วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 536 – ประวัติศาสตร์ทะเลภาคตะวันออก


แต่ทว่าในเวลานั้นชูเฟิงหาฟังคำของผู้เฒ่าชุดดำไม่ เขาได้ดื่มกินสะสารแก่นแท้อำนาจวิญญาณอย่างบ้าคลั่งเข้าไปในกระเพาะของเขา ไม่เพียงแค่นั้นสีหน้าและท่าทางของเขาไม่ได้แสดงถึงอาการเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวแต่กลับแสดงอาการที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นออกมาทางสีหน้าของเขาแทน



อย่างกับว่าสะสารแก่นแท้อำนาจวิญญาณนั้นไม่ได้เป็นวัตถุที่อันตรายใด ๆ แต่กลับเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกสำหรับเขา



และที่สำคัญที่สุดหลังจากที่ได้ดื่มแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณไปแล้วนั้นกลิ่นอายของเขาก็ไม่ได้เป็นแค่ระดับ 1 แดนสวรรค์วิญญาณอีกต่อไปพลังอำนาจกลิ่นอายของเขานั้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งและในที่สุดเขาก็ได้บุกฝ่าเข้าไปยังระดับที่ 2 ของแดนสวรรค์วิญญาณ



แม้ว่าชูเฟิงจะยังไม่ได้ตัดผ่านไปยังระดับต่อไปอีกครั้ง แต่ว่าสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณในตอนนี้ก็ไม่มีเหลืออีกแล้วแม้แต่หยดเดียวหลังจากที่เขาได้ดื่มกินมันไปจนหมด



       “บ้าเอ้ย! ไอ้เด็กสารเลวนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดหรือยังใงกัน?”



ในขณะที่ผู้เฒ่าชุดดำนั้นได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในฉากที่หน้าตื่นตาตื่นใจในเบื่องหน้านี้นั้นมันทำให้ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ประหลาดใจอย่างแท้จริง



แม้ว่าเขานั้นจะได้ทำการตรวจสอบร่างกายของชูเฟิงและพบว่าเขามีพลังพิเศษบางอย่างอยู่ภายในสายเลือดของเขาร่างกายของเขานั้นยังคงอยู่ในสภาพที่พิเศษและเขายังรู้อีกว่าความสามารถของชูเฟิงนั้นจะต้องนับเป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษรอบด้านและกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามเขานั้นก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าชูเฟิงนั้นจะมีร่างกายที่ผิดปกติจนสามารถดื่มสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณได้มากมายและบ้าคลั่งได้เช่นนี้



ต้องบอกก่อนว่าสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก! คนปกติแค่ดื่มมันไปเพียงหยดเดียวก็สามารถทำให้เขาผู้นั้นถึงแก่ความตายได้แล้ว และถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้เชียวชาญที่มีระดับพลังวิญญาณสูงส่งก็ยังได้รับบาดเจ็บหนักได้และอาจถึงขึ้นที่เขาไม่สามารถพัฒนาพลังวิญญาณของตนเองได้เลยในภายภาคหน้าก็เป็นได้



แต่นี่ชูเฟิงจริงสามารถดื่มสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณไปได้ทั้งบ่อ! มีหรือที่ผู้เฒ่าชุดดำผู้ที่มีประสบการกับเรื่องแบบนี้มาอย่างโชกโชนจะไม่ตกใจ?



ถ้าเกิดว่าเขานั้นไม่ได้เห็นกับตาตัวเองละก็เขาจะเชื่ออย่างแน่นอนว่ายังมีบุคคลใดในโลกนี้ที่สามารถดื่มสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณได้และนอกจากนี้มันยังทำให้ระดับพลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วยซึ่งนั้นก็หมายความว่าชูเฟิงสามารถที่จะดูดซับพลังงานของสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณได้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยมีผู้เชียวชาญคนไหนสามารถดูดซับมันได้มาก่อน



เมื่อนึกถึงตอนแรกที่เขาได้เห็นระดับพลังวิญญาณของชูเฟิงนั้นมันทำให้เขาไม่อยากเต็มใจที่จะเชื่อสักเท่าใดนักว่าชูเฟิงนั้นจะสามารถเพิ่มระดับพลังวิญญาณของเขามาได้มากถึงเพียงนี้โดยระยะเวลาอันสั่น



แต่เมื่อเขาได้เห็นฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจของชุเฟิงก่อนหน้านี้มันก็ทำให้เขาได้รู้สึกตัวแล้วว่าชุเฟิงนั้นได้มีศักยภาพและความสามารถที่น่ากลัวกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้เป็นอย่างมาก



        “เฮ้อชั่งน่าเสียดายยิ่งนักทั้ง ๆ ที่คิดว่าหลังจากที่ดูดซับแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณพวกนี้ไปจนหมดแล้วมันจะสามารถทำให้ข้าตัดผ่านไปยังระดับ 3 ของแดนสวรรค์วิญญาณได้ซะอีก” ชูเฟิงได้เช็ดปากของเขาหลังจากที่ได้ดื่มสะสารแก่นแท้ของอำนาจวิญญาณไปจนหมดบ่อเขาก็กล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ



       “เฮ่ไอ้หนูมานี่มาข้าเร็วข้าต้องการที่จะพูดคุยบางอย่างกับเจ้า” ทันใดนั้นท่านผู้เฒ่าชุดดำก็ได้ตะโกนออกมาเสียงดังและเรียกชูเฟิงไปหาเขาพร้อมกับริ้วรอยบนใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยอาการตื่นเต้น



       “ท่านผู้อาวุโสมีสิ่งใดที่ต้องการจะพูดคุยกับข้าอย่างนั้นรึหรือจะเป็นไปได้ว่าท่านต้องการที่จะบอกเรื่องราวของชายผู้นั้นให้แก่ข้า?” ชูเฟิงกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มและเดินออกไป แต่ถึงจะกล่าวว่าเขาได้เดินเข้าไปหาผู้เฒ่าชุดดำเขาก็ยังคงอยู่ด้านนอกของการก่อตัวพัฒนาการสี่สัญลักษณ์อยู่ดี



       “ฮ่าฮ่าแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ หากเจ้ายังยืนยันว่าอยากจะรู้เรื่องของเขาแน่นอนว่าข้าสามารถบอกเจ้าได้”



“แต่ก่อนหน้านั้นข้ามีคำถามที่อยากจะถามเจ้า เจ้าคิดว่าในขุมพลังอำนาจใดที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออก?” ผู้เฒ่าชุดดำยิ้มถาม



       “พูดตามตรงเลยว่าข้านั้นยังไม่เคยได้ไปที่ทะเลภาคตะวันออกเลยแต่ครั้งเดียวแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังได้ยินมาว่าหมู่เกาะประหารนั้นเป็นขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออก”



       “ถุ้ย!! หมู่เกาะประหาร? เจ้าคิดว่าหมู่เกาะประหารเป็นขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออกอย่างนั้นรึ?” เพียงแต่ในเวลานั้นที่ชูเฟิงได้พูดคำเหล่านี้ออกมาท่านผู้เฒ่าชุดดำก็ได้ถ่มน้ำลายที่เต็มไปด้วยความรังเกียจออกมาในทันที



      “ท่านผู้อาวุโสเป็นไปได้ว่าหมู่เกาะประหารนั้นไม่ได้เป็นขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออกอย่างนั้นใช่หรือไม่ ?” ทันทีชูเฟิงได้ถามโต้กลับไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น



       “ฮ่าฮ่า นับว่าเป็นโชคชะตาอย่างแท้จริงที่ทำให้ข้าและเจ้าได้มาพบกัน มาข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องไปทะเลภาคตะวันออกไม่ช้าก็เร็วนี้อย่างแน่นอนเพราะนั้นแล้วข้าจะบอกสิ่งที่เจ้าควรจะรู้เมื่อไปถึงทะเลภาคตะวันออกให้เจ้าได้ฟัง’



       “ขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออกนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่ใช่กลุ่มสุนัขไร้ค่าอย่างหมู่เกาะประหารอย่างแน่นอน แต่เป็นพรรคมารทลายราตรีของข้าต่างหาก!” ท่านผู้เฒ่าชุดดำกล่าว



      “พรรคมารทลายราตรี ?!” หลังจากที่ได้ยินผิวของชูเฟิงนั้นก็ได้เปลี่ยนไปในทันที เพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่เขานั้นได้ยินชื่อนี้



       “ใช่แล้ว ภายใต้การสั่งการของท่านประมุของค์ก่อนพรรคมารทลายราตรีของข้านั้นได้รับตำแหน่งเป็นผู้ปกครองของทะเลภาคตะวันออก มานับหลายทศวรรษและไม่มีใครที่จะสามารถเอาชนะพวกเราได้!”



       “แต่ในท้ายที่สุดแล้วท่านประมุขพรรคของพวกข้านั้นก็ต้องล้มเหลวในการพัฒนาระดับพลังวิญญาณของตนจนทำให้ตัวเขาเองนั้นต้องสิ้นชีพไป และด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้พรรคมารทลายราตรีของพวกข้านั้นเกิดปัญหาภายในขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้พรรคมารทลายราตรีของข้านั้นต้องแยกตัวกันออกมาไปเป็นฝ่าย ๆ.”



       “แต่ถึงแม้ว่าพรรคมารทลายราตรีของข้านั้นจะมีปัญหาภายในเกิดขึ้นและทำให้พวกเขานั้นต้องแยกตัวกันออกไปแต่ก็ยังสามารถกล่าวได้ว่าพรรคมารทลายราตรีของข้านั้นยังคงเป็นขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออกอยู่ดี และด้วยเหตุนั้นตราบใดที่พรรคมารทลายราตรีของข้าได้กลับเข้ามารวบกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งพวกข้าก็จะกลายเป็นผู้ปกครองทะเลภาคตะวันออกอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน”



       “และนอกจากพรรคมารทลายราตรีของข้าแล้วนั้นก็ยังมีขุมพลังอำนาจของวิหารเพลิงผลาญสวรรค์ของ ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ อยู่เช่นกัน”



        “แต่ทว่าข้อมูลของวิหารเพลิงผลาญสวรรค์นั้นมีข้อมูลที่น้อยมาก แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ยังได้รู้มาว่าพวกเขานั้นได้ใฝ่ฝันเอาไว้ว่าจะตั้งตนเป็นใหญ่และเป็นผู้ปกครองโลกให้จงได้ฉะนั้นแล้วด้วยความทะเยอทะยานของพวกเขา พวกเขาจึงไม่ได้คิดที่จะหยุดอยู่แค่ในทะเลภาคตะวันออกฉะนั้นแล้วพวกเขาจึงไม่ค่อยได้เริ่มการต่อสู้เพื่อแย่งชิงชื่อเสียงมากเท่าไหร่นักและด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงไม่ได้มีความเป็นปรปักษ์เท่าไหร่นักต่อพรรคมารทลายราตรีของข้า’



        “แต่ถึงอย่างนั้นความแข็งแรงของพวกวิหารเพลิงผลาญสวรรค์นั้นก็มิอาจที่จะดูถูกได้ แม้ว่าจำนวนสมาชิกของพวกเขานั้นจะมีน้อยมากโดยเฉพาะศิษฝ่ายในของพวกเขา”



       “แล้วยิ่งขั้นตอนในการรับเลือกศิษย์ของพวกเขานั้นก็ยังเป็นการคัดเลือกที่นับว่ายากลำบากยิ่งนักพวกเขาจะคัดเลือกคนเพียงแค่คน คนเดียวภายในหนึ่งหมื่นคนเท่านั้นแล้วยิ่งไปกว่านั้นคนหมื่นคนที่เข้าไปร่วมในการคัดเลือกนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความสามารถรอบด้านและเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง’



       “ฉะนั้นแล้วศิษย์แต่ละคนของวิหารเพลิงเผาผลาญสวรรค์นั้นจึงเป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ”



        “ดังนั้นวิหารเพลิงผลาญสวรรค์จึงเป็นตำนานที่รวบรวมเหล่าผู้คนอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขายังได้ให้กำเนิดบุตรชายและธิดาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา และพวกเขานั้นนับว่าเป็นเยาว์ชนรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออก”



        “โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้สารเลว ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ นั้นเขากล่าวได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่ทำให้ผู้คนในทะเลภาคตะวันออกต้องตกใจในความสามารถของมันอย่างแท้จริงความแข็งแรงของมันนั้นได้ทะลุล้ำเกินประมุขของวิหารเพลิงผลาญสวรรค์ไปอย่างมากและมันยังได้รับสืบทอดตำแหน่งประมุขของวิหารเพลิงเผาผลาญสวรรค์รุ่นต่อไปอีกด้วย’



        “นอกจากนี้ข้ายังได้ยินเรื่องความลับบางอย่างที่เกี่ยวกับ ฮวางฟู่ อ่าวเยว้ มาอีกด้วย” ทันใดนั้นเสียงของท่านผู้เฒ่าชดดำก็ได้ต่ำลง



        “มันคือความลับอะไรอย่างนั้นรึ?” ชูเฟิงได้ถามกลับไปอย่างรวดเร็ว



         “วิหารเพลิงผลาญสวรรค์นั้นมีความทะเยอทะยานที่สูงส่งและใฝ่ฝันว่าจะเป็นผู้ปกครองโลกนั้นและเหตุใดทำใมพวกเขาถึงกับไม่ได้สร้างความเป็นปรปักษ์ต่อพรรคมารทลายราตรีของข้านั้นเจ้ารู้รึไม่? นั้นก็เป็นเพราะว่าประมุขรุ่นก่อนของวิหารเพลิงเผาผลาญสวรรค์นั้นเป็นด้อยกว่าท่านประมุขของพรรคมารทลายราตรีของข้ายังใงล่ะ”



        “ถึงแม้ว่าประมุขของวิหารเพลิงเผาผลาญสวรรค์ในวัยหนุ่มนั้นจะแข็งแกร่งกว่าท่านประมุขพรรคของข้าเพียงเล็กน้อยก็ตามแต่ในเวลาที่พวกเขาได้กลายเป็นผู้ใหญ่และได้รับตำแหน่งที่สำคัญท่านประมุขพรรคของข้านั้นที่เป็นรองเขามาตลอดก็ได้มีความแข็งแกร่งและความสามารถที่เหนือชั้นกว่าเขาแล้วมันยิ่งเริ่มทิ้งห่างเขาไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา’



         “แต่อย่างไรก็ตาม ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ นั้นนับว่าเป็นบุคคลที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริง ท่านประมุขพรรคได้บอกกับข้าว่า ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ นั้นทำให้เขานั้นตาสว่างอย่างแท้จริงในการแลกกระบวนท่ากันในครั้งนั้น”



        “ท่านประมุขพรรคของข้านั้นได้เป็นที่ยอมรับของทุกคนว่าเป็นผู้เชียวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออกและแม้ว่าการพัฒนาของ ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ นั้นจะรวดเร็วมากแค่ไหนเขาก็ยังเป็นเพียงแค่เยาว์ชนของคนรุ่นใหม่เท่านั้นมีหรือที่ท่านประมุขพรรคของข้านั้นจะเก็บเขาไว้ในสายตา ฉะนั้นแล้วท่านประมุขพรรคของข้านั้นจึงต้องการสอนบทเรียนบางอย่างให้แก่เขา”



        “แต่ถึงอย่างนั้นท่านประมุขพรรคของข้าก็ได้ต่อสู้กับ ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ ไปเป็นเวลาสามวันสามคืนเต็ม และในท้ายที่สุดพวกเขาทั้งสองคนก็ไม่อาจที่จะสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้และก็จบลงด้วยการเสมอ.”



        “แล้วในช่วงเวลานั้นประมุขพรรคของข้านั้นก็ได้มีอายุปาเข้าไปเกือบร้อยปีแล้วและมันก็เป็นช่วงที่ความแข็งแกร่งของเขาได้มาถึงจุดสิ้นสุดของมันแล้ว”



        “แต่ทว่า ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ ได้มีอายุเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น ฉะนั้นแล้วท่านประมุขพรรคของข้านั้นจึงได้กล่าวกับข้าเอาไว้ว่าอีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้า ฮวางฟู่ ฮ่าวเยว้ นั้นจะต้องแข็งแกร่งเกินเขาอย่างแน่นอน” เมื่อพูดมาถึงจุดนี้ใบหน้าของผู้เฒ่าชุดดำก็ได้ตกลงสู่ในห่วงของความโศกเศร้าในทันที



แต่เมื่อฟังมาถึงจุดนี้ชุเฟิงก็ได้เร่งรีบถามกลับไปในทันทีว่า “ท่านผู้อาวุโสจากสิ่งที่ท่านได้กล่าวมานั้นมันไม่ได้หมายความว่า ฮวางฟู่ อ่าวเยว้ นั้นเป็นผู้เชียวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลภาคตะวันออกและไม่มีใครที่กล้าจะคุกคามเขาอย่างนั้นใช่หรือไม่?”




#################################################################################################