วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทที่ 687 - น่ารังเกียจ ไร้ยางอาย หน้าด้าน

เมื่อคิดถึงสิ่งที่พบเจอในตั้งแต่เข้ามาในหุบเขาสายหมอก เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ปกติแค่เห็นที่ภายนอก มันมักจะมีความลับหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เขารู้ว่าในระดับของเขานี้ เขาไม่สามารถจับต้องอะไรมั่วซั่วได้



*ฮึ่ม*



ในตอนนั้นก็เกิดแสงขึ้นในอาราม หลังจากนั้นก็ปรากฏประตูรูปแบบวิญญาณ ตั้งอยู่เหนือบนอากาศใจกลาง อารามนั่น



*วูบ* เมื่อเห็นเช่นนั้น ชูเฟิงรีบบินไปบนท้องฟ้า และรีบเข้าไปใกล้มันทันที จากนั้นเขาก็ตรวจสอบมันอย่างระมัดระวัง



เมื่อผ่านประตูเข้ามา ชูเฟิงก็ได้เห็นพื้นที่กว้างใหญ่ของอาราม อย่างไรก็ตาม มันประกายระยิบระยับด้วยทองและหยก รวมทั้งสมบัติ



และยังมี วิญญาณตราประทับจำนวนมากกำลังลอยอยู่ในนี้ แต่มันน่าแปลกยิ่งนักเพราะไม่ว่าชูเฟิงจะพยายามหาสักเท่าไหร่ก็ไม่พบตราประทับดอกบัวนิรันดร์ฯ



ในตอนนั้น ชูเฟิงก็รู้สึกดีใจมาก เพราะด้านอื่นภายในประตูโลกวิญญาณนั้นมันคืออารามแห่งการสืบทอดที่แท้จริง ภายในนั้นย่อมมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่



อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ชูเฟิงจะได้เข้าไป เขาก็หยุดแล้วหันกลับไปมองผ่านประตูโลกวิญญาณและเขาก็ได้เห็นกลุ่มคนเข้ามาในอาราม ในกลุ่มนั้นมี 4 สาวงามจากหุบเขาสายหมอก และยัง มี 6 คนจากหมู่เกาะประหารอีกด้วย



ในตอนนั้นชูเฟิงไม่ได้รีบเข้าไป เพราะเขากำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าอื่นที่เข้าสู่อาราม และสามารถเห็นพวกเขาได้ชัดเจน แต่พวกเขานั้นไม่สามารถที่จะเห็นเขาได้



ดังนั้นชูเฟิง จึงรู้สึกว่า รูปแบบทางเข้านี้นั้นกำลังซ่อนอยู่ และถ้าเขาต้องสู้กับพวกเขาเพื่อแย่งชิงสมบัติ เขาควรอยู่เงียบๆ และคอยดูการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาจะดีกว่า



      “อารามแห่งการสืบทอดนั้นเป็นดั่งที่ตำนานได้กล่าวไว้ มันมีวิญญาณตราประทับมากมายจริงๆ และถ้าพวกเราได้มันมาและแบ่งกันบางทีอาจจะแลกเปลี่ยนเป็นทักษะต้องห้ามได้!” ในตอนนั้น ตง เซว่ ก็ยิ้มบานราวกับดอกไม้ รอยยิ้มนั้นงดงามมาก



มันมีวิญญาณตราประทับมากมายในอารามแห่งการสืบทอด มันมีมากกว่าหลายพันแม้ว่าพวกเขาจะหารกันทั้งหมด 10 คนมันก็ยังมีจำนวนมากและทิ้งห่างสถิติของ มู่ หรงซุน ไป



และถ้าพวกเขาสามารถทำลายสถิติของมู่ หรงซุนได้ พวกเขาจะกลายเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคทะเลตะวันออก



และนอกเหนือจากวิญญาณตราประทับ ในที่แห่งนี้ยังมีสมบัติอยู่มากมาย อาจพูดได้ว่าที่แห่งนี้เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่เลย



     “แบ่งเท่าๆกันอย่างนั้นหรือ แม่นาง ตง เซว่ ข้าคิดว่าเจ้าจะหวังมากไปหน่อยละมั้ง” อย่างไรก็ตามหลังจาก ตง เซว่ พูด ฉาน เฟิง ก็พูดขึ้นมา



      “ฉาน เฟิง เจ้าไม่ได้มีแผนที่จะทำลายสะพานข้ามแม่น้ำใช่หรือไม่” เซี้ย หยู พูดขึ้นมา



     “ทำลายสะพานอย่างนั้นหรือ แม่นาง เซี้ย หยู อย่าเข้าใจผิดไป ข้า ฉาน เฟิงไม่ได้เป็นคนแบบนั้น” 



      “อย่างไรก็ตามที่ท่านพูดก่อนหน้านี้ ในโลกของผู้ฝึกตน ผลประโยชน์นั้นสำคัญที่สุด ถ้ามีอำนาจมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น”



       “ในตอนนี้ อารามแห่งการสืบทอดนั้นคือผลประโยชน์สำหรับพวกข้า พวกท่านคิดว่าข้าจะแบ่งให้อย่างนั้นหรือ” ฉาน เฟิง พูดพร้อมเหล่ สายตา ไปยัง หยา เฟย และ มู่หรง ว่าน



เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ทั้ง 2 ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มออกมา ทั้ง 2 นั้นเดินมาข้างๆ ฉาน เฟิง และ ผนึก 4 สาวงามไว้ที่นี่



ในตอนนั้น อีก 3 คนจาก หมู่เกาะประหารก็ทำเช่นเดียวกัน ทั้ง 6 นั้นยืนปิดกั้นทางเข้าเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า จะไม่แบ่งสิ่งใดเลยให้กับ 4 สาวงาม



       “บัดซบ หมู่เกาะประหารของพวกเจ้านั้นไร้คุณธรรมเหมือนกับที่เขาว่ากันจริงๆ ‘นักรบผู้ทรงคุณธรรมผู้ปัดเป่าความชั่วร้ายและพิทักษ์แสงสว่าง ’. ข้าไม่คิดเลยว่า พวกเจ้าจะชั้นต่ำและไร้ยางอายถึงเพียงนี้ พวกเจ้าเชิญพวกข้ามายังที่แห่งนี้ และผลักพวกเขาไว้ข้างหลังและสนุกกับสมบัติด้วยตนเอง ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงคนภายนอก พวกเขาจะหัวเราะเจ้าอย่างแน่นอน” ฉิว ชือ พูดขึ้น



      “ฮ่าฮ่า แม่นาง ฉิว ชือ ท่านช่างไร้เดียงสายิ่งนัก”



      “มีเพียงแค่เรา 10 คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ท่านคิดว่าคนอื่นจะเชื่อท่านอย่างนั้นหรือ ที่ข้าคิดก็คือ ไม่มีใครเชื่อคำพูดท่านหรอกพวกเขาก็คิดว่าเป็นคำใส่ร้ายเท่านั้น.” ฉาน เฟิง หัวเราะและพูดขึ้น



       “บัดซบ พวกเจ้าวางแผนไว้ก่อนแล้วนี่เอง ตั้งแต่ต้น พวกเจ้าไม่ได้มีแผนจะแบ่งวิญญาณตราประทับกับพวกเขา สิ่งนี่มันช่างน่าอัปยศสำหรับพวกเรายิ่งนัก แต่เชื่อพวกเจ้าและช่วยพวกเจ้า,” ตง เซวีย พูดขึ้น 



      “ฉาน เฟิง มันจะดีกว่า ถ้าเจ้าไม่ทำเช่นนี้ อย่างลืมสิว่า นี่คือหุบเขาสายหมอกและ อารามแห่งการสืบทอดก็เป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาสายหมอก.”



      “หุบเขาสายหมอกนั้นเชิญพวกเจ้ามาด้วยใจจริง และต้องการแบ่งปันสมบัติของหุบเขาสายหมอกกับพวกเจ้า แต่สิ่งที่เจ้าทำคือจะฮุบสมบัติทั้งหมดไว้คนเดียว เจ้าไม่กลัวการลงโทษจากอาจารย์ของข้า ท่านหญิงเพียวเมี้ยว เมื่อออกไปหรือ”เซี้ย หยูพูดขึ้น



       “เซี้ย หยู เจ้าคิดว่าพวกเรากลัวอย่างนั้นหรือ ใครไม่รู้บ้างว่าพวกเจ้าเป็นคนของหุบเขาสายหมอก พวกเจ้าต้องการสู้กับพวกเราที่นี่อย่างนั้นหรือ ทำไมเจ้าไม่ออกไปและ เอาทักษะล่ะ”



       “นอกจากนี้ อย่าคิดว่าเจ้าจะใช้ ท่านหญิงเพียวเมี้ยว ขู่เราได้ หมู่เกาะประหารของพวกเราไม่ได้เกรงกลัวหุบเขาสายหมอก ถ้าท่านหญิงเพียวเมี้ยวกล้าแตะต้องพวกเรา พวกเรายืนยันได้เลยว่าหุบเขาสายหมอกจะไม่เหลือคนอยู่อีกเลยในอีกไม่กี่เดือน.” มู่หรง ว่าน พูดขึ้น



       “ตกลง ตกลง ทำไมเจ้าได้แต่หายใจทิ้งเสียล่ะ ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมออกไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องทำให้พวกเขาถอยไปแล้ว ไปพวกเราช่วยส่งเคราะห์พวกเขากัน.” หยา เฟย พูดขึ้น



       “ถ้าเจ้าต้องการปะทะกับพวกเรา มันก็ต้องลองดูว่าพวกเจ้ามีพลังพอหรือไม่.” ฉิว ชือ พูดขึ้นเพราะเธอในอยู่ระดับ 5 จ้าวแห่งสงครามดังนั้นเธอจึงไม่กลัวพวกฉาน เฟิง



      “ฮ่าฮ่า แม่นาง ฉิวชือ ข้าไม่ต้องร่วมมือกับหยา เฟย ก็เอาชนะท่านได้ อย่างไรก็ตามร่างกายที่อ่อนแอนั่น ข้าไม่ต้องการทำร้ายมัน มันคงจะดีกว่าถ้าท่านใช้ยันต์และกลับไปที่ของท่าน.” ฉาน เฟิง พูดและยิ้มออกมา



      “ถ้าอย่างนั้นก็ลองดู,” เซี้ย หยู ตะโกนออกมาจากนั้นเธอก็โจมตีทันที เธอรู้ว่า พลังของเธอนั้นไม่สามารถเทียบกับ ฉาน เฟิง และคนอื่นๆ ได้ และเมื่อเธอโจมตีนั้นก็ได้แค่สนับสนุน ฉิว ชือ เพราะเธอไม่ยอมให้ วิญญาณตราประทับหรือสมบัตินั้นตกในมือพวกเขาแน่นอน



ในตอนนั้น สาวงาม ทั้ง 3 ก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน และเริ่มโจมตีใส่ ฉาน เฟิง และคนอื่นๆ "เปิดก่อนได้เปรียบ’



แต่มันก็ไร้ประโยชน์ เพราะความต่างของพลังนั้นมากเกินไป เพราะไม่ว่าอย่างไรความแข็งแกร่งที่ ฉิว ชือ มีนั้น มันก็ย่อมด้อยกว่า หย่า เฟย ฉาน เฟิง และ มู่หรง ว่าน นอกจากนี้ยังมีอีก 3 คน จากหมู่เกาะประหารด้วย พวกเขาก็ไม่ได้ด้อยกว่า ตง เซวีย และ เซี่ย หยู.



ดังนั้นภายในพริบตา ผลลัพธ์ก็บอกได้แล้วว่า การปะทะกันนี้ ฝ่าย 3 สาวงามเป็นฝ่ายแพ้

ReaDMGA
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////