่านี้ได้แล้ว จากรุ่นเยาว์เป็นผู้อาวุโสยุคของพวกเรากำลังจะจบไปและมีความสุขได้เพียงไม่กี่ปีที่เหลือเท่านั้น.”



        “แต่เจ้าก็ยังโง่ โจมตีนิกายของข้า เจ้าก็เห็นแล้วนี่ ตอนที่ข้ายังไม่ออกมาเจ้ายังไม่สามารถจัดการกับนิกายของข้าได้เลย.”



        “เจ้านั่นเป็นภัยร้ายสำหรับนิกายของข้า เพื่อความสงบสุขของนิกายของข้า วันนี้ข้าจะกำจัดเจ้าซะ.” กู่ เทียนเฉิน ตะโกนเสียงดัง



       “ฮ่าฮ่าฮ๋า กู่ เทียนเซิน เจ้าจะจัดการข้าหรือ ด้วยพลังของเจ้าอย่างนั้นหรือ เมื่อก่อนเจ้าไม่สามารถเอาชนะข้าได้ยังไง บัดนี้เจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะข้าได้อย่างนั้น แม้ว่าจะพยายามเท่าไหร่คนชนะก็คือข้าผู้นี้.”



        “นอกจากนี้ ก็จะบอกอะไรให้ เจ้านั้นมาช้าเกินไปเสียแล้ว.”



        “ในตอนที่เจ้ากำลังฝึกฝนอยู่นั้น นิกายของเจ้าก็ได้ใช้รูปแบบวิญญาณส่งคนรุ่นเยาว์ของเจ้าออกไปจากนิกายเพราะต้องการให้พวกเขาหนีไป.”



         “แต่ในตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่า พวกนั้นได้ตกอยู่ในมือข้าแล้ว ดังนั้น วันนี้คนที่โดดเด่นจากรุ่นเยาว์ของนิกายเจ้าต้องตายทั้งหมด!”



        “หากไม่มี รุ่นเยาว์ของนิกาย นิกายของเจ้าก็อ่อนแอกว่าตระกูลของข้าอีกนับ สิบปี ต่อให้ข้าไม่สามารถทำลายนิกายเจ้าได้วันนี้ ยังไงนิกายของเจ้าก็ต้องแพ้ให้กับตระกูล เจียของข้าอยู่ดี.” เจีย ฉือ หัวเราะเสียงดัง



เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้อาวุโสและประมุขนิกายโลกวิญญาณก็หน้าเปลี่ยนสีทันที ตอนนี้หน้าของเขานั้นราวกับเต็มไปด้วยขี้เถ้า บางคนนั้นถึงกับเข่าอ่อนและหมดสติไปในทันที



แม้แต่ กู่ เทียนเฉินก็ขมวดคิ้วแน่น สายตาของเขานั้นเกิดประกายบางอย่าง 



เพราะที่ เจีย ฉือ พูดคือ พลังของคนรุ่นเยาวน์นั้นสามารถกำหนดอนาคตของสมาคมได้ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับรุ่นเยาว์ของเขานั้น ไม่เพียงมีผลกระทบต่อการพัฒนาในอนาคตของสมาคมของเขา แต่มันยังยากที่จะสามารถกู้คืนอีกด้วย



       “เจีย ฉือ อย่าพูดอะไรพล่อยๆ รูปแบบขนส่งของนิกายโลกวิญญษณของข้านั้นเกิดจากความพยายามของผู้เชี่ยวชาญของรุ่นก่อน เจ้าสามารถคำนวนถึงจุดหมายนั้นได้หรือ” ผู้อาวุโสของนิกายโลกวิญญาณนั้นไม่เชื่อคำพูดของเจีย ฉือ ก็พูดขึ้นมา.



        “ข้าพูดพล่อยๆ หรือ แหกตาของเจ้า และดูให้ดี ทำไมเจ้าสำนักทั้ง 4 นั้นไม่ได้อยุ่ในกองทัพของเขา พวกเขาไปไหนกัน พวกเจ้าคิดไม่ออกอย่างนั้นหรือ”



        “กู่ เทียนเฉิน ดูสิว่าข้าเจีย ฉือ สามารถคำนวณถึงความสามารถของรูปแบบขนส่งของนิกายของเจ้าได้หรือไม่!” เจีย ฉือ พูดแล้วก็หัวเราะดังลั่น ราวกับเขาได้กุมชัยชนะไว้แล้ว

ReadMGA.blogspot.com
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
แปลโดยคุณ#Haridsada Karakete

A : อ่อ คนของพวกเอ็งไปไหนงั้นหรอ ก็ไปโลกหน้าแล้วยังไง

B : พวกพี่เฟิง เราเก็บเรียบไปหมดแหละ ไม่รู้เรื่องจริงแท้ๆ เสือกเอาไปป่าวประกาศ เด๋วได้หน้าแหก!!!

A : มารอดูสภาพหน้าของพวกมันกันดีกว่า ว่าพวกมันจะทำหน้ายังไงเมื่อรู้ความจริง