วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 507 – สาร์นจากราชวงศ์


ในขณะนี้อสูรราชันย์วานรได้กำลังช่วยคืนชีพให้กับผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้าอยู่นั้น มันก็ทำให้ตัวเขาเองนั้นรู้สึกเบื่อและเซ็งมากเพราะว่าการที่จะสำเร็จพิธีนั้นมันจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมากอย่างน้อย ๆ ก็หนึ่งเดือน



ซึ่งเกี่ยวกับความลำบากนี้นั้นชูเฟิงก็ทำได้แค่เพียงต้องทำความเข้าใจกับมันเพราะด้วยทักษะจิตวิญญาณของชูเฟิงนั้นมันไม่สามารถที่จะช่วยอะไรพวกเขาได้เลย



ในขณะที่อสูรราชันย์วานรกำลังยุ่งอยู่กับวิธีการคืนชีพของผู้ก่อตั้งมังกรฟ้าอยู่นั้นชูเฟิงก็ได้เดินมายังเบื่องหน้าของการก่อจิตวิญญาณปิดผนึก ซู่รู่ และ ซู่เหม่ย



       “พวกเจ้าทั้งสอง…ในช่วงเวลาสองปีที่พวกเจ้าได้หลับไปนั้นพวกเจ้ารู้ไหมว่าข้านั้นคิดถึงพวกเจ้ามากแค่ไหน? ทั้งรอยยิ้มและน้ำเสียงของพวกเจ้านั้นข้าชั่งคิดถึงมันเหลือเกิน.”



ชูเฟิงนั่งอยู่ในด้านหน้าของการก่อจิตวิญญาณปิดผนึก เขานั่งแล้วมองไปยังความงามทั้งสองที่ถูกผนึกเอาไว้ในการก่อตัวจิตวิญญาณและในมุมปากของเขานั้นก็อดไม่ได้ที่จะต้องแสดงรอยยิ้มอันเงียบสงบออกมา



เป็นเวลานานมากแล้วที่ตั้งแต่ อสูรราชันย์วานรได้ช่วย ซู่รู่ และ ซู่เหม่ย เอาไว้ด้วยการผสมผสานไข่มุกไฟและน้ำแข็งเข้าไปในร่างกายของพวกเขาทั้งสอง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาทั้งสองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว



ในตอนแรกชูเฟิงนั้นรู้สึกค่อนข้างที่จะเป็นห่วงและเป็นกังวล, แต่ภายในระยะเวลาไม่นานนักความกังวลต่าง ๆ นา ๆ ของเขาก็ได้หายไปจนหมดสิ้นพร้อมกับถูกแทนที่ด้วยความสุขที่หาเปรียบมิได้จนน่าแปลกใจ



มันเป็นเพราะว่า ซู่รู่ และ ซู่เหม่ย นั้นไม่ได้เพียงแค่หลับลึกอย่างเดียวเท่านั้น แต่สภาพร่างกายของพวกเธอนั้นยังค่อย ๆ ได้รับการฝืนตัวมากขึ้นอีกด้วยจากเดิมที่ใบหน้าดูขาวซีดแต่ในตอนนี้ก็เริ่มที่จะแดงขึ้นและแดงขึ้นจนอาจกล่าวได้ว่าชั่งแตกต่างจากแต่ก่อนยิ่งนัก แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติอย่างแน่นอนแต่ว่าการที่มันได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนั้นมันจะต้องเป็นผลของไข่มุกที่ได้ผสานเข้าไปในร่างกายของพวกเธออย่างแน่นอน



แต่สิ่งที่ทำให้ชูเฟิงมีความสุขมากยิ่งไปกว่านั้นก็คือพวกเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่นอนหลับลึกเท่านั้น แต่ระดับพลังวิญญาณของพวกเขาก็ยังได้ยกจนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วยซึ่งในตอนนี้ ซู่รู่ ได้อยู่ในระดับที่ 6 แดนแก่นแท้ส่วน ซู่เหม่ย นั้นอยู่ในระดับที่ 5 ของแดนแก่นแท้



ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองนั้นได้มีวิธีการเพิ่มพลังวิญญาณของตัวเองอย่างรวดเร็วแล้วอยู่ไม่ห่างไกลจากชูเฟิงมากนัก โดยที่พวกเธอทั้งสองนั้นยังไม่รู้ตัว ต้องรู้เหตุผลก่อนว่าการที่ชุเฟิงได้มีพลังวิญญาณมาถึงระดับนี้ได้นั้นคือเขาต้องผ่านอะไรมามากมายหลายอย่างและยังต้องใช้ทรัพยากรอีกเป็นจำนวนมากกว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ มันอาจกล่าวได้ว่าเขานั้นได้สูญเสียทรัพยากรไปมากจริง ๆ 



เพียงแต่สองสาวนั้นกับพบความโชคดีในหมู่ความโชคร้าย เขาทั้งสองได้หลับลึกไปสองปีและพลังระดับพลังวิญญาณก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และนอกจากนี้มันยังเห็นได้ชัดว่าระดับพลังของพวกเธอนั้นยังคงเพิ่มขึ้นได้อีกโดยไม่มีขีดจำกัด และมันอาจเป็นไปได้ว่าในตอนที่พวกเธอทั้งสองได้ฟื้นขึ้นอาจอยู่ในแดนสวรรค์วิญญาณก็เป็นได้



พูดตรง ๆ เมื่อหันหน้าไปทางสถานการณ์เช่นนี้ชูเฟิงยังคงมีความรู้สึกเสียใจอยู่บ้างแต่ว่าเขานั้นกับมีความชื่นชมและมีความสุขเสียมากกว่า เพราะหลังจากที่ ซู่รู่ และ ซู่เหม่ย นั้นเป็นคนรักของเขาการที่พวกเธอได้มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่เธอก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้นและยังสามารถปกป้องตัวเองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้มีหรือที่ชูเฟิงจะต้องมานั่งเสียใจ



       “ถ้าราชวงศ์เจียงสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัตินี้ไปได้ล่ะก็ในเวลาที่พวกเจ้าได้ลืมตาตื่นขึ้นข้าสัญญาว่าข้านั้นจะพาพวกเจ้าไปยังทะเลตะวันออกกับข้าด้วย และหลังจากที่พวกเจ้าทั้งสองได้มีไข่มุกผสานอยู่ในร่างกายมันก็สมควรที่พวกเจ้าจะได้เรียนรู้วิธีที่จะใช้พวกมันจากที่นั้น”



ชูเฟิงได้วางแผนเอาไว้แล้วอย่างเรียบร้อยว่าหลังจากที่ ซู่รู่ และ ซู่เหม่ย ได้ตื่นขึ้นมานั้นเขาจะพาพวกเธอทั้งสองไปยังทะเลภาคตะวันออกและนำพวกเธอเข้าไปในสำนักสี่คาบสมุทรพร้อมกับ เจียง หวู่ฉาง และ จาง เทียนยี



และถ้าหากพวกเขาทั้งสองได้เข้าร่วมกับสำนักสี่คาบสมุทรมันย่อมเป็นที่แน่นอนว่าพวกเขาจะมีการพัฒนาในด้านของความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นและยังมีที่ให้คอยพักพิงรวมไปถึงความปลอดภัยของพวกเขา



แต่สำหรับชูเฟิงเองนั้นเขาต้องการเพียงแค่จะเข้าไปยังสำนักสี่สมุทรเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพราะว่าเขานั้นยังมีความต้องการที่จะต้องเพิ่มระดับพลังวิญญาณของตัวเองอย่างรวดเร็วและการที่เขาจะทำแบบนั้นได้นั้นเขาจำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก



และเมื่อการเดินทางเพื่อค้นหาทรัพยากรอันมีค่ามาเพิ่มพลังวิญญาณของเขานั้นได้เริ่มขึ้นมันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงในการสร้างศัตรู ฉะนั้นแล้วเมื่อเขาได้เริ่มผจญภัยในทะเลตะวันออกเมื่อไหร่เขาก็จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเขานั้นได้มีมิตรสหายอยู่ ฉะนั้นแล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เขานั้นต้องการที่จะมาหา จาง เทียนยี เจียง หวู่ฉาง และคนอื่น ๆ เขาก็ต้องแอบมาหากันอย่างลับ ๆ ในมุมมืดเพราะว่าเขานั้นไม่ต้องการให้ศัตรูของเขาได้รับรู้และมารุกรานพวกเขาในอนาคตเพื่อชำระหนี้แค้น



        “ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าสิ่งนี้มันจะส่งผลเช่นไร”



ทันใดนั้นชูเฟิงจึงได้หยิบขวดหยกที่บรรจุแก่นแท้อำนาจจิตวิญญาณเอาไว้ออกมา แม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าสิ่งสิ่งนี้นั้นมันได้ถูกตราหน้าว่าเป็นวัตถุอันตรายไม่สามารถกลั่นออกมาเป็นพลังงานได้ แต่ว่าสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายของชูเฟิงนั้นมันสามารถแดกได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นพลังงานใด ๆ ก็ตาม ตราบใดที่มันยังเป็นพลังงานของโลกใบนี้มันก็สามารถที่จะดูดซับได้หมด



ดังนั้นชูเฟิงจึงได้เปิดจุกขวดหยกออกแล้วเทแก่นแท้อำนาจจิตวิญญาณลงมาบนมือของเขาและเลียมัน และในทันทีที่ปลายลิ้นของเขาได้สัมผัสมันก็ให้ความรู้สึกราวกับมีบางสิ่งบางอย่างได้เกิดการระเบิดขึ้นในปากของเขา 



       “อึ!”



ในทันทีที่ชูเฟิงได้รู้สึกมันราวกับว่าเหมือนมีกลุ่มควันบางอย่างอยู่ในปากของเขา เขาได้ปิดปากของตัวเองแน่นแล้วกลืนมันลงไป



ในขณะที่มันได้ถูกกลืนลงไปในรำคอของชูเฟิงมันก็ได้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงมันพยายามที่จะทำลายร่างกายของชูเฟิงจากภายใน แต่ไม่ว่ายังใงก็ตามในทันทีที่มันกำลังจะมีปฏิกิริยามันก็ได้ถูกดูดกลืนโดย ดันเถียน ของชูเฟิงเสียก่อน กลุ่มควันที่บ้าคลั่งเหล่านั้นได้ถูกดูดกลืนไปจนหมดสิ้นโดย ดันเถียน ของชูเฟิง



และในขณะเดียวก็ก็ได้มีเสียงเคี้ยวขนมดังมาจากใน ดันเถียน ของเขา



ในขณะนั้นชูเฟิงได้รู้สึกดีใจออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดถึงแม้ว่าเขาจะได้คาดหวังเอาไว้แล้วก็ตามว่าดันเถียนของเขานั้นสามารถที่จะดูดซับแก่นแท้ของอำนาจพลังวิญญาณได้ แต่ถึงอย่างนั้นชูเฟิงก็ยังรู้สึกดีใจอยู่ดี พลังสายงานฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในดันเถียนของเขานั้นได้ดูดซับมันไปจนหมดและก็ยังไม่เกิดผลกระทบใด ๆ ตามมาทั้งนั้นแถมชูเฟิงยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของเขาที่มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว



เพียงแค่เศษส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแก่นแท้อำนาจพลังวิญญาณที่ชูเฟิงได้กลืนมันเข้าไปนั้นถึงกับทำให้ระดับพลังวิญญาณของเขานั้นก้าวข้ามไปสู่ระดับที่ 9 ของแดนแก่นแท้วิญญาณ



      “คิดไว้ไม่มีผิดว่าแก่นแท้ของอำนาจพลังวิญญาณนั้นมันจะต้องเป็นสมบัติอันล้ำค่า นี่ขนาดมีเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นยังสามารถเพิ่มระดับพลังวิญญาณขึ้นมาได้ถึงหนึ่งระดับ ถ้าหากว่าข้ามีมันมากกว่านี้ล่ะก็มันจะต้องช่วยทำให้ข้ามีความหวังในการตัดผ่านไปยังเขตแดนสวรรค์เป็นแน่” ชูเฟิงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก



เขานั้นไม่ได้ดีใจเพียงแค่เขาสามารถดูดซับพลังงานของแก่นแท้อำนาจพลังวิญญาณได้เท่านั้น แต่ที่เขารู้สึกดีใจและมีความสุขกับมันจริง ๆ นั้นก็คือพลังสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในดันเถียนของเขา เพราะว่านี่มันได้กลายเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าไม่ว่าจะเป็นพลังงานแบบไหนก็ตามที่เป็นอันตรายต่อผู้คนแต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นอันตรายต่อเขา ฉะนั้นแล้วสำหรับชูเฟิงของเหล่านี้นั้นมันก็เปรียบได้ดั่งกับสมบัติและทรัพยากรที่มีค่าเพราะว่าเขานั้นสามารถที่จะดูดซับมันได้ทั้งหมด



       “ฮ่า ๆ ชูเฟิงข้าบอกเจ้าแล้วว่าเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลเพราะเรื่องทรัพยากรบนโลกนี้น่ะมันยังทรัพยากรอีกมากมายที่สามารถทำให้เจ้าดูดซับได้อย่างไม่รู้จบ”



       “ตอนนี้เจ้าเชื่อข้าแล้วหรือไม่? ยังมีพลังงานแบบเดียวกันเช่นแก่นแท้ของอำนาจพลังวิญญาณอยู่อีกมากมายบนโลกใบนี้ เมื่อเทียบกับมุมมองคนปกติแล้วนั้นมันจะดูไร้ประโยชน์และไม่ว่าใครก็ตามก็ไม่กล่าที่จะเข้าใกล้พวกมัน แต่สำหรับเจ้าแล้วมันหาใช่ของที่ไร้ประโยชน์ไม่มันจะเป็นทรัพยากรที่สามารถเพิ่มระดับการบ่มเพาะพลังวิญญาณของเจ้าได้อย่างมหาศาลจนหาที่เปรียบไม่ได้”



        “และที่สำคัญในทวีป 9 อาณาจักรนั้นมันเป็นดินแดนที่เล็กมากเกินไปมันจึงมีวัตถุที่มีพลังงานแปลกประหลาดเช่นนี้อยู่น้อยแต่ว่าถ้าหากเจ้าได้เดินทางไปยังทะเลภาคตะวันออกเมื่อไหร่เจ้าจะได้พบกับพลังงานแบบนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และด้วยเหตุนั้นเจ้าอาจไม่จำเป็นที่จะต้องรอโอกาสให้ถึง 4ปี เสียด้วยซ้ำ” เพียงแค่ในเวลานั้น ต้าน ต้าน ก็ได้พูดขึ้นมาแต่ความจริงแล้วนั้นในตอนที่ชูเฟิงได้ตัดสินในที่จะดูดซับมัน ต้านต้าน ก็ได้ปรากฏเหงื่อเย็นขึ้นมาบนใบหน้าเช่นกัน แต่หลังที่ชูเฟิงประสบความสำเร็จมันก็ทำให้เธอพลอยดีใจไปด้วย



       “อ่าใช่แล้ว ข้าเริ่มที่จะมีความหวังขึ้นมาบางแล้วล่ะในการที่จะได้ไปเหยียบในดินแดนใหม่” หลังจากที่ได้ยินคำของ ต้านต้าน มันก็ทำให้ชูเฟิงเริ่มที่จะมีความหวังขึ้นมาและเขาในตอนนี้นั้นก็อาจกล่าวได้ว่าอยากไปในทะเลภาคตะวันออกจนเนื้อสั่น



หลังจากที่ชูเฟิงได้ยากจนผ่านไปยังระดับต่อไปของพลังวิญญาณจนเสร็จสิ้นเขาก็ไม่ต้องการที่จะไปกวน อสูรราชันย์วานร และ ผู้ก่อตั้งสำนักมังกรฟ้า เขาเลือกที่จะออกจากสุสานพันกระดูก แต่เพียงในเวลานั้นที่เขาได้กลับขึ้นไปในห้องโถงใหญ่เขาก็ค้นพบว่า หลี่ จางฉิง นั้นกำลังยื่นอยู่ในเบื่องหน้าของเขาด้วยใบหน้าที่ดูไม่สบายใจ



หลังจากที่ หลี่ จางฉิง เห็นชูเฟิงเขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาในทันทีและบอกกล่าวกับชูเฟิงด้วยลักษณะท่าทางที่ตกใจ. “ชูเฟิงในตอนนี้ได้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลได้เกิดขึ้นแล้ว.’



        “ท่านเจ้าสำนักมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น?” ชูเฟิงถามด้วยความแปลกใจ



        “ดูนี่” หลี่ จางฉิง ได้ยื่นคราสารสีทองให้กับชูเฟิง



ตราสารนี้นั้นได้ถูกส่งมาจากราชวงศ์เจียงและมีตัวอักษรสามคำใหญ่โตได้เขียนเอาไว้หน้าตราสารว่า



มันคือ – สารเรียกราชวงศ์!


ReadMGA
#################################################################################################