วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

บทที่ 647 – ความยุติธรรม

     ในขณะที่ระยะทางไปถึงหุบเขาสายหมอกเหลืออยู่ไม่มากนั้น ก็ได้มีเสียงโหวกเหวกดังขึ้น คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างหันไปมองตามต้นเสียงที่ดังออกมา



     เมื่อพวกเขาหันกลับไปมองนั้น พวกเขาก็เห็นผู้เชี่ยวชาญระดับสอง ขั้นจ้าวสงครามตะโกนออกมาว่า “ข้าคือนายน้อยแห่งคฤหาสน์พยัฆค์ ตี๋ เฟิน !!”



     “ผู้หญิงคนนี้โกงเงินข้าไป ข้าเพียงต้องการทวงของของข้าคืนเท่านั้น และนี่ก็เป็นเพียงการเตือนของข้าเท่านั้น ขอแนะนำว่าผู้ที่อยู่ในบริเวณนี้ อย่าได้สอดมือเข้ามา” ตี๋ เฟิน กล่าวออกมาเหมือนจะสุภาพ แต่ความจริงนั้นกลับเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง



     ผู้คนที่สามารถเดินทางมาถึงหุบเขาสายหมอกได้นั้น ย่อมเป็นผู้ที่มีการบ่มเพาะพลังค่อนข้างสูง แต่น่าเสียดาย ที่ผู้ที่อยู่ในบริเวณนี้กลับมีพลังสูงสุดอยู่ที่ระดับหนึ่ง ขั้นจ้าวสงคราม อีกทั้งคฤหาสน์พยัฆค์ยังมีอำนาจมากในเขตทะเลตะวันออก



     หลังจากที่ได้รู้ว่าชายผู้นี้คือ ตี๋ เฟิน นั้น ผู้คนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่อยากจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้



     เมื่อเห็นถึงความเย็นชาของผู้คน แม้ว่าจะมีคนผ่านไปมาไม่น้อย แต่ไม่มีแต่คนเดียวที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือนาง นางจึงลดความหยิ่งยะโสของตัวเองลง และกล่าวพลางยิ้มออกมาว่า “เฮ้ๆ มันก็เป็นแค่จ้าวโอสถระดับต่ำแค่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ข้าก็แค่คืนมันไปก็จบใช่ไหม !?”



     “ฮึ่ม แน่นอนว่าเจ้าต้องคืนจ้าวโอสถให้แก่พวกเรา แต่ตราบใดที่เจ้าคืนมันให้แก่พวกเราแล้ว ความจริงเจ้าก็คงคิดว่าพวกเราเป็นเพียงคนโง่เท่านั้น เจ้ามันโอหังเกินไป !!” ตี๋ เฟิน สูดหายใจเข้าอย่างเย็นชา พร้อมกับพุ่งทะยานออกไปในรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณ และใช้มือข้างหนึ่งบีบไปที่คอของนาง



     “อึ้ก !!” นางพยายามดิ้นรนขณะที่อยู่ในกำมือของเขา นางทั้งทุบ ทั้งชกไปที่แขนของเขา แต่ด้วยกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแรงมันกลับไม่ได้รับผลจากการกระทำของนางแม้แต่น้อย แรงบีบของเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดๆ นางรู้สึกว่านางไม่อาจจะหายได้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และอีกไม่นานนางก็คงจะตายในไม่ช้า



     ***** ตูมมมม *****



     ในเวลาที่นางกำลังจะตายนั้น เสียงระเบิดก็ดังขึ้น พร้อมกับพลังมหาศาลที่กดทับลงมาจากอากาศอย่างรุนแรง



     ความรุนแรงของพลังนั้น อัดกระแทกผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง ขั้นจ้าวสงครามกระเด็นออกไปไกล แต่สำหรับ ตี๋ เฟิน นั้นเขายังคงอยู่ที่เดิม มีเพียงความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเขา และเขาก็ยังคงบีบคอของผู้หญิงคนนั้นอยู่เช่นเดิม



     ***** ปัง *****



     ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ปรากฏฝ่ามือหนึ่งคว้าลงบนข้อมือของ ตี๋ เฟิน ด้วยความรุนแรงนั้น ทำให้ ตี๋ เฟิน ต้องคลายมือออกจากคอของผู้หญิงคนนั้น



     หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาที่ด้านหน้าของผู้หญิงคนนั้น นั่นก็คือ ชูเฟิง



     “เจ้าเป็นใคร !?” ตี๋ เฟิน ตะโกนออกมาด้วยความเย็นชา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอาฆาต ถึงแม้ว่า ชูเฟิง จะแข็งแกร่งมาก แต่เท่าที่เขาดูนั้น ชูเฟิง มีพลังไม่เกินระดับหนึ่ง ขั้นจ้าวสงคราม และการที่เขาถูกบีบให้ถอยออกมาด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง ขั้นจ้าวสงครามเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก



     “มันไม่สำคัญว่าข้าเป็นใคร แต่สิ่งที่สำคัญคือการที่ข้าทนไม่ได้ที่เห็นผู้ชายรังแกผู้หญิงเช่นนี้ !!” ชูเฟิง กล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม



     ในเวลานั้น เจียง ว่านชือ ก็ปรากฏตัวออกมาที่ด้านหลังของผู้หญิงคนนั้น และเข้าไปประคองนางไว้อย่างรวดเร็ว



     “เจ้าบ้ารึเปล่า !! เจ้าคิดว่าพวกข้าใคร !! ถึงได้กล้าสอดมือมาเช่นนี้ !!” ในขณะนั้น ผู้เชี่ยวชาญระดับหนึ่ง ขั้นจ้าวสงครามทั้งสี่คนที่โดนคลื่นพลังของ ชูเฟิง กระแทก ก็ตะโกนออกมา พร้อมกับทะยานขึ้นและโจมตีออกมาด้วยความกราดเกรี้ยว



     แม้ว่าทั้งสี่คนจะไม่ได้ทักษะการต่อสู้ แต่ด้วยพลังขั้นจ้าวสงครามนั้น พลังของพวกเขาก็รุนแรงอย่างมาก เมื่อพวกเขาเริ่มแสดงความแข็งแกร่งออกมานั้น ความหวาดกลัวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ เจียง ว่านชือ และผู้หญิงคนนั้นอย่างรวดเร็ว



     โดยเฉพาะ เจียง ว่านชือ นางไม่อาจประคองผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ได้อีก เพราะด้วยความที่นางมีพลังเพียงระดับแปด ขั้นแดนสวรรค์เท่านั้น แม้ว่านางจะใช้ทักษะการต่อสู้เข้าต้านพลังก็ไม่สามารถต้านได้ นี่คือความแตกต่างของขั้นแดนสวรรค์ และขั้นจ้าวสงคราม



     เมื่อเห็นว่า เจียง ว่านชือ หวาดกลัวต่อพลังของพวกเขาทั้งสี่คนนั้น พวกเขาก็แสยะยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เจียง ว่านชือ จะหวาดกลัว แต่ ชูเฟิง กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย



    “ไปซะ!!” ชูเฟิง ยังคงยืนอยู่อย่างสงบนิ่งโดยไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เขาตะโกนออกมาพร้อมกับระเบิดพลังออกมาอย่างรุนแรง คลื่นพลังนั้นรุนแรงมาก มันทำให้การโจมตีของทั้งสี่คนหายไป และกระแทกพวกเขากระเด็นไปอีกครั้ง



     “ดูเหมือนว่าเจ้าอยากตายมากซินะ !!” เมื่อเห็นเช่นนั้น ตี๋ เฟิน ไม่รอช้า เขารีบชกหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว



     ***** ตูมมม *****



     ในขณะที่หมัดพุ่งออกมานั้น ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนสี บรรยากาศโดยรอบแตกออกราวกับกระจก มันไม่ใช่หมัดธรรมดา แต่เป็นทักษะการต่อสู้ที่ทรงพลังอย่างมาก



     “หืมมม !!” อย่างไรก็ตาม ชูเฟิง ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาชกหมัดออกไปเช่นเดียวกัน แต่เขาไม่ได้ใช้ทักษะการต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงชกออกไปด้วยพลังเท่านั้น



     ***** ตูมมมม ครืนนนนนนนนนนน *****



     เมื่อสองหมัดเข้าปะทะกันนั้น คลื่นพลังแผ่กระจายออกมาอย่างรุนแรง อากาศโดยรอบแตกออก ผืนแผ่นดินสั่นไหว 



     หลังจากการปะทะกัน ตี๋ เฟิน ถูกระแทกออกไปไกล หลังจากหยุดลงบนพื้นนั้น เขาได้มองกลับไปยัง ชูเฟิง เขาพบว่า ชูเฟิง ไม่ได้ขยับไปแม้แต่นิ้วเดียว ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างสงบนิ่ง



     “เป็นไปได้ยังไง เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้มีพลังเพียงระดับหนึ่ง จ้าวสงครามเท่านั้น !! ทำไมเขาถึงได้มีพลังมากมายเช่นนี้ !!” เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งสี่คนต่างตระหนักดีว่า ชูเฟิง มีความสามารถมากกว่าที่เขาคาดเดาเอาไว้มาก



     ตี๋ เฟิน เองนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ใบหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงเป็นปั้นยากอย่างมาก เขากล่าวออกมาว่า “ไม่แปลกใจเลย ว่าทำผู้หญิงคนนี้ถึงได้มีทีท่าหยิ่งยะโสเช่นนี้ เป็นเพราะมีผู้ช่วยเหลือนางนี่เอง ตั้งแต่เจ้าเข้ามาช่วยนาง เจ้าต้องได้รับผลจากการกระทำเช่นนี้ เจ้ากล้าที่จะเผยชื่อของเจ้าหรือไม่ !!”



     “หืม !! สวะเช่นเจ้า ไม่สมควรที่จะได้รู้ชื่อของข้า แต่วันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าจะยกเว้นให้เป็นพิเศษ !!”



     “แคะหูแล้วฟังให้ดี นามของข้าคือ หวู่ฉิง ไม่มีสำนักหรือพรรคใดๆ ข้าเดินทางเพียงลำพัง ในอนาคตหากเจ้าต้องการแก้แค้น มาหาข้าได้ทุกเมื่อ !!” ชูเฟิง กล่าวออกมาอย่างเย็นชา



     "เจ้า……เจ้าจะต้องได้รับผลของเจ้าในอนาคต !!” ตี๋ เฟิน กล่าวออกมา เขากัดฟันด้วยความโกรธ แต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้ หลังจากนั้นเขาก็จากไป



     ที่เขาจากไปเช่นนี้ เพราเขาไม่มั่นใจว่าหากต่อสู้ยืดเยื้อ เขาจะสามารถเอาชนะ ชูเฟิง ได้หรือไม่



     มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหากเขาเอาชนะ ชูเฟิง ได้ แต่หากเขาซึ่งเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญระดับสอง ขั้นจ้าวสงคราม แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่ ชูเฟิง ซึ่งมีพลังเพียงระดับหนึ่ง ขั้นจ้าวสงครามนั้น มันย่อมเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก



     “พี่ชาย ตี๋ เฟิน พวกเราจะปล่อยเขาไปแบบนี้รึ !!” เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งสี่คนต่างสับสนอย่างมาก



     “นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว หากว่าพวกเรายังไปไม่ถึงยอดหุบเขาสายหมอก พวกเราอาจะพลาดโอกาส และพวกเจ้าเองก็คงไม่อยากเดินทางในยามกลางคืนผ่านมหาสมุทรนี้ใช่หรือไม่”



     “แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะน่ารังเกียจ แต่นางก็เป็นผู้หญิง เรากำลังตกเป็นจุดสนใจ หากมีผู้ใดปากมาก นั่นจะไม่เป็นผลดีต่อพวกเรา” ตี๋ เฟิน พยายามหาข้ออ้างเพื่อปิดบังความขี้ขลาดของเขา



     “พี่ ตี๋ เฟิน กล่าวได้เหมาะสมมันย่อมไม่สายเกินไปที่พวกเราจะให้บทเรียนแก่เขา !!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้ว่าทั้งสี่คนจะรู้ความคิดของเขา แต่มันย่อมไม่ดีแน่หากว่าพวกเขาจะต้องอับอาย และมันย่อมจะดีกว่าหากพวกเขารีบจากออกไป

ReaDMGA
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////