วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บทที่ 719 – สายเลือดจักรพรรดิ

     ไม่เพียงแต่ ชูเฟิง จะรู้ว่าใครคือ หวาง หลง แต่เขายังเคยพบกันมาก่อน



     ในก่อนหน้านี้ บนหุบเขาสายหมอกเขาได้พบกับ หวาง หลง และศิษย์อัจฉริยะของสำนักสี่คาบสมุทรอีกสองคนคือ ฉิน ยู่ และ หลาน ยี่ อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้สนิทกับคนเหล่านั้นแต่อย่างใด



     ในตอนนั้นเขายังไม่สามารถรับมือกับคนเหล่านั้นได้ แต่ในตอนนี้ การบ่มเพาะพลังที่แท้จริงของเขาคือขั้นแดนสวรรค์ระดับแปด หากเขาใช้พลังของสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ พลังของเขาจะอยู่ในขั้นจ้าวสงครามระดับสอง



     ก่อนหน้านี้ เมื่อ ชูเฟิง มีพลังในขั้นจ้าวสงครามระดับหนึ่ง เขาสามารถเอาชนะผู้ที่มีพลังขั้นจ้าวสงครามระดับสามได้ และเมื่อตอนนี้เขามีพลังขั้นจ้าวสงครามระดับสอง เขาย่อมจะสามารถเอาชนะคนที่มีพลังขั้นจ้าวสงครามระดับสี่ได้อย่างแน่นอน มันไม่สำคัญว่า หวาง หลง จะเป็นหนึ่งในสามอัจฉริยะของสำนักสี่คาบสมุทรหรือไม่ เพราะเขาก็ไม่อยู่ในสายตาของ ชูเฟิง แม้แต่น้อย



     ดังนั้น ชูเฟิง จึงกล่าวถามออกไปว่า “นครที่สาปสูญ อนุญาตให้เพียงศิษย์รุ่นใหม่เข้าไปไม่ใช่รึ แต่ หวาง หลง ได้เข้าสู่สำนักสี่คาบสมุทรมานานแล้ว เขาน่าจะไม่สามารถเข้าได้ !!”



     “มันก็คงจะเป็นเช่นนั้น แต่ หวาง หลง มีสถานะพิเศษ เพราะเขาเป็นหนึ่งในสามอันฉริยะของสำนัก นั่นจึงเป็นป้ายเบิกทางที่ดีสำหรับเขา ไม่ว่าเขาจะต้องการอะไร ย่อมมีคนยื่นมือช่วยเหลือ !!” ซูรู่ กล่าวออกมาด้วยความกังวล เห็นได้ชัดว่านางต้องการที่จะเข้าสู่นครที่สาปสูญอย่างมาก



     “ถ้าเพียงแค่โอสถสวรรค์ และจ้าวโอสถทิพย์ล่ะก็ ในตอนนี้เองข้าก็มีของขวัญที่ยอดเยี่ยมไว้ให้สำหรับทุกคนแล้ว !!” ชูเฟิง กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม เพราะเขารู้ว่าของขวัญที่เขาเตรียมไว้นั้น เกินจากความคาดหมายของทุกคนอย่างมาก



     “เฮ้ออออออ !!” แต่ในเวลานั้น เมื่อได้ยินคำว่า ตอนนี้ เจียง หวู่ชาง ก็ถอนหายใจออกมายาวๆ ใบหน้าที่อิ่มเอมในก่อนหน้านี้พลันเปลี่ยนเป็นหดหู่ เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจเกี่ยวกับนครที่สาปสูญอย่างมาก



     “น้อง หวู่ชาง ทำไมทำท่าทางเช่นนั้น !?” ชูเฟิง กล่าวถาม



     "พี่เฟิง มันไม่ใช่เพียงแค่โอสถสวรรค์ และจ้าวโอสถทิพย์เท่านั้น พวกเราไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากรการบ่มเพาะพลังแม้แต่น้อย แต่มีบางสิ่งที่พวกเราไม่อาจพลาดโอกาสนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะน้อง หวู่ชาง !!” จาง เทียนยี่ กล่าว



     “อะไรรึ !?” ชูเฟิง ถามออกมาอย่างรวดเร็ว



     “น้อง หวู่ชาง เจ้าควรจะเป็นคนเล่าเรื่องนี้ !!” จาง เทียนยี่ กล่าว



     “พี่ใหญ่ ชูเฟิง นครที่สาปสูญนั้นมีประวัติที่ยาวนานกว่าพันปี มันถูกสร้างขึ้นมาก่อนที่จะมีสำนักสี่คาบสมุทร !!”



     “และมันก็มีตำนานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับนครที่สาปสูญ มีคนกล่าวว่าในหลายพันปีก่อน นครที่สาปสูญถูกครอบครองโดยสัตว์ยักษ์สายเลือดพิเศษ ในตอนนั้นนครที่สาปสูญเป็นขุมพลังที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้าน !!”



     “ในวันหนึ่ง สัตว์ยักษ์ได้ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น ตามตำนานกล่าวว่ามันเป็นการกระทำของชายเพียงคนเดียว ที่มีสัญลักษณ์เขียนอยู่ที่หน้าผากของเขา”



     “เขียนว่าอะไร !?”



     “จักรพรรดิ !!”



     “จักรพรรดิ !! นั่นอาจจะเป็นผู้ที่มีสายเลือดจักรพรรดิ !!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชูเฟิง ก็รู้สึกตกใจเช่นกัน



     “ถ้าตำนานนี้เป็นเรื่องจริง คนผู้นั้นจะต้องมีสายเลือดจักรพรรดิแน่นอน และข้ายังได้ยินมาอีกว่า หลังจากที่เขากำจัดสัตว์ยักษ์ออกไปแล้วนั้น เขาไม่ได้หลับออกมาจากนครที่สาปสูญ !!”



     “นอกจากนี้ ยังมีข้อพิสูจน์ถึงคำกล่าวนี้อีกด้วย เพราะในตอนนี้ที่ตั้งของนครที่สาปสูญได้หายไปอย่างลึกลับ”



     “มีหลายคนที่คาดเดาว่า มันถูกผนึกโดยพลังของพระเจ้า เพื่อให้เขาได้พักผ่อนอยู่ภายในนั้นอย่างสงบ !!”



     “แม้มันจะเป็นไปไม่ได้สำหรับข้า ที่จะเผยความลับของนครที่สาปสูญ แต่ด้วยความแข็งแกร่งของข้า ข้าเชื่อว่าข้าจะสามารถหาเบาะแสของชายผู้นั้นได้บ้าง และไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันก็ย่อมดีสำหรับข้า”



     “แต่ถ้า หวาง หลง เข้าร่วมด้วย ข้าเกรงว่าเขาจะทำให้พวกเรามีพื้นที่ที่จำกัด และข้าเองก็คาดว่าเขาอาจจะทำลายแผนการของข้า !!” ขณะที่กล่าวมาถึงตรงนี้นั้น ใบหน้าของ เจียง หวู่ชาง ก็แสดงออกถึงความกังวลที่มากขึ้น



     เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้นั้น ชูเฟิง ก็เข้าใจได้ในทันที เพราะในตอนนี้ เจียง หวู่ชาง มีพลังของสายเลือดราชวงศ์ และสายเลือดจักรพรรดิก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาก้าวต่อไปข้างหน้า



     แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่คำเรียกระหว่างสายเลือดราชวงศ์ และสายเลือดจักรพรรดิ แต่ในความเป็นจริงนั้น พลังของทั้งสองสายเลือดแตกต่างกันอย่างมาก ราวกับสวรรค์ และโลก ถ้าเขาต้องการเข้าถึงสายเลือดจักรพรรดิ โดยที่เขายังเป็นเพียงสายเลือดราชวงศ์ นั่นก็เปรียบได้กับฝันกลางวันเท่านั้น



     แม้ว่าตำนานที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดจักรพรรดิในนครที่สาปสูญจะมีอยู่ แต่โอกาสที่ เจียง หวู่ชาง จะต้นหาเบาะแสได้นั้น ก็มีอยู่เพียงน้อยนิด แต่มันก็นับเป็นโอกาสที่ดี ที่เขาย่อมไม่อยากพลาดโอกาสเช่นนี้ไปได้



     “การบ่มเพาะพลังของน้อง หวู่ชาง ในตอนแรกแข็งแกร่งมาก และเขาก็เป็นคนที่มีพลังทางสายเลือดเข้มข้นที่สุดในราชวงศ์เจียง”



     “แต่ตอนนี้ ข้าและเหม่ยน้อย ก็มีพลังของไข่มุกคิมหันต์ และเหมันต์ ทำให้พวกเรามีการบ่มเพาะพลังที่รวดเร็วกว่าเดิม และตอนนี้เพียงแค่ครึ่งปีก็มีพลังมากกว่า หวู่ชาง แล้ว”



     “ส่วนพี่ จาง ก็มีทักษะลับต้องห้ามที่แข็งแกร่ง และเป็นคนเดียวที่มีพลังมากกว่า หวู่ชาง ในตอนแรก แม้ว่าในตอนนี้ท่านจะถึงจุดที่ยากจะก้าวผ่าน ก็ยังทิ้งห่างจาก หวู่ชาง มาก”



     “แม้ว่าน้อง หวู่ชาง จะไม่ได้กล่าวออกมา พวกเราก็รู้ดีว่าน้อง หวู่ชาง ต้องฝึกฝนอย่างหนักในการบ่มเพาะพลัง เขาต้องลดเวลาการพักผ่อนของเขาลง เพื่อเพิ่มเวลาในการบ่มเพาะพลัง”



     “พวกเราทั้งหมดต่างรู้สึกปวดใจอย่างมาก และต้องการที่จะช่วยเหลือเขา และในที่สุด พวกเราก็พบกับความหวัง นั่นคือนครที่สาปสูญ แม่ว่ามันจะมีโอกาสน้อยมาก แต่ก็ยังคงมีความหวัง !!” ในขณะนั้น ซูรู่ ได้ส่งข้อความทางจิตมาหา ชูเฟิง



     เมื่อ ชูเฟิง ได้ยินเช่นนั้น มันทำเขารู้สึกหดหู่อย่างมาก เมื่อย้อนกลับไปในทวีปเก้าอาณาจักรนั้น เจียง หวู่ชาง คือความหวังของทุกคน และในตอนนั้นเขาแข็งแกร่งกว่า ชูเฟิง



     แต่ในตอนนี้ เมื่อทุกคนได้มาถึงเขตทะเลตะวันออก และ เจียง หวู่ชาง ก็ถูกทิ้งห่างจากทุกๆ คนไป มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก



     เขาไม่ได้อิจฉา ซูรู่ หรือคนอื่นๆ แต่มันเป็นเพราะเขารู้สึกว่าตัวเขานั้นไร้ประโยชน์ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าท้ายที่สุดเขาจะต้องตายในไม่ช้า



     ดังนั้น ชูเฟิง จึงกล่าวถามออกมาว่า “ท่าน ไต้กู๋ แห่งสิบปรมาจารย์สวรรค์อยู่ภายในสำนักสี่คาบสมุทรหรือไม่ !?”



     “ไต้กู๋ !! เขาก็เป็นแค่ตาเฒ่าประหลาดเท่านั้น !!” เมื่อได้คำกล่าวของ ชูเฟิง นั้น ซูรู่ และคนอื่นๆ ต่างขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลายใจ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ชอบชายชราผู้นี้



     “ข้าเคยพบกับท่าน ไต้กู๋ เพียงครั้งเดียว แต่เขาก็มีความประทับใจที่ดีต่อข้า หากเขาอยู่ในสำนักสี่คาบสมุทร ข้าจะไปพบเขา เพื่อขอร้องให้เขาช่วยให้ข้าเข้าสู่นครที่สาปสูญไปพร้อมกับทุกคน !! คิดว่าจะได้ผลไหม !?” ชูเฟิง กล่าว



     “จริงเหรอ !! พี่ใหญ่ ชูเฟิง เคยพบกับเขา อีกทั้งยังทำให้เขาประทับใจอีก !! ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ !! จากที่ข้าเห็น เขาก็เป็นเพียงตาเฒ่าประหลาดๆ เท่านั้น !!” เจียง หวู่ชาง กล่าวออกมา เพราะเขาคิดว่าชายชราผู้นั้นเป็นที่แปลกประหลาดอย่างมาก

ReaDMGA
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////