วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

บทที่ 643 - หายไป


สิ่งแรกที่เข้าสู่สายตาของหย่า เฟยและหย่า จ่งหยุนคือข้ารับใช้สาวนับร้อยของหย่าเฟย รวมถึงกลุ่มคนจากหมู่เกาะประหาร พวกเขาทั้งหมดยืนอยู่ใกล้ๆ หย่าเฟย และ หย่า จ่งหยุน พร้อมกับจ้องมองทั้งสอง ความหวาดกลัวและกังวลภายในดวงตาที่เบิกกว้าง...ใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตกใจ 




มองไปรอบๆ ทั้งสองพบว่าเกาะประหารยังเงียบสงบดังเดิม เกาะลอยฟ้าทั้งหมดยังคงไม่ได้รับความเสียหาย พวกเขาเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปบนท้องฟ้า รอยแยกยังคงอยู่ตรงนั้น ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวก็เต็มไปด้วยรอยแยกเช่นเดิม



เมื่อสายตาของพวกเขาจับจ้องมายังตนเอง ร่างกายของพวกเขาเปียกชุ่ม มันคือกลิ่นของน้ำทะเล ราวกับว่าพวกเขาตกลงไปในทะเลโลหิตนิรันดร์เบื้องล่าง นอกจากนี้คนอื่นๆก็ชุ่มโชกไปด้วยน้ำทะเลเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหย่าเฟย นางหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ นางไม่อาจควบคุมร่างกายที่สั่นเทาเอาไว้ได้



     “จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นที่นี่? ” หย่า จ่งหยุนถามข้ารับใช้ที่อยู่ข้างๆเขา เมื่อเขาเห็นสถานะการณ์ที่แปลกประหลาดนี้



     “ท่านผู้นำที่หนึ่ง เอ่อ….” ข้ารับใช้ที่ถูกถามใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับว่านางไม่กล้าพูดถึงสิ่งนั้น



    “พูดออกมา!” หย่า จ่งหยุนถามอย่างฉับพลัน



    “ท่านผู้นำที่หนึ่ง ก่อนหน้านี้เรากำลังติดตามท่านกับท่านหญิงหย่าเฟย แต่ท่านทั้งสองมองไปที่ท้องฟ้าด้วยใบหน้าที่หวาดกลัว ท่านหญิงหย่าเฟยกรีดร้องและกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดท่าน”



     “ในภายหลัง ท่านผู้นำที่หนึ่ง ได้ปลดปล่อยสุดยอดรูปแบบวิญญาณที่มองไม่เห็น ในที่ๆท่านยืนอยู่ รูปแบบนั้นทรงพลังเป็นอย่างมาก ข้ารับใช้เช่นพวกข้าไม่เคยมันมาก่อน แต่หลังจากที่ท่านปลดปล่อยรูปแบบวิญญาณไม่นาน ท่านก็กระโดดลงไปในทะเลโลหิตนิรันดร์ข้างล่างนี้”



     “เมื่อเห็นท่านกระโดดลงไปในทะเล ท่านหญิงหย่าเฟยรีบตามลงไปเพื่อนำท่านขึ้นมา หลังจากนั้น ท่านสนทนาบางอย่างที่พวกข้าไม่เข้าใจกับท่านหญิง” ข้ารับใช้ตอบอย่างจริงจัง



ทันใดนั้นหย่า เฟยและหย่า จ่งหยุนมองไปยังคนอื่นๆ พวกเขามองไปที่ฝูงชน ดวงตาทั้ง 4 ผสานเป็นหนึ่ง เมื่อเห็นทุกคนพยักหน้ายืนยันคำพูดของข้ารับใช้คนนั้นว่าเป็นความจริง พวกเขาทั้งสองขมวดคิ้วแน่นและเอ่ยถามออกไปในเวลาเดียวกัน “งั้นเจ้าจะบอกว่าทุกสิ่งที่เกินขึ้นกับข้าล้วนเป็นเพียงสิ่งที่ข้าคิดไปเอง?”



     “ดูนั่น! รอยแยกกำลังปิด” ทันใดนั้นมีเสียงดังสนั่นจากที่ที่ห่างออกไป



พวกเขาเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาพบว่าแล้วรอยแยกที่ปรากฏบนสวรรค์ทั้งเก้ากำลังปิดลงอย่างช้าๆ



     “ท่านปู่เราจะทำอย่างไรดี?” ตอนนี้หย่า เฟยไม่รู้ว่าต้องทำอะไร นางทำได้เพียงถามปู่ของนางเพื่อขอความช่วยเหลือ



หย่า จ่งหยุนเช็ดเหงื่อเย็นเยียบต่อหน้าหย่าเฟยเป็นอันดับแรก จากนั้นแตะไปที่ไหล่นางพร้อมกับส่งข้อความทางจิตว่า “เฟยเอ๋อ อย่างแรก บอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวยู่ให้ข้าฟัง”



หย่าเฟยไม่กล้าปิดบังใดๆ นางบอกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเสี่ยวยู่และชูเฟิงตามตรง แน่นอนนางยังบอกถึงเรื่องผิดปกติที่เกิดระหว่างพวกเขาด้วย



หลังจากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น หย่า จ่งหยุนหันไปทางโลงศพแปลกประหลาดนั่นแล้วถามว่า “เฟยเอ๋อ เจ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องจริง?”



     “อืม โดยส่วนตัว ข้าคิดว่ามันจริงเสียยิ่งกว่าจริง” หย่า เฟยผงกหัวของนาง ในความเป็นจริงแล้วตอนนี้เธอไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นนางคิดไปเองหรือเกิดขึ้นจริง



     “แม้ว่าข้าเป็นผู้เชื่อมต่อฯชุดคลุมสีทองยังไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันเป็นภาพลวงตา….ไม่ต้องพูดถึงเจ้าเช่นกัน นั่นสามารถพูดได้ว่าผู้ที่ใช้ภาพลวงตาใส่เรานั้นทรงพลังขนาดไหน”



     “อย่าไปยั่วยุหวู่ฉิง นอกจากนั้นอย่าไปยั่วยุเสี่ยวยู่  ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับพวกมันก็ห้ามไปตอแยอย่างเด็ดขาด” หย่า จ่งหยุนพูด



     “ท่านปู่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องเท็จ? พวกเขาต้องให้อภัยเพราะท่านและข้าถูกภาพลวงตา?” หย่าเฟยข่มขื่นเล็กน้อย 



     “เด็กโง่!!! เจ้ายังเยาว์และขาดความเข้าในสถานการณ์ที่รุนแรงนี้ ภาพลวงตานั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเท็จ ถ้าคนที่ใช้ภาพลวงตาต้องการให้เราทั้งคู่ตาย เราคงตายไปเรียบร้อยแล้ว” หย่า จ่งหยุนพูดเบาๆผ่านข้อความทางจิต



* อึก * หลังจากได้ยินคำเหล่านั้น หย่าเฟยกลืนน้ำลายอึกนึงพร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ



การที่ปู่ของนางเป็นเช่นนี้ นั่นหมายความว่า เสี่ยวยู่เป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดา อย่างน้อยบุคคลที่ทำให้นางและปู่ของนางเคลื่อนไหวต้องไม่ธรรมดา



ในสถานะการ์เช่นนี้ ถึงหย่าเฟยจะไม่เต็มใจขนาดไหน นางยังคงหวาดกลัว นางไม่มีทางเลือกนางทำได้เพียงยอมให้ชูเฟิง เถ่า ฉิวซุ่ย และคนอื่นๆ 



หลังจากนั้น หย่า จ่งหยุนสั่งคนที่อยู่ทีนี้ว่าห้ามนำเรื่องที่เขาถูกภาพลวงตาไปบอกใคร ผู้คนที่นี่เองก็เช่นกัน พวกเขาเหล่านี้หวาดกลัวหย่า เฟยและหย่า จ่งหยุนอย่างมาก พวกเขาไม่กล้าจะนำเรื่องไปบอกใคร



กลุ่มคนก้าวร้าวที่เป็นตัวต้นคิดในการตามหา เถ่า ฉิวซุ่ย และ ชูเฟิง เพื่อทวงหนี้เช่นกัน พวกเขาถูกบังคับให้หยุดก่อนที่พวกเขาจะถลำลึกไปมากกว่านี้.



แม้มันเป็นเรื่องน่าอับอายที่จะทำเช่นนั้น หย่าเฟยและหย่า จ่งหยุนไม่มีทางเลือกอื่น มันไม่ได้สำคัญอะไรมากมายสำหรับหย่าเฟย หลังจากเรื่องราวเหล่านี้ นางยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นจ้าวสงคราม อย่างไรก็ตาม หย่า จ่งหยุนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นราชันย์สงครามยังรู้สึกกดดันจากเรื่องราวเหล่านี้ เขารู้ว่ามีการดำรงอยู่ของบางสิ่งที่เขาไม่สามารถต่อแยได้



ขณะที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ หย่า จ่งหยุนทำได้เพียงแหงนหน้ามองท้องฟ้า เขาขมวดคิ้วแน่นมองไปยังรอยแยกด้านบนที่ค่อยๆปิดตัวลง เขายังรู้สึกว่ารอยแยกนั่นมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาได้พบวันนี้



อย่างไรก็ตาม เขาไม่กล้าจะคิดถึงเรื่องนี้มากเกินไป เขาไม่กล้าจินตนาการถึงผลที่จะตามมาถ้าเขาเกิดไปต่อแยกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับรอยแยกบนทองฟ้านั่น บางทีทั้งภูมิภาคทะเลตัวออกอาจจะโดนถล่มจนสิ้นซากเพราะเขาเพียงคนเดียว 



ในเวลาเดียวกัน ชูเฟิงได้กลับไปยังเกาะลอยฟ้า หลังจากบอกกล่าวกับ เจียง ว่านชือ ว่า เสี่ยวยู่ จากไปแล้ว เขาจึงกลับไปที่ห้องเพื่อพักผ่อน



หลังจากเสี่ยวยู่จากไปมันเป็นเหตุผลที่ทำให้ชูเฟิงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย เขาไม่ได้มองรอยแยกบนท้องฟ้าต่อเพราะเขาไม่มีอารมณ์ทำอะไรทั้งนั้น



นอกจากนี้ ชูเฟิงรู้ว่าถ้ารอยแยกบนท้องฟ้านำบางสิ่งมาด้วย เขาคงไม่สามารถหลบเลี่ยงสิ่งนั้นได้ เขาเพียงมองมันอยู่ห่างๆโดยไม่ทุกร์ร้อน



ท้ายที่สุดค่ำคืนอันยาวนานก็ถูกแทนที่ด้วยแสงอรุณแห่งวันใหม่ รอยแยกบนท้องฟ้าได้ปิดสนิทและหายไปก่อนที่ดวงตะวันจะมาเยือน 



แม้ว่ารอยแยกปิดไปแล้ว บัดนี้ยังไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆเกิดขึ้นในทะเลโลหิตนิรันดร์ แต่ผู้คนยังรอฟังข่าวเนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อว่ามีสิ่งผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น และสิ่งผิดปกตินั้นได้นำบางอย่างที่ไม่ธรรมดามาด้วย แต่กระนั้น ทุกคนยังคงกำลังรอคอยการมาถึงของข่าวที่น่าตกใจพร้อมควาดหวังว่ามันจะน่าสนใจสำหรับพวกเขา



อย่างไรก็ตาม ชูเฟิงและคนอื่นๆได้เดินทางออกไปจากทะเลโลหิตนิรันดร์เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เรียกว่า หุบเขาสายหมอก ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ให้ความสนใจและคาดหวังกับข่าวที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา



ในเวลาเดียวกัน ในส่วนที่ลึกที่สุดของทะเลโลหิตนิรันดร์ มีบุคคลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงราวกับแสง



ท้ายที่สุด เขาหยุดลงและหากเข้าไปใกล้กว่านี้ เขาจะเห็นชายชราตาบอดที่ชูเฟิงได้พบเมื่อตอนที่เขาเข้ามาในทะเลโลหิตวิญญาณ 



ในขณะนี้ ชายชราซ่อนวัตถุบางอย่างในมือของเขาไว้ในชุดสีดำ หลังจากกำวัตถุนั้นแน่น การแสดงออกถึงความหวาดกลัวเหลือคนานับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาโอดควรญอย่างแผว่เบา “มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน? ทำไมข้าไม่รู้สึกถึงเศษเสี้ยวออร่าของมัน? มันหายไป! มันไม่ได้อยู่ในทะเลโลหิตนิรันดร์! งั้นจริงๆแล้วมันไปที่ใด?!” .............

[ T/N ชายตาบอดสัมผัสพลังมหาศาลของเสี่ยวยู่ไม่ได้ ดั่งนั้น ทะเลโลหิตนิรันดร์จึงกลายเป็นแค่ทะเลธรรมดาๆ ]

ReaDMGA
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////