วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

บทที่ 677 - เนตรสวรรค์สำแดงเดช

เมื่อชูเฟิงผ่านประตูเข้ามา เขารู้สึกว่าดวงตาของเขาพร่ามัว และเมื่อการมองเห็นของเขากลับมาเป็นปกติ เขาก็ได้มาอยู่ต่างโลกแล้ว



มันไม่ได้สวยงามดังเช่นอาณาจักรแห่งนิรันดร์ก่อนหน่านี้ แต่มันเป็นเทือกเขาทอดยาวต่อกัน ราวกับว่าระยะทางของมันไม่มีสิ้นสุดแม้แต่จุดสิ้นสุดก็ยังไม่อาจมองเห็น นอกจากนี้หุบเขานั่นเก่าแก่เป็นอย่างมาก มันไม่มียอดเขาแต่มันประกอบได้ด้วยเนินเขาบนเนินเขาที่เปลือยเปล่า



จริงๆแล้วพวกมันเป็นเนินเขา เนินเขาหินดูคล้ายกับขนมปังนึ่ง พวกมันไม่มีแม้แต่วัชพืช นอกจากนี้สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดอยู่ภายในหุบคือลมกรรโชกแรงที่ปรากฏเป็นบางครั้ง ภายในลมแรงมีจุดด่างๆของทราย มันช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก



      “นี่คือดินแดนแห่งตราประทับนิรันดร์รึ?” ชูเฟิงรู้สึกว่ามันแปลกมาก ทำอย่างไรมันถึงจะดูเหมือนดินแดนแห่งนิรันดร์? มันเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยวที่ไม่สามารถเปล่าเปลี่ยวไปกว่านี้อีกแล้ว



      “นี่คือดินแดนแห่งตราประทับนิรันดร์จริง ภาพที่เราเห็นภายนอกนี้ไม่ต่างอะไรกับภาพลวงตา” เซี้ย หยูอธิบาย



      “ถ้าเช่นนั้น ทำอย่างไรเราถึงจะได้วิญญาณตราประทับหล่ะ?” ชูเฟิงได้กระจายอำนาจวิญญาณของเขาออกไปตวจสอบ แต่กลับไม่พบอะไรนอกจากเนินเขาเปลือยเปล่าและจุดด่างทรายแปลกๆของพายุ ไม่มีแม้แต่ผมเส้นเดียว




      “ถ้าวิญญาณตราประทับมันง่ายที่จะหาพบ เช่นนั้นแล้วมันคงจะไม่ใช่วิญญาณตราประทับแล้ว.. แค่มากับพวกเรา” เซี้ย หยูยิ้มบางๆ พร้อมกับพุ่งไปในอากาศ ชุน หวู่และคนอื่นๆรีบตามไปอย่างใกล้ชิด



พวกนางทั้ง 4 คนเติบโตขึ้นมาในหุบเขาสายหมอก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครจะรู้จักดินแดนแห่งตราประทับนิรันดร์ดีไปกว่าพวกนาง ดังนั้นชูเฟิงจึงไม่ได้เอ่ยคัดค้านอะไรพร้อมตามพวกนางทั้ง 4 ไป เมื่อบินขึ้นไปด้านบน ดูเหมือนเทือกเขาพวกนี้ราวกับไร้ขอบเขตและไม่มีสิ้นสุด



ในการเดินทางด้วยวิธีเหาะของพวกเขา พวกเขาได้พบกับคนอื่นๆ ชูเฟิงสังเกตุเห็นความสับสนบนใบหน้าของพวกเขา การที่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ที่ไม่เห็นแม้ต่อร่องรอยของวิญญาณตราประทับ ทุกๆคนย่อมรู้สึกถึงความกดดัน จากทั้งหมดที่กล่าวมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการเข้ามาที่ดินแดนตราประทับนิรันดร์ ไม่มีใครสักคนที่ต้องการกลับออกไปมือเปล่า 



ดังนั้นในสถานะการณ์เช่นนี้ ผู้คนที่เห็นการกระทำชูเฟิงและคนอื่นๆเปรียบเสมือนกับผู้ช่วยเหลือชีวิต คนเหล่านั้นต้องการร่วมทางไปกับพวกเขา แต่เซี้ย หยูและอื่นๆไม่อนุญาติ



ขณะที่พวกเขาค้นหาอย่างมืดบอด ภายในทรายสีเหลืองที่พัดผ่าน ชูเฟิงและคนอื่นๆพลันพบสัญลักษณ์แปลกๆ มันใหญ่กว่านกพิราบโตเต็มวัย และมันมีปีกคู่งามสีทองอร่าม มันบินอยู่ในพายุทราย มันช่างพริ้วไหวและความเร็วของมันก็รวดเร็วเป็นอย่างมากด้วย



     “มันคือวิญญาณตราประทับ! เร็วเข้า!” เมื่อเห็นมัน ตาของเซี้ย หยูและคนอื่นๆสาดประกาย ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาทั้ง 4 มุงหน้าออกไปในเวลาเดียวกันเพื่อปิดผนึกทางหลบหนีของวิญญาณตราประทับ พวกเขาก็จะสามารถจับวิญญาณตราประทับได้อย่างง่ายดาย



     “ศิษย์พี่เซี้ย หยู พวกเราทั้ง 5 คนจะแบ่งคนละเท่าๆกัน ส่วนนี่! ท่านรับวิญญาณตราประทับชิ้นแรกไป” ชุน หวู่, ตง เซวีย, และฉิว ซือกล่าวในเวลาเดียวกันหลังจากที่จับวิญญาณตราประทับได้



     “อื้ม แน่นอน” เซี้ย หยูไม่ได้ปฏิเสธความคิดนี้ นางใช้มือความจับวิญญาณตราประทับและกำมันไว้เบาๆ ประกายแสงในฝ่ามือของนางได้ไหลเข้าไปในร่างกาย ในที่สุดแสงวิญญาณตราประทับที่อยู่ในมือนางก็ดับลง



      “ดูนั่น สำเร็จแล้ว!” หลังจากนั้นเซี้ย หยูดึงแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นแขนขาวราวหิมะของนาง ทันใดนั้น ชูเฟิงและคนอื่นๆมองเห็นตราประทับสีทองขนาดเล็กปรากฏบนแขนของนาง สิ่งนั้นได้ประทับลงไปบนแขนของนาง



หลังจากทำสำเร็จในครั้งแรก เซี้ย หยูและคนอื่นๆก็ร่าเริง คนทั้ง 4 ในกลุ่มของชูเฟิงได้เตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพวกเขาเริ่มออกค้นหาวิญญาณตราประทับกันต่อทันที ทันทีที่พวกเขาพบวิญญาณตราประทับ พวกเขาจะจับมันโดยใช้ทักษะที่รวดเร็วราวกับสายฟ้า



วิญญาณตราประทับที่จับได้ถูกแบ่งออกให้พวกเขาเท่าๆกัน แม้ว่าไม่ได้ใช้ความพยายามมากนัก แต่ชูเฟิงยังได้รับส่วนแบ่งด้วย นอกจากนี้สาวๆทั้ง 4 คนก็ยังไม่คัดค้านสักคำ กลับกันพวกนางรู้สึกว่านี้มันก็สมควรแล้ว



ชูเฟิงและคนอื่นๆใช้เวลาค้นหากันแทบจะทั้งวันทั้งคืน อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับสีสันของยามค่ำคืนกำลังจะจางหายไป เซี้ย หยูและคนอื่นๆตัดสอนใจที่จะพักผ่อนสักเล็กน้อยก่อนจะถึงตอนกลางวันจึงค่อยเริ่มค้นหาต่อ



เมื่อเห็นสาวงามทั้ง 4 หลับอยู่ข้างๆชูเฟิงและเขาเองก็มองไปที่วิญญาณตราประทับทั้ง 2 ที่ประทับอยู่บนแขนของเขา ชูเฟิงจึงยังไม่ได้นอนในตอนนี้



ในช่วงเวลากลางวัน ทั้ง 5 ตนจับวิญญาณตราประทับได้ทั้งหมด 10 ชิ้น และแบ่งมันให้ทุกๆคนๆละ2 ชิ้น ประมาณ 10 วันผ่านไป พวกของชูเฟิงแต่ละคนสามารถหาวิญญาณตราประทับได้คนละ 20 ชิ้น ผลลัพธ์ที่ได่นั้นถือว่าไม่เลวนัก แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่ชูเฟิงปราถนา



     “เฮ้..เห็นได้ชัดว่าสาวๆพวกนี้เห็นศักยภาพของเจ้า ดังนั้นพวกนางจึงเต็มใจเสียสละผลประโยชน์เพื่อพาเจ้ามาที่นี่และเพื่อเพลิดเพลินไปกับการเกี่ยวเกี่ยวของพวกนาง”



     “ตอนนี้ วิญญาณตราประทับที่เจ้าได้มาฟรีๆมันก็เท่ากันกับของพวกนาง ข้าเดาว่าเจ้าคงไม่คิดที่ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปใช่มั้ย?” ทันใดนั้น เสียงหวานของต้านต้านก็ดังเข้ามาในหัวของชูเฟิง



     “ต้านต้าน เจ้าเห็นต้นกำเนิดของวิญญาณตราประทับพวกนี้หรือไม่?” ชูเฟิงถามอย่างรีบร้อน เนื่องจากความรู้ของต้านต้านกว้างขวางกว่าชูเฟิง และแม้ว่านางมาจากโลกวิญญาณอสูรฟ้าแต่นางก็รู้ในหลายๆสิ่งที่ชูเฟิงไม่รู้



     “ข้าไม่เห็น แต่เจ้าสามารถใช้เนตรสวรรค์ของเจ้าลองดูกฌได้ แม้ว่าเนตรสวรรค์จะเป็นทักษะของผู้เชื่อมต่อฯ แต่มันก็แตกต่างจากอำนาจวิญญาณ บางทีมันอาจจะพบเจออะไรบ้างก็ได้” ต้านต้านกล่าว



      “นั่นสินะ! เนตรสวรรค์! ข้าลืมไปได้ยังไงเนี่ย?” ทางออกเปิดเผยต่อชูเฟิงเมื่อได้ยินคำพูดของต้านต้าน หลังจากเข้ามาในดินแดนแห่งตราประทับนิรันดร์ เขาใช้เพียงอำนาจวิญญาณของเขาเพื่อตรวจดินแดนแห่งนี้ แต่มันก็ไม่พบอไร



ดังนั้น จิตใต้สำนึกของชูเฟิงรู้สึกว่าไม่มีข้อได้เปรียบของการเป็นผู้เชื่อมต่อฯในดินแดตราประทับนิรันดร์แห่งนี้ ซึ่งมันทำให้ชูเฟิงลืมเนตรสวรรค์ของเขาไป



หลังจากได้ต้านต้านเตือนความจำ ชูเฟิงไม่รอช้าและไม่กังวลว่า เนตรสวรรค์ของเขาจะได้ผลหรือไม่ อย่างน้อยๆก็ขอให้เขาได้ลองทำดู



ในดินแดนแห่งตราประทับ ระหว่างแต่ละวัน พระอาทิตย์จะสาดแสงไปทั่วทุกที่ แต่ในความมืดไม่มีแม้แต่แสงจันทร์หรือดวงดาวที่มองเห็นได้ กล่าวได้ว่ามันช่าง ‘มืดมิด’ แต่เมื่อชูเฟิงใช้เนตรสวรรค์ ตาของเขาก็สว่างขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชูเฟิงมองเห็นล้วนไม่ต่างจากเมื่อตอนกลางวัน



หลังจากพบรายละเอียด ชูเฟิงตกใจและมีความสุขมากที่ได้พบว่าใกล้กับหัวภูเขา มีรูปแบบที่เป็นสัญลักษณ์ขนาดเล็ก แม้มันจะเบาบางเป็นอย่างมาก แต่มันก็มีแสงวิบวับออกมาแสดงให้เห็นถึงความคงอยู่ มันคือก่อตัวแน่นอน



ทันใดนั้น ชูเฟิงใช้เนตรสวรรค์มองลงไปข้างล่าง เขากลับพบว่าการก่อตัวนั้นพลันหายไป และเมื่อเขาใช้เนตรสวรรค์อีกครั้งการก่อตัวนั้นก็ปรากฏขึ้นมาใหม่



ชูเฟิงเดินตรงไปที่การก่อตัวนั้นอย่างระมัดระวังพร้อมกับใช้อำนาจวิญญาณตรวจสอบมันไปด้วย เขาไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างกับสิ่งรอบข้างราวกับว่ามันเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาใช้เนตรสวรรค์ตรวจสอบมัน เขาพบว่ามันเป็นเหมือนกับการก่อตัวที่มีชีวิต แน่นอน! เพียงใช้เนตรสวรรค์เท่านั้นเขาจึงสามารถมองเห็นสิ่งนี้ได้



     “ชูเฟิง ลองวางรูปแบบปิดผนึกดู ด้วยเหตุผลบางอย่างข้าคิดว่าเป็นไปได้มากว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นจะเป็นวิญญาณตราประทับ” ต้านต้านเตือน



     “อื้ม” ชูเฟิงเชื่อต้านต้านเพราะเขาเองก็คิดเช่นเดียวกัน ชูเฟิงปล่อยรูปแแบบปิดผนึกครอบคลุมรอบๆตัวเขาเป็นอย่างแรก จากนั้นเขาจึงวางรูปแบบปิดผนึกซ้ำอีกที



     “ผนึก!” หลังจากรูปแบบเปิดผนึกทำงาน การก่อตัวของสัญลักษณ์เกิดการเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดมันได้เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นวิญญาณตราประทับ!! นอกจากนั้น มันยังต้องการบินออกมาจากหินเพื่อหลบหนี…..

ReadMGA
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////