วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 552 – ความลับของ จาง เทียนยี


    “ฮ่า ๆ ท่านแม่นางซูเหม่ยท่านจะต้องยอมรับมันให้ได้! ที่นี่นั้นเป็นทะเลภาคตะวันออกและข้านั้นยังเคยได้ยินเรื่องที่เกี่ยวกับดินแดนสงครามศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย สัตว์ยักษ์บางตัวที่มีสายเลือดนักสู้มาตั้งแต่กำเนิดนั้นก็มีระดับพลังวิญญาณถึงแดนแก่นแท้เลยทีเดียว!” เมื่อเห็นว่า ซูเหม่ย นั้นตกอยู่ในอาการตะลึง เจียง หวู่ฉาง ก็ได้ส่งข้อความทางจิตไปหานางเพื่อพูดใส่ไฟในทันที



หลังจากที่ได้ยินตำพูดเหล่านั้นใบหน้าของซูเหม่ยก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเพราะมันเป็นครั้งแรกที่เธอนั้นได้รู้สึกว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” เธอได้เข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าเหตุใดทำใมในสายตาของผู้เชียวชาญหลายคนถึงได้มองว่าทวีป 9 อาณาจักรนั้นเป็นแผ่นดินเล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของโลก



แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าทะเลภาคตะวันออกนั้นจะมีประชากรที่มีระดับพลังวิญญาณที่ดีและกระจัดกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งแต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่ได้ผู้เชียวชาญที่ก้าวข้ามไปสู่เขตแดนสวรรค์วิญญาณที่มากมายนัก



อย่างน้อยภายในโรงเตี๊ยมสุดหรูหราแห่งนี้นั้นก็มีผู้เชียวชาญถึงหลายพันคนและมีเพียงแค่ไม่ถึงร้อยคนเท่านั้นที่อยู่ในเขตแดนสวรรค์วิญญาณและส่วนใหญ่นั้นพวกเขาก็ยังมีอายุขัยที่มากแล้ว มีน้อยมากที่จะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับชูเฟิงและคนอื่น ๆ 



นั้นก็คือเหตุผลว่าเหตุใดการณ์ปรากฏตัวของชูเฟิงและคนอื่น ๆ ถึงได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนในโรงเตี๊ยมได้เป็นจำนวนมาก นั้นก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้หวาดกลัวเพียงแค่ระดับพลังวิญญาณของพวกเขาเท่านั้นแต่พวกเขายังหวาดกลัวไปถึงผู้มีขุมพลังอำนาจที่อยู่เบื่องหลังและคอยให้การสนับสนุนในการเพิ่มระดับพลังวิญญาณของพวกเขา

(3B //:// ให้อารมณ์ประมาณว่ามึงเอาเงินมา ร.ร. เยอะขนาดพ่อมึงต้องรวยแน่ ๆ เลย ก็คล้าย ๆ กับมึงมีระดับพลังขนาดนี้ตระกูลมึงต้องมั่งคลั่งแน่ ๆ เลย)



แต่หลังจากนั้นเพียงแค่ชั่วระยะเวลาสั่น ๆ พวกเขาก็ต่างพากันถอนหายใจเล็กน้อยเพราะว่าตั้งแต่ที่เขาได้เข้ามายังโรงเตี๊ยมแห่งนี้นั้นมันก็มีสภาพแวดล้อมที่ดูสบายตาเขายิ่งนักและบรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมนั้นก็แสนจะครึกครื้นฉะนั้นแล้วพวกเขานั้นจึงต้องการจองที่นั่งดีดีสักทีและลิ้มลองอาหารสไตล์ของทะเลภาคตะวันออกดูสักครั้ง



    “ศิษย์น้องชุเฟิงข้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวเสียหน่อยน่ะ.” แต่ในขณะที่พวกเขากำลังจะจองโต๊ะชูเฟิงก็ได้รับข้อความทางจิต เขาหันหลังกลับไปแล้วพบกับ จาง เทียนยี ที่กำลังยิ้มเล็กน้อยมองมาทางเขา



    “พวกเจ้าไปจองโต๊ะและสั่งอาหารมารอกันก่อนได้เลย เดี้ยวข้าขอเวลาไปเข้าห้องน้ำสักครู่” ชูเฟิงนั้นได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วและได้แยกออกไปจากกลุ่มของเขา



“ศิษย์น้องชูเฟิงข้าก็จะไปด้วยเช่นกัน!” จาง เทียนยี นั้นได้เข้าใจความหมายของชูเฟิงแล้วรีบลุกตามออกไป



*** ฟูมมม ***



แต่ทว่าในขณะที่พวกเขาทั้งสองได้เดินออกไปได้ไม่ไกลนักก็ได้มีเสียงดังก้องราวกับเสียงของฟ้าร้องดังขึ้น



เมื่อมองไปยังทิศทางของต้นเสียงนั้นพวกเขาก็ได้เห็นราชรถที่ถูกรากโดยเหล่าสัตว์ยักษ์ที่อยู่ในแดนสวรรค์วิญญาณมาจากทางทิศตะวันออก พวกเขาได้เดินทางมาจากขอบฟ้าไกลและลงจอดลง ณ หน้าโรงเตี๊ยมพร้อมกับเหล่าราชองครักษ์



หลังจากที่ราชรถได้หยุดนิ่งก็ได้มีเหล่าผู้เชียวชาญลงมาจากราชรถของพวกเขา และพวกเขาทั้งหมดมีอยู่ด้วยกันถึงสามสิบแปดคนและพวกเขานั้นต่างก็เป็นผู้เชียวชาญแดนสวรรค์วิญญาณ



แต่ทว่าสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่ชูเฟิงและคนอื่น ๆ ได้มากที่สุดนั้นก็คือผู้นำของพวกเขานั้นเป็นถึงผู้เชียวชาญแดนสวรรค์ระดับ 5 และที่สำคัญอายุของเขานั้นก็ยังเป็นรุ่นราวคราวเดียวกันกับ จาง เทียนยี อีกด้วยเขานั้นเป็นเพียงแค่ชายหนุ่ม



และยังเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นี้นั้นเป็นผู้นำของกลุ่มคนเหล่านี้นอกจากนี้หลังจากที่ ชูเฟิง และ จาง เทียนยี นั้นยังได้ฟังการสนทนาของผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกเขามันก็ทำให้ ชูเฟิง และ จาง เทียนยี รับรู้ว่าพวกเขานั้นเป็นใคร



พวกเขานั้นเป็นเช่นเดียวกับ เจียง หวู่ชาง พวกเขานั้นเป็นคนของราชวงศ์ เซินถู่ มาจากทางทิศตะวันออกและยังเป็นผู้คมที่มีความสามารถพิเศษผู้มีพลังอำนาจสืบทอดมาทางสายเลือด



และชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มและเป็นผู้เชียวชาญระดับ 5 แดนสวรรค์นามของเขานั้นคือ เซินถู่ หลาง เป็นองค์ชายแห่งราชวงศ์ เซินถู่ และเขานั้นยังได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าสำนักสี่คาบสมุทรเพื่อฝึกความสามารถในการบ่มเพาะระดับพลังวิญญาณของเขาอีกด้วย



เขานั้นก็เป็นเช่นเดียวกับ ชูเฟิง และคนอื่น ๆ หลังจากที่ได้เดินทางมาเป็นระยะเวลานานและเห็นว่าที่นี่นั้นมีโรงเตี๊ยมอยู่จึงได้ตัดสินใจมาพักผ่อนยังที่สถานที่พักขนาดเล็กแห่งนี้



    “ว้าว ในปีนี้ชั่งมีกลุ่มคนที่น่าประทับใจโพล่มาอย่างมากมายจริง ๆ และดูเหมือนว่าพวกเขานั้นจะเป็นคนของราชวงศ์ เซินถู่ จากทวีปทางทิศตะวันออก!”



    “ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ก็ได้มีองค์ชายทั้งสองจากราชวงศ์ เซินถู่ มาจากทวีปตะวันออกเช่นกัน แถมระดับพลังวิญญาณของพวกเขานั้นก็ยังอยู่ที่ระดับ 4 แดนสวรรค์อีกด้วยทั้งที่อายุของพวกเขานั้นยังน้อยอยู่เลยแท้ ๆ ถ้าพวกเขาได้เข้าไปยังสำนักสี่คาบสมุทรล่ะก็ระดับพลังวิญญาณและความสามารถของพวกเขานั้นจะต้องพัฒนาไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุดเป็นแน่”



     “แต่ทว่าข้านั้นก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าคนของราชวงศ์ เซินถู่ นั้นจะยังมีคนที่อยู่ในระดับ 5 ของแดนสวรรค์วิญญาณอยู่อีก ในวันนี้ข้าว่าราชวงศ์ เซินถู่ จะต้องเป็นขุมพลังอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในภาคตะวันออกอย่างแน่นอนเลยใช่มัย?”



การปรากฏตัวของ เซินถู่ หลาง และคนอื่น ๆ นั้นได้ดึงความสนใจของคนไปเป็นจำนวนมาก และบางกลุ่มของผู้ที่ได้สังเกตการณ์โดยรอบนั้นก็ได้เริ่มต้นอุทานกันออกมาเบา ๆ



ในทวีปตะวันออกที่พวกเขาได้กล่าวถึงมานั้นความเป็นจริงแล้วมันคือสถานที่ที่ชูเฟิงและคนอื่นๆได้จากมา ในสถานที่ที่หลายทวีปได้เชื่อมต่อกัน แต่ก็ได้มีอีกหลายทวีปเช่นกันที่ถูกแยกออกด้วย “แม่น้ำสายใหญ่” ฉะนั้นแล้วในมุมมองของผู้คนจากทะเลภาคตะวันออกจึงได้มองว่าในสถานที่ที่ชูเฟิงและคนอื่น ๆ ได้จากมานั้นคือทวีปตะวันออก 



    “ไอ้พวกเศษเดนพวกเจ้ากำลังมองหาอะไร? ห่ะ! หากพวกเจ้ากล้าที่จะรบกวนองค์ชายของพวกข้าแม้แต่นิดเดียวล่ะก็พวกข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมดทุกคน!” แต่เพียงยังไม่ทันไรผู้คนของราชวงศ์ เซินถู่ นั้นไม่ได้สนใจคำพูดซุบซิบและคำสรรเสริญของฝูงชนเลยแม้แต่น้อยเขากลับสบถออกไปอย่างเสียงดัง ทัศนคติของเขานั้นเป็นสิ่งที่ต่ำช้ามาก



    “พวกมันกำลังมองหาที่ตายอย่างแท้จริง” เพียงแต่ในขณะที่ชูเฟิงได้เห็นฉากและได้ยินคำพูดนั้นชูเฟิงอดไม่ได้ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสีผิวของเขาและกำฝ่ามือของเขาเล็กน้อย



แม้ว่าผู้คนของราชวงศ์ เซินถู่ นั้นจะชี้ไปที่ฝูงชนและสบถคำสาปแช่งออกมาแต่ถึงอย่างนั้นความเป็นจริงมันก็ได้เหมารวมมาถึง จาง เทียนยี และพวกของเขาด้วยเช่นกัน



*** หมับ *** เพียงแต่ก่อนที่ชุเฟิงจะเดินออกไปแขนของเขานั้นก็ได้ถูกรั้งเอาไว้แล้วดึงกลับมา เมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบว่า จาง เทียนยี นั้นเป็นคนดึงแขนของเขาเอาไว้ จาง เทียนยี นั้นสั่นหัวของเขาเล็กน้อยและพูดกับชูเฟิงเบา ๆ ว่า “ศิษย์น้องชูเฟิงพวกเรานั้นพึ่งมายังที่นี่เป็นครั้งแรกอย่าพึ่งคิดที่จะสร้างปัญหาในตอนนี้เลยดีกว่า ถ้าให้เลือกการสร้างศัตรูที่มากกับการสร้างศัตรูให้น้อยลงทำใมเราไม่เลือกน้อยล่ะ ทางทีดีเราควรปล่อยมันไปก่อน หลังพายุฝนย่อมมีท้องฟ้าที่แจ่มใสเสมอ”



เมื่อได้ยินเช่นนั้นชุเฟิงก็เป็นอันสงบลง เขานั้นไม่ได้กลัวแต่เพียงแค่เขานั้นต้องการให้ใบหน้าแก่ จาง เทียนยี 



หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับผู้คนของราชวงศ์ เซินถู่ อีกและเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปยังสถานที่ที่ห่างไกล



     “ศิษย์พี่จางท่านมีเรื่องสำคัญอันใดอย่างนั้นรึ โปรดอย่าได้เกรงใจท่านสามารถพูดมันออกมาได้ทั้งหมด” ชูเฟิงนั้นกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม



     “อืมถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจล่ะ การที่ข้าได้เรียกเจ้ามายังสถานที่ที่ห่างไกลเช่นนี้นั้นแน่นอนว่าข้านั้นมีเรื่องสำคัญที่จะต้องให้เจ้าคอยช่วย” จาง เทียนยี กล่าว



     “มันคืออะไรอย่างนั้นรึ? ขอเพียงแค่ท่านพูดมาเท่านั้น” ชูเฟิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม



     “ที่จริงมันก็ไม่ได้มีอะไรที่มากนัก เพียงแต่ศิษย์น้องชูเฟิงเจ้าไม่ได้วางแผนที่เจ้าเข้ากับสำนักสี่คาบสมุทรไปกับพวกเราแล้ววางแผนที่จะเดินทางรอบทะเลตะวันออกอย่างนั้นใช่หรือไม่?” จาง เทียนยี กล่าว



     “อืมใช่แล้วมันเป็นเช่นนั้น ข้ามีบางสิ่งบางอย่างที่จะต้องทำน่ะแล้วสิ่งเหล่านั้นมันก็ได้ดลบันดาลให้ข้านั้นต้องเดินทางไปทั่วทะเลภาคตะวันออก” ชูเฟิงพยักหน้าแล้วกล่าวออกไปโดยที่ไม่ได้ปฏิเสธใด ๆ 



     “นั้นนับว่าดี! ศิษย์น้องชูเฟิงข้าต้องการให้เจ้านั้นได้ดูสิ่งนี้ และ ถ้าหากเจ้าได้เห็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้อยู่ในที่แห่งหนใดโปรดนำมันมาบอกแก่ข้า” ในขณะที่ จาง เทียนยี พูดกล่าวนั้นเขาก็ได้เอาจี้หยกออกมาจากกระเป๋าและส่งมันให้แก่ชูเฟิง



     “นี่คือ?!” เมื่อรับจี้หยกมาแล้วนั้นชูเฟิงก็ได้ทำการตรวจสอบมันและก็อดไม่ได้ที่จะต้องประหลาดใจ



เพราะว่าจี้หยกชิ้นนี้นั้นเป็นวัสดุสีดำมันได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยลักษณะที่พิเศษและแม้ว่าจะใช้ความแข็งแรงของชูเฟิงทั้งหมดในตอนนี้นั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายจี้หยกชิ้นนี้ มันเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าจี้หยกชิ้นนี้นั้นไม่ได้เป็นจี้หยกธรรมดาสามัญ



นอกจากนี้บนตัวของจี้หยกนั้นก็ได้มีการสลักเป็นรูปแบบของดาบด้วยความงดงามเป็นพิเศษ



และขนาดของตัวดาบนั้นก็ยังเป็นดาบที่มีขนาดยาวมากพร้อมกับมีการสลักเป็นรูปปีกคู่อยู่ด้านหลังของดาบอีกต่อหนึ่งราวกับว่ามันเป็นการสลักรูปของดาบติดปีก ฉะนั้นแล้วถ้าหากมองมันในมุมมองแบบนี้มันก็ดูราวกับว่าเหมือนเป็นสัญลักษณ์พิเศษบางอย่างราวกับว่ามันมีความหมายบางอย่างได้แอบแฝงอยู่ในสัญลักษณ์นี้



     “ศิษย์พี่จางท่านไปได้จี้หยกชิ้นนี้มาจากที่ไหนอย่างนั้นรึ?” ชูเฟิงถามเพราะเขานั้นอยากรู้อยากเห็น สัญชาตญาณของเขานั้นได้บอกเอาไว้ว่าที่มาของจี้หยกชิ้นนี้นั้นมันจะต้องไม่ใช่ธรรมดา



     “กล่าวกันตามตรงข้านั้นไม่ได้มีความทรงจำได้ตอนที่ได้มันมา” จาง เทียนยี กล่าวออกมาด้วยความอดอัดใจ 



      “เป็นเช่นนั้น , หรือว่าท่านสูญเสียความทรงจำ?” เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ชูเฟิงก็ยิ่งหลายเป็นประหลาดใจมากยิ่งขึ้น
#################################################################################################