วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

บทที่ 669 - หน้าด้าน ชิบหาย


     “มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ ตอนนี้ข้านั้นอยากรู้จริงๆว่า อาจารย์ของ หวู่ฉิง นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน ที่ถ่ายทอดความสามารถเช่นนี้ได้.”



     “เอาชนะ ระดับ3 ในตอนที่อยู่นระดับ 1 เขาช่างเป็นอัจฉริยะที่เหลือเชื่อจริงๆ ในอนาคตความสำเร็จของเขามิอาจคาดเดาได้ และอีกหลายปีข้างหน้าอาจจะมีราชันย์สงครามเกิดขึ้นในภูมิภาคทะเลตะวันออกอีกคนก็เป็นได้!”



หลังจากยืนยันว่า สิ่งที่ชูเฟิงใช้เป็นทักษะเร้นลับ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงก็ต้องตกตะลึง ในสายตาพวกเขา ไม่เพียงรู้สึกตกใจ แต่ก็มีความชื่นชมแฝงอยู่ด้วย เพราะ ทักษะเร้นลับนั้นราวกับเป็นตำนาน มีใครบ้างจะไม่สนใจมัน



อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ได้แต่ชื่นชม และไม่มีใครคิดร้ายเลย ถ้าชูเฟิงนั้นยังโดดเด่นเช่นนี้ แล้วอาจารย์ของเขาจะแข็งแกร่งขนาดไหน



*โผ๊ละ* ในตอนนั้น ผู้คนก็ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากท้องฟ้าและพุ่งลงสู่ภูเขาลงบนโต๊ะ พลังที่แข็งแกร่งนั้นทำให้โต๊ะที่อยู่บนยอดเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ



เมื่อเขามองดีดี ก็เห็นว่าเป็นร่างของจู เทียนหมิงที่บาดเจ็บสาหัส เขานั้นไม่เหลือพลังที่แม้จะยืนขึ้น และ เลือดนั้นไหลออกมาจากตัวเขาเต็มไปหมดย้อมโต๊ะอาหารจนแดงฉาน



     “ท่านพี่!” เมื่อเห็นสภาพของพี่ชายของตน จู ตี่กวงก็รีบวิ่งเข้ามา และหวังจะช่วย 



*วูบ* ก่อนที่เขาจะได้เข้าไปถึงตัวนั้น ก็มีร่างของคนปรากฏราวกับสายฟ้าฟาด ร่างนั้นไม่เพียงยืนอยู่ข้างจู เทียนหมิง แม้แต่เท้าของมันก็วางอยู่บนหัวของจู เทียนหมิง และคนคนนั้นก็คือชูเฟิง



     “ไอ้สารเลว ออกห่างจากพี่ชายข้าเดี๋ยวนี้” เมื่อเห็นว่าชูเฟิงกำลังเหยียบหัวพี่ชายตน จู ตี่กวง ก็พุ่งเข้าไปด้วยความโกรธ 



     “ถอยไปซะ!.” ชูเฟิงนั้น เพียงแค่พลังธรรมดาของเขาก็เหนือกว่า จู ตี่กวงแล้ว เขาสะบัดแขนของเขาและนั่นทำให้จู ตี่กวง โดนแรงกระแทกลอยออกไป



      “บัดซบ ข้าจะฆ่าเจ้า!” จู เทียนหมิง พูดขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงร้องของน้องชายตน



แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดต่อชูเฟิงก็เสริมแรงไปที่เท้าและนั่นก็เกิดเสียงแตก ดังเป๊าะ ที่จมูกของจู เทียนหมิง 



     “อ๊ากกก~~~”



ความเจ็บปวดนั่นทำให้ จู เทียนหมิง ร้องดังลั่น แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นใจจากชูเฟิง นอกจากนี้เขายังพูดอีกว่า “เจ้าจะให้ข้าเป็นคนลงมือ หรือเจ้าจะลงมือด้วยตัวเอง”



     “เขาไม่ได้คิดจะฆ่า จู เทียนหมิง จริงๆใช่หรือไม่” ผู้คนต่างขนลุกเมื่อเห็นการกระทำของชูเฟิง ซึ่งพวกเขาไม่คิดว่าชูเฟิงจะโหดเหี้ยมถึงขนาดจะข้าศิษย์รักของ เจ้าวิหาร วู่หยา ต่อหน้าต่อตาเขา นั่นมันเหมือนกับเขาไม่เห็นเจ้าวิหารวู่หยาอยู่ในสายตาเลย



     “ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องเขาอีกครั้ง ข้าจะถลกหนังเจ้าออกมา!” เจ้าวิหาร วู่หยา ไม่สามารถทนดูจู เทียนหมิงตายได้ เขาชี้หน้าชูเฟิงและตะโกนเสียงดังลั่น ในเวลาเดียวกันเขาก็ระเบิดกลิ่นอายระดับสูงสุดของ จ้าวสงครามออกมา



กลิ่นอายที่แข็งแกร่งนั่นราวกับเป็นพายุทำให้ยอดเขาตกอยู่ในความวุ่นวาย คนรุ่นเยาว์ที่ยังแข็งแกร่งไม่พอนั้นไม่สามารถต้านรับแรงดันนั้นไหวและไม่สามารถยืนอยู่ได้ แม้แต่ชูเฟิงก็ยังได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน



แต่ใบหน้าของเขาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เขาหัวเราะเสียงดังลั่นและพูดว่า “ หืม เจ้าวิหารวู่หยา ท่านเป็นคนเช่นนี้สินะ ก่อนหน้านี้ ท่านบอกว่าข้าหวู่ฉิงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับป้ายสายหมอกและตอนนี้ข้าก็กำลังจะเอาชนะศึกครั้งนี้แล้ว หรือท่านจะกลับคำพูด ที่ศิษย์ของท่านเป็นคนไร้ยางอายแบบนี้ นั้นคงเป็นเพราะพวกเขาเรียนรู้มาจากท่านสินะ.”



     “เจ้าเด็กเหลือขอ อย่าคิดว่าคำพูดของเจ้าจะทำอะไรข้าได้ ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องเขาอีกครั้ง ข้าจะฆ่าเจ้า”



     “อย่างไรก็ตาม ข้ายังเห็นแก่หน้าท่านหญิง เพียวเมี้ยวอยู่ ข้าจะให้โอกาสเจ้า รีบถอยออกห่างเขาซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน.”



ใบหน้าของเจ้าวิหารวู่หยาดำเทาอย่างกับเป็นขี้เถ้า ในตอนนั้นเขาไม่สนใจเรื่องภาพลักษณ์ของเขา เขาสนแค่ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ชูเฟิงปล่อยจู เทียนหมิง เท่านั้น



     “เจ้าวิหาร วู่หยา ท่านก็เป็นเพียงแค่ศิษย์กับอาจารย์ ท่านจะเดือดร้อนไปทำไม เมื่อตอนที่จูเทียนหมิง และศิษย์น้อง หวู่ฉิงได้เดินพันกัน ท่านไม่ยอมให้เขาหยุด และเมื่อจู เทียนหมิงใช้ยาต้องห้าม ท่านก็ไม่ยอมห้ามเขา ในตอนนี้ ท่านยังต้องการหยุดศิษย์น้องหวู่ฉิง อย่างนั้นสินะ ท่านยังมีความละอายอยู่หรือไม่” ในตอนนั้น ชุน หวู ก็ลุกขึ้นมาชี้หน้าเจ้าวิหาร วู่หยา และพูดเสียดสีเขา



     “เจ้าวิหาร วู่หยา ไม่ใช่ว่าข้า เซี้ย หยู ไม่เคารพท่าน แต่การกระทำของท่านจะส่งผลต่อสถานะของท่านอย่างมาก,” เซี้ย หยู พูดขึ้น



      “ผู้อาวุโส วู่หยา ข้าขอให้ท่านลองคิดดูใหม่.” แม่แต่ ฉิว ชือ ก็พูดขึ้นมา



      “หวู่ ฉิง เจ้ายังไม่หยุดอีกอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนเจ้าต้องการจะตายอย่างนั้นสินะ.” เจ้าวิหาร วู่หยาพูด จากนั้นเขาก็สะบัดแขนส่งผลให้เกิดคลื่นลมออกมา



*ฮึ่ม* ในตอนนั้น ชูเฟิงก็รู้ว่าอันตรายใกล้เข้ามา เมื่อคลืนพลังนั้นใกล้จะกระทบกับตัวเขา เขารู้สึกเหมือนมีภูเขากดร่างเขาอยู่ เขารีบใช้ ทักษะ เกราะเต่าดำ เพื่อป้องกันตัวเอง



*ตูม* อย่างไรก็ตาม พลังของเจ้าวิหาร วู่หยา นั้นแข็งแกร่งมาก มันต่างกับระดับของชูเฟิงอย่างเห็นได้ชัด คลื่นพลังนั้นทำให้ชูเฟิงกระเด็นออกมา



     “คุกเข่าซะ!!.” แต่มันก็ไม่จบแค่เพียงนั้น เมื่อชูเฟิงลอยอยู่บนท้องฟ้า ฝ่ามือเจ้าวิหารวู่หยา ก็กระแทกกับเขาดังเปรี้ยง ทำให้ชูเฟิงถูกกระแทกลงมาสู่ดิน



แม้จะมีเกราะเต่าดำ ป้องกันตัวอยู่แต่ก็มีเลือดไหลออกมาจากปากเขา อย่างไรก็ตามเขารู้ว่า เจ้าวิหารวู่หยา ยังไม่อยากฆ่าเขา การโจมตีนั้นทำให้หน้าของชูเฟิงดำราวกับขี้เถ้า และในสายตาของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสุดของเจ้าแห่งสงครามนั้น ผู้ที่อยู่ในระดับ 1 ก็ราวกับเป็นมด.



     “เจ้าวิหาร วู่หยา ท่านกำลังทำอะไรของท่าน” เมื่อเห็นเช่นนั้น ชุน หวู่ และคนอื่นๆก็โกรธจัด



     “หวู่หยา เจ้าเป็นผู้อาวุโส ทำไมถึงยื่นมือไปสอดเรื่องของเด็กๆเล่า เจ้าคิดว่าการกระทำเช่นนี้นั้นมันดูดีมากหรืออย่างไร,” แม่เฒ่า วู่กง พูดขึ้น



      “แน่นอนว่าเจ้านั้นรักศิษย์ของเจ้า ดังนั้นเจ้าสามารถช่วยเหลือเขาได้ แต่ถึงยังไงเจ้าก็ไม่สมควรลงมือกับ หวู่ฉิง!.”



      “ถูกต้อง ข้านั้นเคยเห็นคนหน้าหนา ไร้ยางอายมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นคนเช่นเจ้า.” การกระทำของ เจ้าวิหาร วู่หยา ทำให้ผู้คนต่างโกรธเป็นอย่างมาก และเริ่มด่าทอเขาด้วยถ้อยคำรุนแรง



     “พวกเจ้าทั้งหมดหุบปากซะ ถ้าใครกล้าพูดอีกข้าจะฆ่ามันซะ.” ในตอนนั้น เจ้าวิหาร วู่หยาก็ตะโกนขึ้น ในเวลาเดียวกันฝ่ามือของเขาก็เกิดแสงขึ้นและมีดาบยาวปรากฏขึ้นในมือของเขา



ดาบยาวนั้นไม่ได้กว้างมากแต่มันก็ยาวมาก รูปร่างของมันงดงามนัก ตัวดาบมีสีทอง และ สัญลักษณ์ที่แสนวิเศษสลักอยู่แม้แต่กลิ่นอายของมันนั้นแตกต่างจากยอดยุทธภัณฑ์ทั่วๆไป และ คล้ายกับ กระบี่ชมพูบุปผา ของหย่าเฟยที่ใช้



หลังจาก ดาบยาวปรากฏขึ้น กลิ่นอายของเจ้าวิหาร วู่หยา ก็รุนแรงขึ้นอย่ามาก เกิดพายุหมุนที่เปี่ยมไปด้วยพลังโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง แรงกดดันที่น่าเกรงขามนี้ก็ห้อมล้อมยอดเขาไว้หมดแล้ว

ReaDMGA
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////