วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทที่ 711 - กลับสำนักสี่คาบสมุทร


       " อะไรนะ ? เขานำสมบัติหายากขนาดนี้ มามอบให้กับตระกูลหลี่ ของเรางั้นหรอ ? " เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดเหล่านั้น หลายคนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เพราะ เห็ดนิรันดร์แห่งการทำลายนั้นล้ำค่าอย่างมาก



นอกจากนี้หากนึกถึงเรื่องที่ตระกูลหลี่ ปฏิบัติกับเขาก่อนหน้านี้ ถ้าชูเฟิงจะเอาไข่วิหคผนึกน้ำแข็งไปโดยไม่ให้อะไรพวกเขากลับมา มันก็สมควรแล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ 



คนที่เข้าใจเหตุผลของชูเฟิงมีแค่ หลี่ ชาน เพราะสามารถกล่าวได้ว่านางเป็นเพียงคนเดียวในตระกูลหลี่ ที่เข้าใจ ชูเฟิง นางรู้ว่าเขา ไม่ใช่คนใจแคบ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ช่วยตระกูลหลี่ไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า




ในความเป็นจริง เมื่อนางได้เห็น เห็ดนิรันดร์แห่งการทำลายที่อยู่ในมือของ ชูเฟิง หัวใจของหลี่ ชาน ก็เต้นระรัว นางไม่ใช่คนโง่ นางบอกได้ทันทีว่าพลังงานที่แผ่กระจายออกมาจากเห็ดนั้นคือสิ่งที่ช่วยให้นางได้รับพลังวิญญาณมหาศาล เมื่อนางได้ใช้มัน



แต่ถึงอย่างนั้น หลี่ ชาน ก็ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ และกล่าว " หวู่ฉิง เห็ดนิรันดร์ฯนี้มีค่ามหาศาล ข้าไม่อาจรับมันไว้ได้ "



      " อีกอย่าง เจ้าได้ช่วยตระกูลหลี่ของข้าหลายครั้งต่อหลายครั้ง ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าเกรงว่าตระกูลหลี่คงไม่ได้ยืนอยู่ที่นี่ สิ่งที่ตระกูลหลี่ตอบแทนได้มีแค่ ไข่วิหคผลึกน้ำแข็ง ซึ่งมันไม่อาจตอบแทนบุญคุณของเจ้าได้หมด เจ้านั้นไม่ได้ติดค้างอะไรเรา มีแต่เราที่ติดค้างเจ้า "



      " นี่เจ้า!!!ทำไมถึงได้โง่แบบนั้นล่ะ เจ้าไม่ต้องการสมบัติล้ำค่าที่มาแขวนไว้ให้ที่หน้าประตูงั้นหรอ " เมื่อได้ยิน หลี่ ชานพูด แม้แต่ผู้นำตระกูลหลี่ก็แทบจะกระอักเลือด เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมหลี่ ชาน ถึงได้ปฏิเสธที่จะรับสมบัติเอาไว้



แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาทำได้แค่คิดอยู่ภายในใจ ในเวลาแบบนี้เขานั้นไม่มีสิทธิพูดใดๆ แม้กระทั้งส่งข้อความทางจิตไปให้ลูกสาวเขา เขายังไม่กล้า เพราะเขานั้นกลัว ชูเฟิง อย่างมาก



       " ข้าให้เจ้าเก็บมันไว้ "



       " นี่มันของเจ้า ไม่ใช่ของตระกูล หลี่ "



      " แต่แรก ข้าก็ไม่เคยคิดว่าตัวเอง หวู่ฉิง ติดค้างอะไรกับตระกูล หลี่ " ชูเฟิงยัดเยียดเห็ดนิรันดร์ใส่มือของหลี่ชาน และถามว่า " อารามกว่างจินอยู่ทางไหน ? "



      " อารามกว่างจินห่างจากหุบเขาเขี้ยวหมาป่าไปไม่ไกล มันถูกสร้างขึ้นใน ป่าแสงจันทร์ ที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ " หลี่ ชาน ตอบตามความจริง แต่แล้วนางก็รีบพูดในสิ่งที่นางคิดอย่างรวดเร็วเพื่อห้าม " หวู่ฉิง ไต้ซือ หวาง จิน อยู่ในระดับ 3 จ้าวแห่งสงคราม นอกจากนี้ จากที่ข้าได้ยินมา เขานั้นมีอายุเกือบ 200 ปีแล้ว อีกทั้งยังเป็นคนที่อำมหิต น่ากลัวและแสนเจ้าเล่ห์ บางคนถึงกับเรียกเขาว่า มารเฒ่า! ดังนั้นได้โปรดอย่าไปหาเขาเลย! "



อย่างไรก็ตาม ชูเฟิง เพียงยิ้มให้สำหรับความหวังดี และกล่าวกับหลี่ ชานว่า " ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็น นิกายมงกุฏเขียวหรืออารามกว่างจิน จะไม่มีใครมารังแกเจ้าอีก ข้าจะจัดการปัญหานี้ให้เจ้า แต่จำไว้ว่าข้าไม่ได้ทำเพื่อตระกูลหลี่ "



* พรึบบ * หลังจากพูดจบ ชูเฟิง ก็กระโจนขึ้นและพุ่งไปยังทิศทางอารามกว่างจิน เมื่อหลี่ ชาน และ คนอื่นๆ มองขึ้นไป ก็ไม่พบร่องรอยใดๆของ ชูเฟิง แล้ว




       " เขาคงไม่ได้ไปหาไต้ซือ หวาง จิน จริงๆใช่มั้ย ? " ผู้นำตระกูลหลี่ พึมพำขณะที่มองไปยังทิศทางอารามกว่างจิน ถ้าเป็นไปได้ เขาก็หวังว่า ให้ชูเฟิงกำจัดไต้ซือ หวาง จิน สำเร็จ เพราะนั้นเท่ากับว่าเขาในได้กำจัดปัญหาให้กับตระกูลหลี่ และส่วนชีวิตของชูเฟิงนั้นจะเป็นไง พวกเขาไม่ได้สนใจ



ส่วนทางด้านหลี่ ชาน เมื่อนางมองไปยังทิศทางที่ชูเฟิงจากไป หัวใจของนางก็เกิดความกังวลอย่างมาก ดังนั้นนางรีบส่งคนออกไปดูราดราวใกล้ๆอารามกว่างจิน พร้อมกับสั่งให้คนเฝ้าจับตาเหตุการณ์ทุกอย่างภายในอารามกว่างจิน 



สามวันผ่านไป หลังจากที่ ชูเฟิง จากไป หลี่ ชานก็ได้รับจดหมายจากคนที่ส่งไปสอดแนม หลังจากเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน ความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลตอนแรกของ หลี่ ชาน 



ในจดหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ชูเฟิง ได้เดินทางมาที่อารามกว่างจิน ในวันที่เขาออกจากตระกูลหลี่ นอกจากนี้ เขายังจัดการศิษย์ทั้งหมดของอารามกว่างจิน และ ทำลายการเพาะปลูกของไต้ซือ หวาง จิน



ไต้ซือ หวาง จิน ไม่อาจทนอยู่กับความอัปยศ หลังจากที่ ชูเฟิงจากไป เขาก็ได้จบชีวิตของตัวเอง



ปัจจุบัน อารามกว่างจินตกอยู่ในความวุ่นวาย พระอาวุโสหลายฝ่ายเกิดการแย่งชิงทรัพยากรและของล้ำค่าภายในอาราม นอกจากนี้ สาวกที่ติดตามพระอาวุโสเหล่านั้น ก็ได้แยกย้ายไปทางใคร ทางมัน



ตอนนี้ อารามกว่างจินที่ว่ามีอำนาจในแถบนี้ ได้จบสิ้นแล้ว



หลังจากอ่านเนื้อหาในจดหมายแล้วมือของหลี่ ชาน ก็สั่นเล็กน้อย หลังจากที่เรียกสติกลับมานางก็พึมพำออกมาว่า " หวู่ฉิง เจ้าเป็นใครกันแน่! "



ชูเฟิงไม่อาจรู้ว่า หลี่ ชาน ตกใจมากแค่ไหน และแม้แต่ปฏิกิริยาของตระกูลหลี่ หรือปฏิกริยาของขุมอำนาจอื่นๆที่อยู่ในบริเวณหุบเขาเขี้ยวหมาป่า เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด



หลังจากที่เขาจัดการ ไต้ซือ หวาง จิน และขุมอำนาจที่เป็นภัยคุกคามตระกูลหลี่ ชูเฟิง ก็มุ่งหน้ากลับไปยัง สำนักสี่คาบสมุทร




เมื่อเดินผ่านตามท้องถนนชูเฟิงก็เกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แม้ว่าเขามาที่นี่ไปไม่ถึงปี นับตั้งแต่เขามาถึงทะเลตะวันออก เขานั้นก็ได้ผ่านประสบการณ์มามากมาย หลังจากที่จื่อหลิงถูกตระกูลจื่อพาตัวกลับไป




ในเวลานั้น ชูเฟิง ได้พัฒนาตัวเองขึ้นอย่างมาก แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเข้าปะทะกับขุมอำนาจขนาดใหญ่อย่างหมู่เกาะประหาร แม้ว่า ชูเฟิง จะอยากช่วยจื่อหลิง แต่เขาก็ต้องพึ่ง ฉิว ซานเฟิง และทรัพยากรภายในสุสานจักรพรรดิ ในความเป็นจริง ชูเฟิง นั้นมีเพียงความหวังเดียว แม้เขาจะรู้สึกว่า ฉิว ซานเฟิง ต้องการช่วยเขาอย่างแท้จริง แต่เขาไม่มั่นใจว่า ฟู่ เหลียนเซิง จะช่วย ฉิว ซานเฟิงหรือเปล่า เพราะว่า 
" กาลเวลาเปลี่ยน คนก็ย่อมเปลี่ยน "



ดังนั้น ตอนนี้ ถึงแม้ว่า ชูเฟิงจะมีเป้าหมายหลักคือการตามหา ฟู่ เหลียนเซิง แต่เขาก็จะไม่พลาดโอกาสใดๆในการเพิ่มระดับการเพาะปลูก ดั่งคำที่ว่า " พึ่งพาตัวเอง ดีกว่าพึ่งพาคนอื่น " ถ้าไม่มีใครยินดีจะช่วยเหลือเขา ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดมาถึง ชูเฟิง ก็สามารถพึ่งพาตัวเองในการปกป้องจื่อหลิง และแม้เขาต้องเอาตัวเข้าแลกเขาก็จะไม่อ่อนข้อกับหมู่เกาะประหาร เพราะเขาไม่อาจผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับจื่อหลิง ไม่ว่าจะเป็น หรือ ตาย เขาก็พร้อมจะเผชิญกับมัน 



สำนักสี่คาบสมุทรมีอาณาเขตกว้างใหญ่อย่างมาก แต่มันก็มีรูปแบบอำนาจพลังวิญญาณเพียงพอในการป้องกันคนแอบลอบเข้ามาในสำนัก หากใครต้องการเข้าไปในสำนักสี่คาบสมุทร พวกเขาต้องมายังทางเข้าที่ระบุไว้ 



นอกจากลูกศิษย์ภายในสำนัก คนนอก จะไม่ได้รับอนุญาติให้เข้า-ออก ตามอำเภอใจ



ในความเป็นจริง ตอนนั้น เมื่อชูเฟิงเดินมาถึงทางเข้า เขาก็พบว่ามีคนจำนวนมากยืนอยู่ด้านนอกของประตู ฟังจากคำพูดของพวกเขา ชูเฟิงบอกได้เลยว่าพวกเขานั้นต้องการพบใครบางคนที่อยู่ภายในสำนักสี่คาบสมุทรพวกเขาจึงมารวมตัวกัน โดยศิษย์ที่เฝ้าประตูจะรับข้อความไปบอกกับคนที่พวกเขาต้องการพบ



แต่สำนักสี่คาบสมุทรกว้างใหญ่ไพรศาลและสาวกทุกคนก็มีที่ดินเป็นของตัวเอง แม้ว่าผู้คนภายในสำนักสี่คาบสมุทร จะสามารถใช้ตราประทับเคลื่อนย้าย ไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็มีอุปสรรค หากพวกเขาต้องการพบใครสักคนพร้อมกันแบบนี้



มันจึงทำให้จำนวนของผู้ที่มาอออยู่ด้านนอกประตูทางเข้าสำนักเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น ถ้าอยากจะให้ศิษย์เฝ้าประตูนำข้อความไปบอก พวกเขาจะต้องยืนเข้าแถว



      " แล้วข้าจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย ? " เห็นแถวที่ยาวเยียดและได้ยินว่า บางคนถึงกับเข้าแถวรอมานานกว่าสิบวัน แต่ก็ยังเข้าไปไม่ได้ ชูเฟิงก็เริ่มรู้สึกปวดขมับ



ปัจจุบันเขาได้เปลี่ยนมาใช้รูปลักษณ์ที่แท้จริงของเขา คือใบหน้าแท้ๆของ ชูเฟิง 



ถึงแม้ว่าเขาจะดูโตขึ้นมากเนื่องจากระยะเวลาผ่านมา แต่ยังไงเขาก็ยังเป็นแค่เด็ก ความอ่อนเยาว์ของเขาจึงไม่เป็นที่ดึงดูดความสนใจมากเท่าไหร่เมื่อเขาแสดงรูปลักษณ์ที่แท้จริง



และอีกอย่างเขาก็ไม่อาจแสดงพลังที่แท้จริงของเขาได้เพื่อเป็นการปกปิดสถานะ จึงทำให้คนอื่นๆมองข้ามเขาไป แต่หากเป็นแบบนี้ก็คงไม่ดีแน่ เพราะมีคนเข้าแถวจำนวนมาก ซึ่งชูเฟิงเองก็ไม่มีเวลามากพอที่จะทำตามกฏโดยที่ทนยืนอยู่ในแถว



        " เฮ้ย ไอหัวขวด!!! ทำไมเจ้าไม่ยืนต่อแถว ?!"

        

        " ไอ้มารยาททราม!! เราอุตส่าต่อแถวรอตั้งนาน เจ้ามาทำแบบนี้ได้ยังไง "


        " กลับไปต่อแถวซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไร้มารยาท "



อย่างไรก็ตาม ขณะที่ชูเฟิงกำลังปวดขมับตุบๆเพราะไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็มีชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าหรูหราที่ไม่แคร์สายตาผู้คน เดินเข้าไปโดยที่แทรกไปยังหน้าประตูบานใหญ่ของสำนักสี่คาบสมุทร



ไม่เพียงแต่เขาไม่รักษากฏเขายังหันหน้าไปยังทางผู้คนที่ต่อว่าเขา และตะโกนใส่เสียงดังว่า " ใครไม่อยากตาย หุบปากไปซะ!!!" ขณะที่ชายหนุ่มพูดออกมา ออร่าของเขาก็แผ่ออกมา เขาอยู่ในระดับ 5 อาณาจักรสวรรค์ 



แม้ว่าระดับ 5 อาณาจักรสวรรค์ จะเทียบกับ ชูเฟิง ไม่ได้แม้แต่เส้นผม  แต่เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ยืนอยู่ในแถวมีการเพาะปลูกเทียบเขาไม่ได้ พวกเขาตอนนั้นได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ โดยที่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

ReaDMGA
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////