วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 490 - เปลวไฟปลุกคลุมทั่วท้องฟ้า


สะเก็ดหิน สีฟ้านี่วิเศษมาก แม้จะมีไม่มากแต่มันก็ช่วยพวกเขาได้ยกระดับพลังขึ้นแน่นอน เขาจึงเริ่มที่จะกลั่นมัน



ชูเฟิงลองคิดดูแล้วถ้าเป็นคนปกติ อาจจะไม่สามารถกลั่นสะเก็ดหินนี่ได้ อย่างไรก็ตามสำหรับเขาแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร



ด้วยเวลาแค่ 2 ชั่วโมง ชูเฟิงนั้นสามารถกลั่นหินได้สำเร็จ ที่แปลกที่สุดคือไม่ว่าจะเป็นพลังที่บ้าคลั่งหรือพลังสวรรค์จากหิน ทั้งหมดล้วนแต่ถูกดูดซับไว้โดย สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อยุ๋ในตันเถียนเขา



มันแปลกมากเพราะไม่ไช่วิธีกลั่นแบบปกติ สำหรับชูเฟิงแล้วการบ่มเพาะนั้นมันแปลกประหลาดมาก นี่เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายเขา



แต่หลังจากกลั่นพลังจากสะเก็ดหินแล้ว ชูเฟิง ก็ทะลวงเข้าไปยังระดับ 8 แก่นแท้วิญญาณ และในตอนนั้นชูเฟิงยังไม่ได้กลั่น ลูกแก้วแก่นแท้เลย



ราชันย์วานร ได้ให้ลูกแก้วแก่นแท้กับชูเฟิงมา 30 ล้านเม็ด แต่ชูเฟิงก็รู้ว่า30ล้านเม็ดนั้นไม่ใช่จำนวนที่พอสำหรับเขา เขาจึงต้องหามันเพิ่มขึ้น ถ้าหากเขาต้องการบ่มเพาะ



ดังนั้น เขาจึงให้ หลี่ จางฉิงไป 10 ล้านเม็ด เพื่อพัฒนาสำนักมังกรฟ้า เพราะหลังจากนี้เขาอาจจะต้องทวีปนี้และเดินทางไปยังภูมิภาคทะเลตะวันออก



เขาจึงยังไม่ได้บ่มเพาะ 20 ล้านเม็ดที่เหลือ แต่เก็บไว้ที่ตัวก่อน



สะเก็ดหินฟ้านั้น ได้ยกระดับพลังของชูเฟิงขึ้นไปที่ 8 แก่นแท้วิญญาณ โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆต่อเขา นอกจากนี้หลังจากทะลวงขึ้นไปแล้ว ยังมีพลังบางส่วนสะสมอยู่ในตันเถียนเขา นั่นหมายความว่า เจ้าสะเก็ดหินสีฟ้านี้ไม่ธรรมดาแน่นอน



       “ขอบคุณมาก ท่านผู้อาวุโส.”



       “ตราบใดที่ข้า ชูเฟิงยังมีลมหายใจ ข้าจะช่วยให้สำนักไร้ตัวตนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเจริญรุ่งเรืองตามที่ท่านคาดหวัง”



หลังจาก ยกระดับการบ่มเพาะของเขา เขาจึงใช้รูปแบบวิญญาณครอบคลุมโรงศพไว้ และเขาก็ได้จารึกคำบางอย่างไว้บนโรงศพนั่น เขาเขียนมันว่า ค้งชู เซินเหริน เพื่อเป็นเกียรติให้กับเขา 



หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องนั้น ชูเฟิงก็ออกจากห้องลับ และหลังจากปิดประตู เขาก็เดินออกจากหอคอยไร้ตัวตนทันที



หลังจาก ชูเฟิงเดินออกจากหอคอยไร้ตัวตน สำนักไร้ตัวตนก็จัดงานเลี้ยงเสร็จพอดี ดังนั้นชูเฟิงและคนอื่นๆ จึงมองหาที่นั่งของพวกเขา



เพราะตัวตน ของชูเฟิง จึงไม่มีใครกล้าถามชูเฟิงว่า เขาไปทำอะไรที่หอคอยไร้ตัวตน แต่ทางจื่อ หลิงเธอรู้เรื่องชูเฟิง จึงกระซิบถามที่หูเขา “ เป็นไงบ้าง สำเร็จแล้วหรือ “



      “ลองตรวจดูสิ.” ชูเฟิงยิ้มและจับมือจื่อ หลิง และได้ปล่อยกลิ่นอายออกมาเบาๆใส่มือของจื่อ หลิง



      “เจ้า ทะลวงผ่านแล้วหรือ” เมื่อรับรู้ถึง กลิ่นอายระดับ 8 แก่นแท้วิญญาณได้ จื่อ หลิงนั้นก็ต้องตกใจในทันที



ถ้าชูเฟิง อยู่ในระดับ 8 แก่นแท้วิญญาณเมื่อปีที่แล้ว เธออาจจะไม่ตกใจถึงเพียงนี้ แต่เป็นเพราะเธอรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชูเฟิงหลายอย่าง และหลังจากรู้วิธีการบ่มเพาะของชูเฟิงนั้น มันทำให้เธอตกใจมาก



เมื่อคิดกลับไปในตอนแรก ในการทะลวงจากระดับไปยังระดับ 7 ของชูเฟิงนั้น แน่นอนต้องแลกมาด้วยทรัพยากรจำนวนมาก ดังนั้น จื่อ หลิงจึงเข้าใจว่า ถ้าชูเฟิงต้องการทะลวงอีกครั้ง มันก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น และตอนนี้เขาได้ทะลวงไปแล้ว นั่นหมายความว่า ชูเฟิงต้องได้อะไรดีดีบางอย่างมา



      “ค้งชู เซินเหริน คงอยู่ที่นั่น เขาไม่ได้ออกจากหอคอยไร้ตัวตนเลย เขานั้นเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับสำนัก เค้าได้เห็นข้าปกป้องสำนักของเขา เขาจึงได้ตอบแทนกลับมา และเพราะข้าความกังวลนับพันปีของเขาจึงสลายไป.”



     “สิ่งเหล่านั้น ถ้าให้กับคนทั่วๆไปพวกเขาคงไม่สามารถบ่มเพาะได้โดยตรง แต่ข้าแตกต่างจากคนทั่วๆไปเนื่องจากข้าสามารถบ่มเพาะพลังจากมันได้ทันที.” ชูเฟิง กระซิบตอบจื่อ หลิง



หลังจากที่ได้ยินจื่อ หลิงก็มีความสุขมาก ใบหน้าเล็กๆของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตั้งแต่ต้นจนจบ เธอนั้นยิ้มตลอด เธอรู้สึกมีความสุขไปกับชูเฟิงมาก



หลังจากอาหารมาเสริฟ งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น มันคืองานเลี้ยงที่จัดขึ้นขอบคุณชูเฟิงและคนอื่นๆ มันอาจบอกได้ว่า สำนัก# 2 อย่างสำนักไร้ตัวตนนั้น ตอบแทนที่พวกเขาอย่างสุดความสามารถ



อาหารแต่ละจานนั้นไม่ใช่อาหารทั่วไป พวกมันทำด้วยทรัพยากรแบบพิเศษ เช่น ยาห้วงวิญญาณ ยากำเนิด และมีแม้แต่ ยาแก่นแท้วิญญาณ ที่เป็นส่วนผสม พวกมันจึงช่วยในเรื่องการบ่มเพาะเป็นอย่างมาก



แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะไม่ค่อยส่งผลต่อพวกชูเฟิง แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของ สำนักไร้ตัวตน



และนั่นเป็นเพราะตัวตนของแต่ละคนนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น คนที่อยู่บนโต๊ะของชูเฟิงในตอนนี้มี ชูเฟิง จื่อ หลิง จาง เทียนยี่ ฉี เฟิงหยาง รองประมุขนิกายโลกวิญญาณ และแม้กระทั่ง เจียง เฮิงหยวนที่อยู่ในหุบเขาร้อยโค้งก็มา



ในตอนนั้นชูเฟิง กับคนอื่นๆ ก็รับรู้แล้วว่า เจียง เฮิงหยวนคือแม่ทัพจากราชวงศ์เจียง ระดับการบ่มเพาะของเขาอยู่ที่ระดับ 7 อาณาจักรสวรรค์ และราชวงศ์เจียง ยังช่วยชูเฟิงฟื้นฟูสำนักมังกรฟ้าอีกด้วย



เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่กลุ่มนี้ คนจากสำนักไร้ตัวตนสงบเสงี่ยมมาก เพราะพวกเขากลัวพูดอะไรไม่เข้าหู พวกชูเฟิง พวกเขานั้นยังไม่อยากรู้จักกับความตายเลยไม่กล้าพูดใดๆ



ในตอนนั้น ชูเฟิงก็เลยถือโอกาสทำตัวเป็นสะพานเชื่อมต่อในการพูดคุยกับผู้คน และผลที่ได้นั้นดีมาก พวกเขาเริ่มกล้าคุยกับชูเฟิง และคุยกันจนกระทั้งพระอาทิตย์ตกดิน



แต่เมื่อเวลาดำเนินมาถึงช่วงดึกแล้วบนท้องฟ้านั้นก็เต็มไปด้วยดาว แล้วอยู่ดีดีท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวนั้นก็เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าที่ราวกับตะวันตกดิน



       “พวกท่านรีบดูนี่เร็ว บนท้องฟ้ามีแสงบางอย่างอยู่” 1 ใน ผู้อาวุโสสำนักไร้ตัวตนเห็นภาพนี้และพูดด้วยเสียงตกใจ



      “นี่มัน!!!”



เมื่อชูเฟิงและคนอื่นๆ มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ตาของพวกเขาก็ต้องเบิกกว้างทันที



พวกเขาตกใจมากเมื่อพบว่า ท้องฟ้านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง มันเป็นท้องฟ้าเหมือนกับตะวันกำลังตกดิน สักพักเขาก็สังเกตุได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง เพราะว่าแสงพวกนั้นมันเคลื่อนที่ได้ และกำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขา



ในที่สุด ชูเฟิงและคนอื่นๆก็เห็นได้ชัดว่า มันคือลูกไฟขนาดใหญ่ ที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า มันทำให้ท้องฟ้ามีสีแดงราวกับถูกเผาและสว่างถึงพื้นดิน



       “สวรรค์ มันคืออะไรกัน” ในตอนนั้น ใบหน้าของทุกคนก็ต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนจากสำนักไร้ตัวตนนั้น เริ่มกรีดร้องด้วยความกลัวแล้ว



มันเป็นเพราะภาพที่เห็นบนท้องฟ้านั้นน่ากลัวมาก และพวกเขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรพวกเขาจึงกลัวมันมาก



       “นี่มันไม่ดีแล้ว มันกำลังมุ่งหน้ามาทางเรา!” ทันใดนั้นก็มีเสียงคนพูดขึ้นมา และนั่นทำให้สำนักไร้ตัวตนนั้นตกอยู่ในความโกลาหล



มันเป็นเพราะ เปลวไฟที่ปกคลุมท้องฟ้านั่นกำลังพุ่งตรงมายังสำนักไร้ตัวตน ก่อนที่มันจะเข้ามาใกล้นั้น หุบเขาไร้ตัวตนก็สว่างราวกับเป็นตอนกลางวัน ซึ่งทุกๆคนต่างก็รู้สึกถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น



      “ทุกคนอย่างวิตก หยุดนิ่งๆอย่าได้เคลื่อนไหว ” ในตอนนั้น เจียง เฮิงหยวนที่มีระดับพลังมากที่สุดก็พูดขึ้น เสียงของเขานั้นดังกังวานไปทั่วด้านหน้าและในสำนักไร้ตัวตน ทำให้ผู้อาวุโสและศิษย์ที่กำลังตื่นตระหนกอยู่ล้มลงไป



อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะทำให้ผู้คนนั้นสงบลงแล้ว แต่ตัวเขาเองก็ต้องขมวดคิ้วแน่น ในดวงตาของเขาเกิดประกายบางอย่างที่บ่งบอกว่าเรื่องนี้นั้นไม่ใช่เรื่องดีแล้ว แม้แต่เขาก็รู้สึกกลัวเปลวไฟที่กำลังเข้ามาเหมือนกับคนอื่นๆ


ReadMGA.blogspor.com
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
แปลโดยท่าน#ฮายย

A : มืงไม่ต้องตอบแทนมันหรอก มันเอาวิญญาณบรรพบุรุษมืงไปเรียบร้อยและ

B : นั้นมันเป็นความสมัครใจของบรรพบุรุษสำนักไร้ตัวตนเอง ยังไงวิญญาณมันก็จะดับสลายอยู่แล้ว สู้มาเป็นพลังให้กับชูเฟิงแล้วให้ชูเฟิงคอยดูแลสำนักให้จะดีกว่า

A : เออว่ะ!!! ก็จริง อย่างที่ว่า กำขี้ ดีกว่ากำตด

B : แต่กูขอกำตด ดีกว่าให้กูกำขี้!!!